Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กกต. มีมติดำเนินคดี ‘พญ.เกศกมล’ ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและคดีอาญา ปมใช้คำว่า 'ศาสตราจารย์' หลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. มีอัตราโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

 

21 ก.ค. 2568 เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (21 ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ เดินทางมายัง กกต. เพื่อเปิดเผยถึงมติคำวินิจฉัยของ กกต.กรณีตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา

โดยภัทรพงศ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา เขาได้รับมติคำวินิจฉัยของ กกต. คำร้องในคดีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ พญ.เกศกมล กรณีวุฒิการศึกษาเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หนังสือลงวันที่ 18 ก.ค. 2568 โดย กกต.มีมติให้ดำเนินคดีกับ พญ.เกศกมล ในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและคดีอาญา กรณีใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” ซึ่งจะมีอัตราโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี และตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี

“ผมขอประกาศตรงนี้ มันหมดเวลาของเธอแล้ว คำวินิจฉัยส่งถึงผมเรียบร้อยในฐานะเป็นคนร้อง แต่เดิมทำเป็นจะเอาเรื่องของวุฒิการศึกษาปริญญาเอก แต่ผมมาคัดค้าน ท้ายที่สุดก็ยอมใส่คำว่า 'ศาสตราจารย์' ไป ไม่เหลือแล้ว” ภัทรพงศ์ กล่าว

ภัทรพงศ์ ฝากไปถึง กกต.ขอให้ส่งเรื่องขอ พญ.เกศกมล ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ดึงเรื่อง เนื่องจากส่งคำวินิจฉัยไปให้ตน และได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น เขาจึงหวังว่าคดีดังกล่าวจะส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณาต่อในวันที่ 25 ก.ค.นี้ 

The Matter รายงานว่า เมื่อปีที่แล้ว (2567) เรื่องราวของ พญ.เกศกมล เป็นที่สนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากเธอได้คะแนนรับเลือก สว.มาเป็นอันดับที่ 1 และดีกรีวุฒิการศึกษาของเธอ ระบุคำนำหน้าชื่อว่าเป็น "ศาสตราจารย์ ดร." และจบการศึกษาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (California University) 

ต่อมา มีการสืบค้นประวัติและวุฒิการศึกษา พบว่าหมอเกศ จบการศึกษาระดับปริญญาเอก วุฒิ "Doctor of Philosophy" (PhD) Associate Professor in Business Administration California University ซึ่งไม่ใช่ 'มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย' (University of California) แต่เป็นบริการสำหรับเทียบวุฒิการศึกษาว่า 'เทียบเท่า' กับขอบเขตความรู้ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาในมหาวิทยาลัยจริง พร้อมออกใบรับรองให้ ซึ่งใบรับรองนี้ก็ไม่ใช่ปริญญาบัตร 

ส่วนเรื่องใช้ตำแหน่งทางวิชาการว่า 'ศาสตราจารย์' ของหมอเกศ ถูกต้องหรือไม่นั้น เพราะว่าการจะได้รับตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง และต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ อีกด้วย ซึ่งหมอเกศ เคยให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรคุยข่าวนอกจอ เมื่อ 11 ก.ค. 2568 กล่าวว่า เธอไม่ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากเมืองไทย จึงไม่ได้อยู่ในระบบอุดมศึกษาที่จะเสนอเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์ และไม่ได้รับการโปรดเกล้า แต่เป็นตำแหน่ง Professor (ศาสตราจารย์) จากต่างประเทศของ California University และเธอกล่าวด้วยว่า กกต.เคยอนุญาตให้ใส่คำว่า ศาสตราจารย์ ในใบ สว.3 หรือก็คือเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. 

ภายหลังจากมีข้อสงสัยเรื่องวุฒิการศึกษาของหมอเกศ ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ได้เข้ายื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติ และวุฒิการศึกษาของสมาชิกวุฒิสภา พญ.เกศกมล  เมื่อ 5 ก.ค. 2567 ก่อนที่ต่อมา กกต.จะมีมติเมื่อ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามที่รายงานข้างต้น 

รายละเอียดคำวินิจฉัย 'หมอเกศ'

เว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ เปิดเผยคำวินิจฉัยของ กกต.พบว่า ในคำวินิจฉัยที่ 309/2568 เรื่องการเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ได้รับคำร้องและรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต.ว่า น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศ กลุ่ม 19 หมายเลข 3 (ผู้ถูกร้อง) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 77 (4) กล่าวคือ ผู้ถูกร้องหลอกลวงหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง จำนวน 6 คำร้อง และ 3 คำร้องย่อย โดยส่วนใหญ่คือ กรณีกล่าวหาเรื่องหลอกลวงคุณสมบัติในการสมัคร สว. เช่น การใช้คำนำหน้าชื่อว่า "ศาสตราจารย์" กรณีการเรียนจบ "ด็อกเตอร์" ปริญญาเอกจาก California University, U.S.A. การเปิดคลินิกเสริมความงาม รวมถึงการสวมชุดครุยวิทยฐานะในการจบมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กกต.ได้ยกคำร้องแทบทั้งหมด เหลือแค่กรณีการใช้คำนำหน้าว่า “ศาสตราจารย์” โดยข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนรับฟังได้ว่า “หมอเกศ” สมัคร สว.ในกลุ่ม 19 โดยระบุในข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ในส่วนประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S.A. และศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า ศาสตราจารย์ จึงต้องพิจารณาเป็น 2 กรณีว่า การที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในการเลือก สว.ในส่วนของประวัติการศึกษาว่าจบปริญญาเอก และการแนะนำตัวมีคำนำหน้าว่า ศาสตราจารย์ เป็นการหลอกลวง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง อันฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือก สว. 2561 มาตรา 77 (4) หรือไม่

กรณีวุฒิการศึกษาปริญญาเอกนั้น แม้ว่า California University FCE ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนของไทย (ก.พ.) เนื่องจากยังไม่มีบุคคลใดหรือองค์กรใดนำวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวไปยื่น เพื่อเทียบวุฒิต่อ ก.พ.เพื่อเข้ารับราชการ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่า กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงน่าเชื่อว่าการที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในส่วนของประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอกมหาวิทยาลัยดังกล่าว ยังไม่เป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ในชั้นนี้ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ถูกร้องกระทำผิดตามคำร้อง

ส่วนกรณี “ศาสตราจารย์” นั้น จากการไต่สวนข้อเท็จจริงว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการการข้าราชการพลเรือนในสถาบันการอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) รองศาสตราจารย์ (รศ.) และศาสตราจารย์ (ศ.) 2564 และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบข้อมูลของผู้ถูกร้อง ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องไม่มี่ชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันการอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด ประกอบกับไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

จากการตรวจสอบข้อมูลปรากฏว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยังไม่เคยพิจารณาเทียบวุฒิการศึกษาจาก California University และ California University FCE ประกอบกับผู้ถูกร้องก็ให้ถ้อยคำว่า ไม่เคยทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ ข้อเท็จจริงจึงเป็นที่ยุติว่า ผู้ถูกร้องมิได้มีตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ ตามหลักการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวข้างต้นของไทย

ดังนั้นการที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในการเลือก สว.ว่าเป็น “ศาสตราจารย์” โดยที่มิเคยดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของไทย จึงเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สว. 2561 มาตรา 77 (4)

จึงมีคำสั่งในประเด็นกรณีศาสตราจารย์ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่ น.ส.เกศกมล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 77 (4) 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง