Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แม้แต่โพลจากหน่วยงานรัฐบาลรัสเซีย VTsIOM ที่มีการชี้นำในเชิงรักชาติ ก็ยังมีผลออกมาว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวก็ยังคงเลือกที่จะไม่ไปร่วมรบเป็นทหารในแนวหน้า ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต่อต้านสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อยากมีบทบาทสนับสนุนทางไกลมากกว่า เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วรัสเซียจะใช้วิธีไหนในการหาทหารมาเสริมทัพในสงครามที่ยืดเยื้อนี้


คนงานทาสีทับกราฟฟิตีที่มีความหมายว่า "#No to war" ในเมืองลิเปตสค์ ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อปี 2023 | ที่มาภาพ: Radio Free Europe/Radio Liberty

ชาวรัสเซียส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวแสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าพวกเขาไม่อยากถูกส่งไปรบในแนวหน้าที่ยูเครน แต่ก็น่าสงสัยว่าทำไมรัสเซียถึงยังคงมีทหารรับจ้างชุดใหม่เข้าไปเติมได้เรื่อยๆ ทดแทนทหารชุดเดิมที่สูญเสียในสงครามรัสเซีย-ยูเครน

เซอร์ดี เชลิน นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและสังคม วิเคราะห์ไว้ในสื่อมอสโกไทม์ ระบุว่า สาเหตุเป็นเพราะเรื่องที่ในรัสเซียมีทั้งกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคมที่สนับสนุนสงครามอยู่ห่างๆ แต่ไม่อยากไปรบเอง และยังมีคนกลุ่มน้อยในสังคมที่พร้อมจะไปเป็นทหารในแนวหน้า

มีผลโพลจากหน่วยงานรัฐบาลรัสเซีย VTsIOM ที่ถามประชาชนหลายคำถาม และเตรียมที่จะรายงานผลในแบบที่ไปกันได้กับวาทกรรมคลั่งลัทธิทหารของรัสเซีย แต่ผลออกมาก็กลับไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคาดไว้

คำถามในโพลคำถามแรกถามว่า พวกเขาเห็นด้วยหรือไม่ ว่าคนที่เป็น "วีรบุรุษแห่งยุคสมัย" อย่างแท้จริงสำหรับชาวรัสเซียนั้นเป็นคนที่ "ทำความดีให้กับสังคมในชีวิตประจำวัน" ไม่ได้หมายถึงคนที่รับใช้ชาติในสนามรบเท่านั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว

คำถามที่สองเป็นคำถามที่ชี้นำให้แสดงออกในเรื่องความรักชาติรัสเซียอย่างหนักแน่น โดยการถามว่าพวกเขาพร้อมที่จะ "รับใช้มาตุภูมิ" หรือไม่ ในยามที่มีภัยธรรมชาติหรือสงคราม

คำถามนี้มีตัวเลือกให้ 5 ข้อ แต่ก็มีอยู่แค่ร้อยละ 23 เท่านั้นที่เลือกจะไปเป็นทหารในแนวหน้า คือข้อที่ระบุว่าจะช่วยเหลือประเทศด้วยการ "มีส่วนร่วมในการจับอาวุธปกป้องประเทศ" ทำให้ข้อนี้มีคนเลือกมากเป็นอันดับที่ 4 เท่านั้นจากทั้งหมด 5 ข้อ

ส่วนหัวข้อที่คนเลือกน้อยที่สุดคือ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นทัศนคติของชาวรัสเซียที่เข้าใจดีว่าในช่วงวิกฤตนั้น ทางการอาจจะเข้ามายึดเงินของพวกเขาไปโดยไม่ขอก่อน แม้แต่คนที่อยากจะใช้เงินช่วยก็อาจจะทำไปเพื่อเอาใจทางการเท่านั้น

ส่วนข้อที่ผู้คนเลือกมากกว่าในคำถามที่สองนี้คือ การอาสาสมัครและทำงานในภาคส่วนอื่นๆ กับ การเผยแพร่สารในเชิงรักชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลือกที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขามากนัก

กลุ่มที่ไม่อยากออกไปรบมากที่สุดคือกลุ่มชาวรัสเซียที่อายุน้อยกว่า 33 ปีลงไป กลุ่มที่บอกว่าอยากจะออกไปช่วยรบมากที่สุดคือกลุ่มอายุ 50-60 ปี แต่ก็อยู่เป็นจำนวนไม่เกินครึ่งคือแค่ร้อยละ 33 เท่านั้น ทำให้มองได้ว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่ไม่ได้มีความอยากออกไปรบเพื่อชาติในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เลย

ขณะเดียวกัน ผลโพลนี้ก็อาจจะไม่ได้สะท้อนว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่ต่อต้านสงครามเสมอไป แต่อาจจะแค่อยากเลือกทำในสิ่งที่มีความเสี่ยงหรือสิ้นเปลืองกับชีวิตตัวเองน้อยกว่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อย่างเชลิน ก็อดนำผลโพลนี้มาพิจารณาต่อไม่ได้ว่า มันน่าจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะถึงแม้ผู้ตอบแบบสอบถามจะยังคงแสดงออกรักชาติ แต่ก็อาจจะเป็นการแสดงออกเพื่อเอาใจทางการเฉยๆ ก็ได้ ดังนั้นแล้วก็น่าคิดว่ารัสเซียมีโอกาสจะประสบปัญหาขาดกำลังพลในระยะยาวหรือไม่

เชลินบอกว่า มีนักวิเคราะห์หลายคนรวมถึงตัวเขาเองด้วย ได้วิเคราะห์เมื่อไม่นานนี้ว่า ภายในช่วงปลายปี 2568 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย คงจะไม่สามารถหาทหารเกณฑ์มาช่วยรบในสงครามยูเครนได้มากพอจะทดแทนกำลังพลที่สูญเสียไปในปีนี้ บีบให้เขาต้องเลือกระหว่างการบังคับเกณฑ์ทหารและการหยุดยิง

แต่ข้อมูลที่ออกมา เป็นไปในอีกทางหนึ่ง โดย Mediazona และ BBC ได้ทำลิสต์บัญชีทหารรัสเซียผู้เสียชีวิตระบุว่ามีทหารรัสเซียเสียชีวิตแล้วมากกว่า 115,000 นาย ทุกๆ เดือนจะมีชื่อทหารเสียชีวิตรายใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในรายชื่อประมาณ 5,000 นาย ขณะเดียวกันก็มีการประเมินว่าตัวเลขจริงอาจจะสูงกว่านั้นสองเท่า ซึ่งศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ (CSIS) ประเมินว่าตัวเลขทหารรัสเซียที่เสียชีวิตอยู่ที่ 250,000 นาย

ขณะเดียวกันทางฝ่ายรัสเซียก็มีข้อมูลว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 รัสเซียมีทหารใหม่ไปเติมได้ 190,000 นาย โดยมาจากทหารอาสาสมัครและทหารรับจ้าง ซึ่งเชลินมองว่าเป็นตัวเลขที่เท่ากับรายงานที่ระบุไว้ในปีที่แล้วอย่างน่าสงสัย แต่อย่างไรก็ตาม ทหารแนวหน้าของรัสเซียก็ยังคงดูไม่ลดลง และปูตินก็ประกาศว่าจะเพิ่มจำนวนทหารในราชการขึ้นอีกเป็น 1.5 ล้านนาย

พวกเขาหาทหารมาจากไหน เชลินตั้งข้อสังเกตว่า ในสาธารณรัฐตูวา ซึ่งเป็นเขตการปกครองส่วนหนึ่งของรัสเซีย เป็นพื้นที่ๆ ยากจนที่สุดที่หนึ่งของรัสเซียและมีอัตราอาชญากรรมสูงมาก ทำให้ทางการรัสเซียเกณฑ์อดีตนักโทษเหล่านี้ไปรบไม่ว่าจะโดยอาสาสมัครหรือบีบบังคับให้ไป

แต่ก็มีพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากมอสโกที่น่าจะมีคนถูกเกณฑ์ไปรบเป็นจำนวนมากเช่นกัน ดูจากอัตราการเสียชีวิตที่สูง อีกทั้งยังมีการออกมาตรการลดเกณฑ์อายุของคนที่สามารถเข้ารับราชการทหารได้เหลืออยู่ที่ 18 ปี ทำให้มีโอกาสที่รัสเซียจะหาทหารมาเพิ่มได้อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ปูตินยังแสดงความมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาการขาดกำลังพลในระยะนี้ด้วย

ทำให้มีการประเมินว่าถ้าหากรัสเซียสามารถเพิ่มทหารในราชการได้เป็น 1.5 ล้านนายจริง พวกเขาก็จะยังมีกำลังพลมากพอที่จะสู้รบไปอีกถึงในปีหน้าคือปี 2569


เรียบเรียงจาก
Most Russians Don’t Want To Be Soldiers. That Doesn't Mean They Oppose the War., The Moscow Times, 21-07-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง