สื่ออิระวดี วิเคราะห์เรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ มีความสนใจในแร่แรร์เอิร์ธของพม่า ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เขาจะพยายามเข้าถึงด้วยการติดต่อกับกลุ่มผู้นำชาติพันธุ์ในรัฐกะฉิ่นสองกลุ่มรวมถึงกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ตามแนวชายแดนจีน ซึ่งถ้าหากเขาทำเช่นนั้นจริง ก็อาจจะกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับจีน อีกทั้งยังมีข้อสังเกตเรื่องการยอมตามให้รัฐบาลทหารพม่ามากขึ้นจนเสี่ยงที่จะละเลยสิทธิมนุษยชน

พื้นที่ทำเหมืองแร่หายากแห่งหนึ่งในรัฐกะฉิ่น | ที่มาภาพ: RFA
แร่แรร์เอิร์ธกลายเป็นประเด็นที่ชวนจับตามองเมื่อมหาอำนาจโลกอีกขั้วหนึ่งอย่างสหรัฐฯ เริ่มแสดงความสนใจต่อแร่เหล่านี้ในพม่า โดยเฉพาะในรัฐทางตอนเหนือของประเทศอย่างรัฐกะฉิ่น ได้กลายเป็นแหล่งแร่ที่สำคัญที่พวกเขาจับตามอง
แร่แรร์เอิร์ธนั้นมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, รถพลังงานไฟฟ้า EV, กังหันลม และ ระบบยุทโธปกรณ์ทางการทหารระดับสูง
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้เสนอในสิ่งที่อาจจะสะท้อน "การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อพม่า โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนเส้นทางอุปทานของแร่แรร์เอิร์ธให้เบนเข็มออกมาจากคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อย่างจีน"
สื่ออิระวดีวิเคราะห์ว่า ถึงแม้เรื่องนี้จะยังคงอยู่ในช่วงที่ชี้ชัดไม่ได้ แต่ถ้าหากมีการดำเนินการตามแผนการนี้จริง ก็เป็นเรื่องน่ากังวล ในแงาที่ว่าถ้ารัฐบาลทรัมป์ติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐกะฉื่นที่เป็นผู้ควบคุมแหล่งแร่เหล่านี้ มันก็จะสร้างความไม่พอใจให้กับจีนอย่างแน่นอน เพราะว่าจีนเป็นผู้ซื้อแร่แรร์เอิร์ธรายใหญ่จากรัฐกะฉิ่น และเป็นตัวการใหญ่ที่หาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของพม่ามาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าการที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นใช้แร่แรร์เอิร์ธจากพม่า อาจจะต้องเผชิญกับอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงในด้านการขนส่งลำเลียง
หนึ่งในข้อเสนอที่รัฐบาลทรัมป์วางแผนไว้เกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธพม่านั้นคือการเสนอตัวเป็นผู้พูดคุยกับรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่าเพื่อเจรจาทำข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มกบฏกองทัพเอกราชกะฉิ่น KIA แต่อีกข้อเสนอหนึ่งก็มีเนื้อหาแตกต่างออกไป คือให้สหรัฐฯ ไปติดต่อสัมพันธ์กับ KIA โดยตรงไม่ต้องไปปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหาร ซึ่งสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยโดยตรงกับผู้นำทหารของพม่านับตั้งแต่ที่มีการรัฐประหารปี 2564 เป็นต้นมา
ถ้าหากว่ามีการปฏิบัติตามแผนแรกคือมีการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่าด้วยนั้น มันก็จะเป็นการที่สหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายที่มีต่อพม่าอย่างใหญ่หลวง เพราะอาจจะมีการยกเลิกการคว่ำบาตรผู้นำทหารของพม่า ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่เคยก่ออาชญากรรมสงครามต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญาด้วย โดยที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯ เคยบอกว่าสิ่งที่กองทัพพม่ากระทำต่อชาวโรฮิงญานั้นนับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ก็ได้ยกเลิกการคว่ำบาตรให้กับผู้ที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าหลายคน แต่เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ก็บอกว่ามันไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อพม่า แต่ก็มีผู้ที่คุ้นเคยกับประเด็นนี้ให้ข่าวต่อสื่อว่า สหรัฐฯ อาจจะใช้วิธีลดภาษีศุลกากรร้อยละ 40 กับพม่า ยกเลิกการคว่ำบาตรกับคนของรัฐบาลทหารหรือคนที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับอินเดียในการให้อินเดียช่วยเป็นผู้แต่งแร่แรร์เอิร์ธที่นำเข้าจากพม่าให้
ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ วิเคราะห์ว่า รัฐบาลทรัมป์มีความพยายามจะเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ แต่พวกเขาก็ยังคงตามหลังจีนอยู่ เพราะจีนได้เข้าไปสานสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธกะฉิ่นหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงการแร่แรร์เอิร์ธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์อยู่ก่อนแล้ว
ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ตามชายแดนหลายกลุ่มจะถูกมองว่าเป็นนอมินีให้กับจีน แต่กองกำลังในรัฐกะฉิ่นนั้นต่างออกไป พวกเขาเป็นชาวคริสต์ที่มักจะเอียงไปในทางสนับสนุนชาติตะวันตกมากกว่า ซึ่งจีนดูจะไม่ค่อยชอบใจในเรื่องนี้ และหลังจากที่ทูตสหรัฐฯ ไปเยือนเมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น จีนก็แสดงความไม่พอใจให้เห็นอย่างชัดเจนเพราะไม่ชอบให้มีอิทธิพลของตะวันตกมาอยู่ใกล้กับชายแดนของพวกเขา นอกจากนี้นักกิจกรรมและสมาชิกฝ่ายต่อต้านชาวกะฉิ่นหลายคนก็มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ด้วย
แต่ทว่ารัฐบาลทรัมป์ก็ยังคงมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้พวกเขาตามหลังจีน คือการที่ไม่ได้มีนโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน วิธีการของพวกเขาเป็นไปแบบเฉพาะกิจ อีกทั้งการทรัมป์เคยปรับโครงสร้างกองทุนเพื่อการพัฒนาต่างประเทศก็ทำให้คณะทำงานที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในเรื่องการต่างประเทศถูกลอยแพ
นอกจากนี้ทั้งนักวิเคราะห์และฝ่ายต่อต้าน ก็รู้สึกไม่สบายใจจากการที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งจะยกเลิกการคว่ำบาตรให้กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเผด็จการทหารด้วย จังหวะเวลาของเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่น่าสังเเกต เพราะการคว่ำบาตรเกิดขึ้น 2 สัปดาห์หลังจากที่ ผู้นำสภากองทัพพม่า พลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้เขียนจดหมายชื่นชมทรัมป์ขอให้มีการปฏิบัติกับพวกเขาอย่างปราณี ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าจดหมายของมินอ่องหล่ายนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับการตัดสินใจยกเลิกคว่ำบาตรคนใกล้ชิดของเผด็จการทหาร
โฆษกของทำเนียบขาวกล่าวว่าการยกเลิกการคว่ำบาตรบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารนั้น "เป็นสิ่งที่กระทำสะสมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว(2567) โดยเป็นไปตามมาตรฐานกระบวนการธุรกิจของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ" แต่ทว่ากลุ่มสิทธิมนุษยชนก็แสดงความเป็นห่วงว่าการยกเลิกคว่ำบาตรผู้มีส่วนร่วมกับการสังหารพลเรือนและละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ในพม่านั้น "น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง"
ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐฯ จะระมัดระวังไม่ทำอะไรที่จะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่กลุ่มเผด็จการทหารของพม่ามากเกินไป และจะสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารมากกว่า แต่ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ดูจะเงียบเสียงไม่พูดอะไรเกี่ยวกับความโหดร้ายที่เกิดจากน้ำมือของรัฐบาลทหาร ทั้งที่รัฐบาลทหารพม่ามักจะทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนและสังหารพลเรือนอยู่ทุกวัน
มีการตั้งข้อสังเกตจากบทวิเคราะห์ของอิระวดีอีกว่า มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดมากเวลาได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ มีความสนใจแร่แรร์เอิร์ธของพม่าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวกับนักการเมืองจากการเลือกตั้งที่ยังคงถูกคุมขังโดยรัฐบาลทหาร เช่น อองซานซูจี รวมถึงนักกิจกรรมฝ่ายต่อต้านจำนวนมากที่ยังคงถูกคุมขังอยู่เช่นกัน และมีนักโทษการเมืองอายุยังน้อยที่เสียชีวิตในที่คุมขัง รวมถึงไม่มีการพูดถึงการทิ้งระเบิดรายวันของรัฐบาลทหาร และวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ
อ่องซอ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้ากองบรรณาธิการจของอิระวดีระบุว่า "พม่าในทุกวันนี้เปรียบเสมือนคนป่วยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จมลงสู่ความเป็นรัฐล้มเหลวมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าผู้มือเปื้อนเลือดได้ส่งจดหมายไปให้ทรัมป์มีการกล่าวชื่นชมว่า 'เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง' ในสัปดาห์นี้ พวกเราได้รับรู้ว่ารัฐบาลทรัมป์ได้รับฟัง 'แผนการข้อเสนอที่แข่งขันกัน' เรื่องแร่แรร์เอิร์ธในพม่า"
"ในทุกวันนี้ การทูตของสหรัฐฯ ดูจะขาดกรอบการทำงานในเชิงศีลธรรมหรือจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแร่แรร์เอิร์ธไว้ให้ช่วงชิง" อ่องซอกล่าว
