Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปฏิบัติการทางทหารของไทยทำให้ชาวกัมพูชาประกาศบอยคอตต์สินค้าไทย ถึงแม้ว่ายอดขายจะลดลง แต่เจ้าของแบรนด์ใหญ่ของไทยก็เชื่อว่ากระแสต่อต้านสินค้าไทยเช่นนี้จะซาลงเมื่อความตึงเครียดที่ชายแดนได้ข้อยุติลง อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์ว่าชาวกัมพูชาอาจจะหันไปใช้สินค้าจากแหล่งอื่นแทนเช่น เวียดนาม

จากสถานการณ์การความตึงเครียดที่นำมาสู่การสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าฝ่ายไทยเป็นผู้โจมตีทหารฝั่งกัมพูชาก่อน ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากบอยคอตต์ไม่ซื้อสินค้าไทยเกือบทุกชนิด อีกทั้งรัฐบาลกัมพูชายังได้แบนการนำเข้าปิโตรเลียม, แก็ส, ไฟฟ้า และบริการอินเทอร์เน็ตจากไทยด้วย

นักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจในกัมพูชาต่างก็เสนอว่ามันยังคงเร็วเกินไปที่จะประเมินได้อย่างเต็มที่ว่าการบอยคอตต์ของชาวกัมพูชานั้นส่งผลในระดับไหน

Lor Vichet นักเศรษฐศาสตร์กัมพูชาและผู้ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจบอกว่ามีชาวกัมพูชาจำนวนมากงดใช้สินค้าไทยเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ชายแดนก็ขริง แต่ก็ยังคงไม่มีสถาบันใดหรือบริษัทอิสระไม่สังกัดฝ่ายใดที่ทำการวิจัยอย่างเป็นทางการในเรื่องยอดขายของสินค้าไทยในร้านค้าหรือตลาดของกัมพูชา

Vichet บอกว่าเนื่องจากไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนมากพอทำให้เขาไม่อาจสรุปได้ว่าบริษัทไทยสูญเสียยอดขายมากเท่าใด แต่เท่าที่สังเกตดูเขาพบว่าแบรนด์ใหญ่ของไทยที่เคยได้รับความนิยมอย่าง ปั้มน้ำมัน ปตท. และ คาเฟ่อเมซอน มีความนิยมลดลงมากในหมู่ชาวกัมพูชาเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้ง

ในแง่ของสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว Vichet ยังไม่แน่ใจวันสินค้าเหล่านี้เช่น พวกสบู่, เครื่องสำอาง, ของว่าง, บะหมี่ จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะการที่จะสรุปได้นั้นต้องอาศัยข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าการนำเข้าจากไทย แล้วแบ่งออกเป็นจำพวกต่างๆ หลังจากนั้นก็ตรวจวัดว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนระหว่างช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่มีความขัดแย้งกับช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อปีที่แล้ว

ข้อมูลการค้าจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา GDCE แสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าลดลงนับตั้งแต่ที่เกิดความตึงเครียดขึ้นในเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา และลดลงอย่างหนักในช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ความตึงเครียดปะทุหนัก ข้อมูลระบุว่าในเดือนกรกฎาคม 2568 การค้าระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา มีมูลค่าลดลงร้อยละ 13.15 เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม ของปี 2567

มูลค่าการส่งออกจากกัมพูชามายังไทยลดลงร้อยละ 31.3 คิดเป็น 40.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,323 ล้านบาท) ขณะที่มูลค่าการที่กัมพูชานำเข้าจากไทยลดลงร้อยละ 44.1 คิดเป็นมูลค่า 166.19 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 5,370 ล้านบาท) เทียบกับเดือน มิถุนายน ที่มีมูลค่าการซื้อขายระหว่างสองประเทศลดลงเพียงร้อยละ 2.59 เท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

ถึงแม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่เหล่าผู้บริหารจากบริษัทใหญ่ของไทยก็ยังคงมองโลกในแง่บวก โดยเชื่อว่าการบอยคอตต์จะคงอยู่ไม่นานแล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมหลังจากที่ความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารคลี่คลายลง และนักธุรกิจบางส่วนก็มองว่า "กัมพูชามีความนิยมสินค้าไทยมากอยู่แล้วแบบเดียวกันไทยนิยมสินค้าญี่ปุ่น" ในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะยังคงคอยติดตามสถานการณ์และทบทวนประเมินผลการประกอบธุรกิจของพวกเขาในกัมพูชาต่อไป

แต่มุมมองที่ว่า ชาวกัมพูชาชื่นชอบสินค้าไทยมากและจะกลับมาใช้สินค้าไทยหลังความตึงเครียดจบลงแล้วจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะในปัจจุบันชาวกัมพูชาก็มีตัวเลือกอื่นนอกเหนือจากสินค้าไทย เช่น สินค้าจากเวียดนาม

รายงานจากสื่อ Kiripost ระบุว่าหลังจากที่มีการบอยคอตต์สินค้าจากไทยก็ ร้านค้าต่างๆ มีการนำสินค้าไทยส่วนหนึ่งลงจากชั้นวางเพราะความต้องการซื้อลดลง แล้วผู้บริโภคในกัมพูขาก็หันไปหาสินค้าจากแหล่งใหม่ เช่นสินค้าของกัมพูชาด้วยกันเองหรือสินค้าจากประเทศอื่นๆ

Duch Darin นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การลดการนำเข้าสินค้าไทยทำให้กลายเป็นโอกาสสำหรับเวียดนามในการปรับเปลี่ยนข้อตกลงทางการค้า ทำให้คนเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น และปรับราคาให้เป็นราคาที่สามารถแข่งขันได้

Nguyen Khac Giang นักวิจัยด้านการเมืองเวียดนามจาก สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ที่สิงคโปร์ กล่าวว่า ผู้ค้าส่งออกในเวียดนามมีช่องทางโอกาสที่จะเพิ่มอิทธิพลของตัวเองในตลาดกัมพูชาได้ เพราะเวียดนามมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการขนส่งทางภาคพื้นดินได้ง่ายทำให้ราคาการขนส่งต่ำกว่าคู่แข่งจำนวนมาก และอีกความได้เปรียบคือ เวียดนามสามารถอาศัยโอกาสกระชับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกัมพูชาให้มั่นคงขึ้นได้ผ่านการค้า

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันข้อมูลก็ระบุว่า การค้าข้ามแดนระหว่างเวียดนามกับกัมพูชานั้นฝ่ายเวียดนาม ยังขาดดุลอยู่เล็กน้อยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 อีกทั้งกรมพัฒนาตลาดต่างประเทศของเวียดนามก็บอกว่าการค้าระหว่างกัมพูชากับเวียดนามยังคงมีอุปสรรค เช่น มาตรฐานโกดังสินค้าที่ไม่ดีพอ การขาดตลาดชายแดน ธุรกรรมข้ามพรมแดนส่วนใหญ่ก็เป็นไปแบบไม่เป็นทางการ ทำให้สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากการจัดเก็บภาษี ปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพ รวมถึงมีปัญหาการต้มตุ๋นและการลักลอบขนสินค้าข้ามแดนด้วย

เมื่อช่วงต้นปี 2568 กัมพูชาและเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของกัมพูชามีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนามมากขึ้น เนื่องในสัญญามีสินค้าจากกัมพูชา 28 ประเภทไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าในเวียดนามที่กำลังจะมีผลในปี 2569 นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าเพื่อปฏิบัติการตามเป้าหมายที่วางไว้ให้ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้า 20,000 ล้านดอลลาร์ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

เรียบเรียงจาก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง