Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“ธนพร” ผู้นำสหภาพแรงงานสู้ชั้นฎีกาต่อหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท รอลงอาญา 1 ปี คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะที่ทนายเตรียมยื่นฎีกา ด้าน PI ระบุหากพิจารณาตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คำตัดสินดังกล่าวขัดกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลของสหประชาชาติ โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุมโดยสงบซึ่งได้รับการรับรองภายใต้ ICCPR มาตรา 21

เมื่อวันที่ ( 3 ก.ย. 68) ที่ผ่านมาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ  ธนพร วิจันทร์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิแรงงานและผู้นำสหภาพแรงงาน พร้อมด้วย อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีที่ธนพรได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ในคดีที่ถูกฟ้องข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการร่วมกับแรงงานข้ามชาติทวงแนวทางเยียวยาโควิด-19 

คดีดังกล่าวนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2565 ว่าธนพรกระทำความผิดและลงโทษจำคุก 1เดือน  ปรับ 20,000 บาท แต่ธนพรไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงให้รอลงอาญา 1 ปี และปรับ 20,000 บาท  แต่เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2566 ธนพรขออุทธรณ์คดีเนื่องจากเห็นว่า

1. การชุมนุมโดยสงบคือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาบังคับ

2. ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการที่จะแพร่โรคระบาดโควิด-19 ที่อ้างใช้เกินอำนาจกฎหมาย

3. ข้อเท็จจริงชัด ไม่ใช่กิจกรรมที่ยุยง ปลุกปั่น หรือสร้างความไม่สงบ พื้นที่ก็ไม่แออัด และ

4. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินถูกยกเลิกแล้ว การกระทำจึงไม่ควรเป็นความผิด

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษธนพรตามศาลชั้นต้น

ธนพรกล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า  เธอเคารพตามคำพิพากษาแต่ขอยืนยันว่าการไปช่วยแรงงานข้ามชาติเรียกร้องสิทธิรับการเยียวยาในสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนั้นเป็นการรวมตัวโดยสงบปราศจากความรุนแรงและเป็นสิทธิชอบธรรรมที่ทำได้  แต่ศาลไม่ได้พิจารณาประเด็นสำคัญที่อุทธรณ์ไป โดยเฉพาะเรื่องสถานที่ชุมนุมที่ไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

“ที่สำคัญคนที่ฟ้องพวกเรากลับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากกระทรวงแรงงานที่ต้องแก้ปัญหาให้กับพวกเราเราจึงรูู้สึกว่าคดีนี้มีลักษณะเป็นคดีฟ้องปิดปากเรา และเป็นการตอบโต้ที่เราไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกระทรวงแรงงาน ซึ่งหลังจากนี้เราจะยื่นฎีกาต่อไป เนื่องจากเห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหา"  ธนพรกล่าว

ด้านอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด ที่ผ่านมาศาลมีคำพิพากษาออกมาทั้งสองแนว คือ ศาลยกฟ้อง เพราะศาลให้ความคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุมที่มีลักษณะสงบและปราศจากอาวุธ รวมทั้งการชุมนุมดังกล่าวมีมาตราในการป้องกันโรค ตลอดจนไม่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคแต่อย่างใด กับอีกแนว คือ การจำกัดเสรีภาพสามารถทำได้เพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับสาธารณสุข โดยรับรองการใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉิน การกระทำจึงเป็นความผิด ลงโทษจำเลยทั้งการจำคุกและปรับ

ทนายความอธิบายว่า ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาตามศาลชั้นต้นก็ไม่ได้พิจารณาตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าการชุมนุมหรือการรวมตัวของคดีเป็นการดำเนินการที่สงบและปราศจากอาวุธย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และสถานที่ชุมนุมก็เป็นสถานที่โล่งแจ้ง มีการดำเนินการของมาตรการป้องกันโรค และไม่มีการติดเชื้อโรคจากการดำเนินการดังกล่าว เป็นการไม่เสี่ยงต่อการแพร่โรคตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญที่มีผลต่อคำพิพากษาได้

อธิวัฒน์กล่าวถึงขั้นตอนหลังจากนี้จะขอคัดคำพิพากษามาศึกษาอย่างละเอียด โดยที่จำเลยเองยังสามารถใช้สิทธิขอฎีกาคดีเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัย อันจะเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธในช่วงเวลาที่มีการบังคับใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548

ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International (PI) กล่าวว่า หากพิจารณาตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คำตัดสินดังกล่าวขัดกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลของสหประชาชาติ โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (Peaceful Assembly) ซึ่งได้รับการรับรองภายใต้ ICCPR มาตรา 21 ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำชัดว่า รัฐมีพันธกรณีต้อง เคารพ คุ้มครอง และอำนวยความสะดวก ต่อการชุมนุมโดยสงบ การนำกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้จำกัดสิทธิของพลเมืองและแรงงาน โดยปราศจากความจำเป็นและความได้สัดส่วน (necessity and proportionality) ถือเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Rights Defenders, 1998) ข้อ 1 และข้อ 12 รับรองสิทธิของนักปกป้องสิทธิทุกคนในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองไม่ให้พวกเขาถูกคุกคามหรือถูกดำเนินคดี แต่การตัดสินโทษ ธนพร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิแรงงาน เพียงเพราะเธอยืนหยัดเคียงข้างแรงงานข้ามชาติในยามวิกฤตโรคระบาด และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับแรงงานที่เปราะบางที่สุด กลับกลายเป็นการทำให้การปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกตีความเป็นอาชญากรรม

“การลงโทษเช่นนี้คือการทำให้ความกล้าหาญกลายเป็นความผิดอาญา ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้อง ไม่ใช่ลงโทษผู้หญิงที่ลุกขึ้นยืนเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน”ปรานมระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2564 ธนพร วิจันทร์ และตัวแทนลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติ รวมถึงเครือข่ายช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานจากสหภาพคนทำงาน (Workers’Union) เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน (Labour Network for Peoples Rights) เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่อง ติดตามการดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาในกลุ่มแรงงานก่อสร้างและแรงงานข้ามชาติระหว่างการระบาดของโควิด 19 รวมทั้งเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนตามนโยบายของรัฐที่ขาดความชัดเจน และแนวทางการดำเนินการให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 อย่างไรก็ตามกระบวนการยื่นหนังสือและหารือกับผู้แทนกระทรวงแรงงานได้ยุติลงเมื่อแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาที่มาร่วมยื่นหนังสือได้ถูกจับกุมตัวภายในบริเวณพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน

ภายหลังเกิดเหตุกระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจดินแดงดำเนินคดีต่อ ธนพรฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยเหลือ หรือช่วยด้วยประการใดๆ..” และจากการสอบสวนพนักงานสอบสวนพบว่าไม่ฐานความผิดดังกล่าวไม่ครบองค์ประกอบความจริงจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมฐาน“ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่เฝ้าระวังสูง เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการฉุกเฉิน 2548“

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง