“ผอ.บ้านพระเมตตา – เลขาฯ มูลนิธิรักษ์ไทย – ปธ. ศูนย์ CBTx – ตัวแทนคนพิการกลุ่มคนหูหนวก” หนุน บอร์ด สปสช. “เพิ่มองค์กรประชาชน” ที่ให้บริการ “ด้านฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด – พัฒนาทักษะคนหูหนวก” เป็น “หน่วยบริการ มาตรา 3” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการในคนทั้ง 2 กลุ่มให้มากขึ้น
ตัวแทนกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน
13 กันยายน 2568 นางวันเพ็ญ อำนาจกิติกร ผู้อำนวยการชุมชนบำบัดภาคเหนือแห่งประเทศไทย (บ้านพระเมตตา) จ.เชียงใหม่ ผู้ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้เห็นชอบ ข้อเสนอการกำหนดให้องค์กรภาคประชาชน องค์กรเอกชน หรือหน่วยงาน เป็นสถานบริการสาธารณสุขอื่นที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่ผ่านมานั้น มองว่าจะนำไปสู่ก้าวสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชน องค์กรเอกชน หรือชุมชน ที่ดำเนินการด้านการฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้ผู้ติดยาเสพติดได้เข้าถึงบริการ รวมถึงมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เนื่องจากในปัจจุบันปัญหายาเสพติดยังคงรุนแรงอยู่ ทั้งรายเก่าที่ไม่สามารถเลิกได้ และกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง และรายใหม่ที่ยังมีอัตราเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับบ้านพระเมตตาเองมีการดำเนินงานนี้มากว่า 15 ปี โดยให้บริการในรูปแบบชุมชนบำบัด มุ่งเน้นการดูแลแบบองค์รวม และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพ ภาคเอกชน หรือองค์กรการกุศลกับ สธ. ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ ยาเสพติดมาเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูที่บ้านพระเมตตาราว 100 คน ฉะนั้นหากบ้านพระเมตตาได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ มาตรา 3 และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สปสช. ก็จะเป็นผลดีต่อผู้เข้ารับการบำบัดอย่างมาก
“การได้รับสนับสนุนจาก สปสช. นอกจากจะช่วยให้การบริหารจัดการมีได้คล่องตัวขึ้น ยังทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดสะดวกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินมาเกื้อหนุนเด็กยากไร้หรือขาดแคลนให้มีคุณภาพได้มากขึ้นด้วย เราเลยต้องการสนับสนุน และยินดีที่จะเข้าร่วม (เป็นหน่วยบริการมาตรา 3)” ผอ.ชุมชนบำบัดภาคเหนือฯ กล่าว
นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ผู้ให้บริการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (Harm Reduction) กล่าวว่า การเปิดทางให้องค์กรภาคประชาชนเข้าไปมีบทบาทเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 จะช่วยให้ผู้ใช้ยาเสพติดเข้าถึงการบำบัดและกระบวนการลดอันตรายได้สะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากหลายคนเข้าถึงบริการได้ลำบาก และไม่กล้าเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเนื่องจากกลัวถูกสังคมตีตรา อย่างมูลนิธิรักษ์ไทยเอง ถ้าได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย จะทำให้สามารถขยายระบบการทำงานไปทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วจากการได้รับสนับสนุนค่าใช้จ่ายจาก สปสช. ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ยาเสพติดเข้าถึงการช่วยเหลือได้อีกจำนวนมาก
นายพร้อมบุญ กล่าวต่อไปว่า มากไปกว่านั้น มูลนิธิรักษ์ไทยเคยทำโครงการร่วมกับ สธ. ในด้านมาตรการการลดอันตรายจากสารเสพติดเพื่อยุติปัญหาเอดส์ (AIDS) ซึ่งเป็นโครงการยุติปัญหาวัณโรคและโรคเอดส์ ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด ที่มีการแพร่เชื้อเอชไอวี (HIV) จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยมีองค์กรภาคีร่วมอีกกว่า 20 จังหวัด จึงมีประสบการณ์ให้บริการด้านนี้และฐานความไว้วางใจจากผู้ป่วย
“ปัญหายาเสพติดไม่สามารถถูกจัดการได้ด้วยกลไกของ สธ. ที่ต้องรับบริการกับหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้อง มาจากวิธีการของภาคประชาชนด้วย โดยให้คนในชุมชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถจัดการปัญหายาเสพติดในชุมชนได้” เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ระบุ
ด้าน นายบุญชัย ไพศาล ประธานศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดภาคประชาชน อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ผู้ให้บริการ CBTx กล่าวว่า ศูนย์ CBTx ชุมชน 40 ตารางวา ริมคลองเจริญราษฎร์ ให้บริการดูแลและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมากว่า 30 ปีแล้ว โดยมุ่งเน้นการทำงานด้วยภาคประชาชนเป็นหลัก ซึ่งหากเกินกำลังของชุมชนก็จะประสานหน่วยงานรัฐเข้ามาหนุนเสริม แตกต่างจากที่อื่นที่อาศัยงบประมาณและนโยบายของรัฐเป็นหลักในการดำเนินงาน แต่เพราะจุดนี้เองทำให้ศูนย์มีความเข้มแข็ง สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยและครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวก็กลายเป็นปัญหาหลักที่ศูนย์เผชิญคือการขาดแคลนงบประมาณที่เพียงพอในการดูแลผู้ใช้ ยาเสพติด เนื่องจากการทำงานของศูนย์ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหา การส่งต่อไปยังสถานพยาบาล การส่งต่อไปยังศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม จากนั้นจึงรับกลับมาดูแลโดยชุมชนเพื่อติดตามพฤติกรรม ซึ่งงบที่ใช้ในการดำเนินการต่างๆ นั้น คนในเครือข่ายต้องรับผิดชอบกันเอง
“เราจึงต้องการให้ สปสช. ดำเนินการเรื่องนี้ (ให้องค์กรภาคประชาสังคมขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3) โดยเร็ว เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจให้ชัดเจนตรงกันทุกภาคทุกฝ่าย และทางศูนย์ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สปสช. เพื่อใช้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ประธานศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดฯ กล่าวเสริม
ขณะที่ นางปวีณา เอี่ยมสำอางค์ ตัวแทนกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า เดิมการให้บริการพัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อการดำรงชีวิตอิสระสำหรับคนหู หนวกจะมีเพียงชมรมที่ดำเนินการในด้านนี้ ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และการจะให้บริการได้ต้องเป็นการทำตัวต่อตัว ขณะที่จำนวนคนหูหนวกมีจำนวนเยอะกว่ามาก โดยถ้า สปสช. สามารถเปิดให้ผู้ให้บริการด้านนี้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ได้น่าจะช่วยให้บริการนี้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นได้ เพื่อให้คนหูหนวกเข้าถึงการพัฒนาทักษะตรงนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ยังมีคนหูหนวกอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาการสื่อสารเพื่อการดำรงชีวิต และเข้าไม่ถึงการมีสมาร์ตโฟน หรือสื่อความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้เลย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อคนหูหนวกในการเข้าถึงสิทธิการรักษา หรือบริการต่างๆ ในการดำรงชีวิต
อนึ่ง ต่อมาบอร์ด สปสช. ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอดังกล่าวในบริการ 3 ประเภท ได้แก่ 1. บริการมิตรภาพบำบัด 2. บริการสำหรับผู้ใช้สารเสพติด และ 3. บริการพัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อการดำรงชีวิตอิสระสำหรับคนหูหนวก โดยมอบให้ สปสช. ดำเนินการตามกระบวนการ และเสนอ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงนาม ตลอดจนให้ สปสช. จัดทำระบบการกำกับติดตามและประเมินผลลัพธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องต่อไป
