Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทั้งงบรายจ่ายโดยตรงและโดยอ้อมตามร่างและเอกสารประกอบที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์สำนักงบประมาณ (เอกสารขาวคาดแดง) ปี 2568 ตามหน่วยรับงบต่างๆ พบว่ามีการตั้งวงเงินงบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันจากร่างงบฯ ทั้งหมดราว 37,643 ล้านบาท หรือ 1% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายโดยตรง 19,730 ล้านบาท รายจ่ายโดยอ้อม 17,912 ล้านบาท

นิยามงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

เนื่องจากรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันไม่ได้มีเพียงส่วนราชการในพระองค์เท่านั้น หากแต่มีรายจ่ายเกิดขึ้นในหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย เมื่อดูที่ชื่อโครงการ แม้กระทั่งวัตถุประสงค์ มักจะมีคำในลักษณะที่นำสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้นิยามเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ มี 2 ส่วนด้วยกัน คือ 

1) รายจ่ายโดยตรง หมายถึง รายจ่ายที่ใช้เพื่องานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยตรง เช่น งบรักษาความปลอดภัย งบการเดินทาง งบพิทักษ์สถาบัน เป็นต้น

2) รายจ่ายโดยอ้อม หมายถึง รายจ่ายที่ใช้ผ่านโครงการที่ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ แต่มีการอ้างอิง มีส่วนที่เกาะเกี่ยวหรือเสริมสร้างบารมีให้กับสถาบันฯ  เช่น โครงการเทิดพระเกียรติ เทิดทูนสถาบันฯ ประชาสัมพันธ์พระเกียรติคุณ โครงการหลวง โครงการพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติ รวมถึงโครงการในชื่ออื่นๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่มีชื่อสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

โฆษณา - Advertising

ตารางเปรียบเทียบงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ตลอด 6 ปี

ปีงบประมาณ

ทางตรง

(ล้านบาท)

ทางอ้อม

(ล้านบาท)

โฆษณา - Advertising

รวม

(ล้านบาท)

สัดส่วนต่องบประมาณรวม
256319,68510,04329,7280.93%
256420,65316,57537,2281.12%
256520,93114,82935,7601.15%
256616,92317,82934,7521.09%
256718,47217,72036,1921.04%
256819,70317,91237,6431.00%

ตารางงบรายจ่ายโดยตรง ปีงบประมาณ 2568 (หน่วย: ล้านบาท)

ลำดับที่หน่วยงาน/รายการ256325642565256625672568
1ส่วนราชการในพระองค์7,6858,9818,7618,6118,4788,475
2

โครงการการถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ 

หน่วยงาน: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โฆษณา - Advertising
1,9761,6502,1191,5741,7531,757
3

โครงการสนับสนุนกิจกรรมพิเศษหลวง/เขตพระราชฐาน ตามแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ

หน่วยงาน: กรมโยธาธิการและผังเมือง

2,3781,7001,5001,5001,5001,500
4

พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้รับความปลอดภัยสูงสุด (การถวายความปลอดภัยด้านการบิน) 

หน่วยงาน: สำนักเลขาธิการนายกฯ

โฆษณา - Advertising
5,5285,1843,5232,3423,3846,226
5

การสนับสนุนการถวาย ความปลอดภัยสถาบันพระมหากษัตริย์ 

หน่วยงาน: สนง.ปลัดกระทรวงกลาโหม

1,2011,2181,2961,0151,0151,015
6ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ (งบกลาง)1,0001,0008008008001,000
7

การประสานงานกับส่วนราชการในพระองค์และการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

หน่วยงาน: สำนักเลขาฯ ครม.

โฆษณา - Advertising
506496412410430397
8

งานเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 

หน่วยงาน: กอ.รมน.

-8021343327

นอกจากนี้ ยังพบโครงการพิทักษ์รักษา การเทิดทูน และการสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหน่วยงานอื่นๆ วงเงินรวม 833.16 ล้านบาท ดังนี้

  • กองทัพบก 286.95 ล้านบาท 
  • กองทัพเรือ 398.55 ล้านบาท
  • กองทัพอากาศ 71.72 ล้านบาท
  • สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 17.75 ล้านบาท
  • กองบัญชาการกองทัพไทย 58.19 ล้านบาท

จากตาราง ข้อที่ 3 งบโครงการสนับสนุนกิจกรรมพิเศษหลวง/เขตพระราชฐาน ตามแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ สนับสนุนด้านออกแบบ ก่อสร้างและบำรุงรักษากิจกรรมพิเศษหลวงในเขตพระราชฐานให้แล้วเสร็จและเป็นไปตามพระราชประสงค์ เป็นวงเงิน 21,238 ล้านบาท ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2553-2566 (อ้างอิงจาก เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เล่มขาวคาดแดง หน้า 263 คลิกเพื่ออ่าน

ต่อมาปีงบประมาณ 2565 จนถึงปัจจุบัน มีการนำคำว่า “เขตพระราชฐาน” ออกจากวัตถุประสงค์และตัวชี้วัด ประชาไทจึงไม่ได้นำจำนวนนี้มานับรวมกับงบสถาบันฯ แต่ยังคงไว้ในตารางเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี

ซื้อเครื่องบินเพิ่ม งบถวายความปลอดภัยด้านการบินพุ่งสูงเกือบ 2 เท่า

จากตาราง ข้อที่ 4 การถวายความปลอดภัยด้านการบิน มีวัตถุประสงค์ คือ พระมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และบุคคลสำคัญได้รับความสะดวก ปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยและมีความสงบเรียบร้อย ขณะที่ในส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพระบุ ร้อยละ 100 คือ 

"การถวายการปฏิบัติการบินได้รับการตอบสนองอย่างสมพระเกียรติเมื่อได้รับการร้องขอ" 

พบว่าเป็นงบลงทุนค่าครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่งในปีนี้ สูงถึง 6,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 2,800 ล้านบาท เมื่อดูรายละเอียดพบว่า เป็นงบจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 2 เครื่องและ เครื่องบินแอร์บัส A330 1 เครื่อง รายละเอียดด้านล่าง

1. เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลางรับ - ส่ง บุคคลสำคัญ จำนวน 2 เครื่อง วงเงินรวม 3,339.7 ล้านบาท (เป็นงบผูกพัน ปี 2568-2571) วงเงินที่ตั้งสำหรับใช้ปีนี้ 667.94 ล้านบาท

2. เครื่องบินลำเลียงแบบแอร์บัส (Airbus A330 MRTT)  จำนวน 1 เครื่อง วงเงินรวม 12,170 ล้านบาท (เป็นงบผูกพัน ปี 2568-2571) วงเงินที่ตั้งสำหรับใช้ปีนี้ 2,434 ล้านบาท

อ้างอิงจาก: ดู หน้า 378 ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เล่มที่ 1)

สำหรับรายจ่ายโดยอ้อมของปี 2568 แบ่งตามประเภท รายละเอียดตามด้านล่าง

1. โครงการพระราชดำริ/โครงการหลวง/โครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง วงเงินรวม 13,030.07 ล้านบาท

2. โครงการเทิดพระเกียรติ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์พระเกียรติคุณ ปลูกจิตสำนึกเทิดทูนสถาบันฯ  วงเงินรวม  1,148.30 ล้านบาท

3. โครงการ TO BE NUMBER ONE  วงเงินรวม  247.28 ล้านบาท 

4. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช/พรรณไม้หายากในสมเด็จพระเทพฯ วงเงินรวม  294.42 ล้านบาท

5. โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี วงเงินรวม 369.42 ล้านบาท

6. โครงการอื่นๆ ตามหน่วยงานต่างๆ วงเงินรวม 2,822.66 ล้านบาท เช่น โครงการจัดการสร้างพิพิธภัณฑ์องค์ความรู้เรื่องไม้มีค่า เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสบรมราชาภิเษก สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จำนวน 553.2895 ล้านบาท, องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โครงการการดูแล ขนย้าย ควบคุมและแปรรูปไม้มีค่า เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า 23.0179 ล้านบาท, เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายหน่วยแพทย์พระราชทาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 45 ล้านบาท เป็นต้น

ตารางงบรายจ่ายโดยอ้อมเปรียบเทียบตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565-2568 (หน่วย: ล้านบาท)

 รายการปีงบประมาณ / หน่วย : ล้านบาท
2565256625672568
1โครงการพระราชดำริ/โครงการหลวง/โครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง11,936.6013,36111,396.6013,030.07
2โครงการเทิดพระเกียรติ การปลูกจิตสำนึกเทิดทูนสถาบัน2991,844.904,542.661,148.30
3โครงการ TO BE NUMBER ONE191195.3125.6247.28
4โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช/พรรณไม้หายากในสมเด็จพระเทพฯ277407.5305.1294.42
5โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี455455.84580.5369.42
6โครงการอื่นๆ ตามหน่วยงานต่างๆ1,6711,564769.752,822.66
 รวม14,829.6017,82917,720.2117,912.14

ย้อนทบทวน การเปิดรายงานงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

ประชาไทรายงานงบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว ในปีแรกที่เปิดรายงาน เราเน้นไปที่งบประมาณรายจ่ายของ ‘ส่วนราชการในพระองค์’ หลังจากที่มี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2560 เพื่อจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยในปีแรกที่เผยแพร่รายงานงบสถาบันฯ 2563 เราพบว่างบประมาณรายจ่ายส่วนราชการในพระองค์มีวงเงินรวม 7,685 ล้านบาท ไม่มีการแสดงรายละเอียดการใช้งบประมาณรายจ่ายเหมือนหน่วยงานอื่นแต่อย่างใด

ต่อมา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 เคยออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมกรรมาธิการงบฯ ขอให้มีการพิจารณางบประมาณส่วนราชการในพระองค์โดยละเอียด แต่กลับมีเอกสารเพิ่มเติมมาเพียง 7 หน้า ทั้งที่ปีก่อนมีข้อเรียกร้องให้ชี้แจงรายละเอียดมากกว่านี้ และยังเสนอแขวนงบประมาณหรือเลื่อนการพิจารณา หากไม่มีผู้ชี้แจงและไม่มีรายละเอียด เนื่องจากเป็นเงินภาษีประชาชน ควรต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ (อ่านเพิ่ม)

ส่วนในปีงบประมาณ 2566 ‘ส่วนราชการในพระองค์’ มีการปรับใน 3 เรื่องคือ 1. แจกเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมให้กับ กมธ. งบฯ (แม้จะมีเพียง 3 หน้าที่เป็นข้อมูลใหม่) 2. มีวิดีทัศน์ความยาว 5 นาที เพื่อให้ข้อมูลแจกแจงรายละเอียด รวมถึงจำนวนบุคลากรในแต่ละสำนัก และ 3. มีการมอบหมาย เลขาฯ ครม. มาเป็นตัวแทนชี้แจงงบประมาณและตอบคำถามต่อ กมธ.(อ่านเพิ่ม)

ตารางแสดงงบประมาณส่วนราชการในพระองค์เทียบกับจำนวนหน้าเอกสารชี้แจงการใช้งบ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2568

ปี2563 25642565256625672568
งบประมาณ (หน่วย: ล้านบาท)7,6858,9818,7618,6118,4788,475
รายละเอียด (หน้า)ไม่มีไม่มี7988

ที่มา: เอกสารงบประมาณ ฉบับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย (พ.ร.บ.) เล่มขาวคาดแดง 

ความเคลื่อนไหวในสภาต่องบสถาบันฯ

ปีงบประมาณ 2564 นับเป็นครั้งแรกที่กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ได้มีการตั้งคำถามถึงงบประมาณของ ‘ส่วนราชการในพระองค์’ (อ่านที่นี่

ข้อความตอนหนึ่งของโพสต์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เป็นกรรมาธิการงบ 2564 ความว่า 

“...สำนักงบประมาณใช้เวลาชี้แจงงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์เพียง 2 นาที โดยไม่ให้รายละเอียด ผมจึงถามว่าทำไมงบประมาณที่แจ้งขอมานั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน่าตกใจ เพราะพบว่าในปี 2564 มีการของบประมาณทั้งสิ้น 8,980 ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณของปี 2563 เป็นจำนวน 7,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,295 ล้านบาท หรือ 16.8% การเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงกว่าการเติบโตของภาพรวมงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งปี 2564 เพิ่มเพียงแค่ 3.1% เท่านั้น

“นอกจากนี้ หากเทียบจากตัวเลขงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์จากปี 2561 จนถึงปี 2567 จะเห็นว่างบเพิ่มขึ้น 67% ภายใน 6 ปี ถือว่าสูงอย่างน่าตกใจ สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ, การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของงบประมาณ ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ยังไม่นับว่าในการเสนองบทุกปี ก็มีการแก้ไขตัวเลขคาดการณ์ในปีถัดไปให้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าคาดการณ์ในปีก่อนหน้านั้นอีกด้วย

เพื่อให้ทุกสถาบันทางการเมืองสามารถตรวจสอบความเหมาะสม มีความโปร่งใส และความถูกต้อง เพื่อที่เงินจากภาษีของประชาชนจะได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมจึงได้สอบถามสำนักงบประมาณที่มาชี้แจงแทน ว่าการที่ท่านเพิ่มงบประมาณแบบนี้เหมาะสมหรือไม่? ทำให้พระองค์ท่านเสื่อมเสียพระเกียรติหรือไม่?”

ต่อมา ปีงบประมาณ 2565 เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล (รายละเอียด) อภิปรายงบเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ใน ร่างพ.ร.บ.งบฯ 65 รวม 3.37 หมื่นล้าน ว่า  “เงินจำนวนสามหมื่นกว่าล้านนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ประเด็นคือผลผลิตของการตั้งงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการที่ควรจะมีการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบ เหมาะสม เปิดเผย โปร่งใส ถูกต้องและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดนั้นตกเป็นของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจตกต่ำจากการแพร่ระบาดของโควิด19 เช่นนี้”

เบญจา ยังอภิปรายถึงโครงการพระราชดำริและงบเทิดพระเกียรติ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายๆ โครงการ ที่หน่วยงานรับงบมีการดำเนินโครงการที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากล ควรจะต้องรับฟังความเห็นจากชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้ โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้หน่วยงานต่างๆ แอบอ้างดำเนินโครงการซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์” ตัวอย่างจากโครงการห้วยสะโหมง เป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริแนวทางการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้กรมชลประทานนำไปดำเนินการตั้งแต่เมื่อปี 2521 ปัจจุบันสภาพพื้นที่ สภาพภูมิประเทศและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้ออกแบบก่อสร้างไว้เดิม โครงการนี้ยังจำเป็นหรือไม่

พร้อมทั้งเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. เป็นแม่งานในการดูแลและจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ใช้ชื่อ ‘อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ และ ‘โครงการหลวง’ ทั้งหมด

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 วาระ 2  มี 4 ส.ส. ‘ก้าวไกล’ อภิปราย ‘งบส่วนราชการในพระองค์’ ตอกย้ำ ‘ความจงรักภักดี’ ไม่อาจวัดได้ด้วยจำนวนงบประมาณ แม้จัด ‘โครงสร้างใหม่’ ยุค คสช.แต่งงบบานกว่าเดิมเฉียด 3,000 ล้าน มีบุคลากรมากถึง 14,275 คน แถมยังซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น จึงเสนอขอตัดงบส่วนราชการในพระองค์ 3,568 ล้านบาท สุดท้าย ไร้ กมธ.ชี้แจง แต่เสียงข้างมากยังโหวตผ่านฉลุย

ปีงบประมาณ 2566 เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบฯ 66 (อ่าน) ในวาระ 1 ว่า ในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 2566 มีการขอจัดสรรงบประมาณ 30,542 ล้านบาท ลดลง 9.4% และพบปัญหาเดิมคือ ไม่เปิดเผยรายละเอียด ทำโครงการเป็นเบี้ยหัวแตกไม่คุ้มค่าและไม่สมพระเกียรติ เป็นเครื่องมือแอบอ้างทำโครงการของบซ้ำทุกปี พร้อมขอประธานสภาวินิจฉัยว่าการอภิปรายงบสถาบันกษัตริย์เป็นล้มล้างการปกครองได้อย่างไร เนื่องจากหลังอภิปรายปีก่อน ถูกร้อง กกต. ยุบพรรคก้าวไกล ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง

และ ส.ส.ก้าวไกลร่วมอภิปรายแปญญัตติงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ แม้มีความก้าวหน้าในการชี้แจงแต่ยังคงตรวจสอบยากและมาตรฐานยังไม่เท่าหน่วยงานทั่วไป ขณะที่ ‘เบญจา-โรม’ ร่วมตั้งคำถามงบประมาณที่ซ้ำซ้อนอยู่ใน 3 หน่วยงานซึ่งโอนกำลังพลมาหมดแล้ว กลายเป็นดับเบิ้ลงบก้อนเดียวกันอยู่ในสองที่ รวม 1.12 หมื่นล้านบาท (รายละเอียด) ส่วนสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ปรับลดงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ด้วยจำนวนเสียง 382 ต่อ 38

ปีงบประมาณ 2567 บีบีซีไทยรายงานว่า ศิริกัญญา ตันสกุล สส. พรรคก้าวไกล อภิปรายเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งศิริกัญญาในฐานะ กมธ. ที่ขอสงวนความเห็นไว้ โดยให้ปรับลดงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์เหลือ 8,224 ล้านบาท หรือลดลง 254.3 ล้านบาท และ “สังเกตเห็นพัฒนาการของหน่วยงานนี้” โดยปีนี้ หน่วยงานได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) มาชี้แจงให้ กมธ. รับทราบรายละเอียดที่มาที่ไปของงบประมาณ และมีการส่งเอกสารชี้แจงในรูปแบบที่ตกลงกับสำนักงบประมาณและค่อนข้างครบถ้วนรวม 21 หน้า ก่อนบอกในตอนท้ายว่า “ในมาตรานี้ ดิฉันในฐานะกรรมาธิการ ไม่ติดใจ” 

ปีงบประมาณ 2568 สภาไม่มีการอภิปรายและตั้งคำถามถึงเรื่องงบสถาบันฯ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การวิจารณ์งบสถาบันลงเอยด้วย ม.112

หลังเผยแพร่รายงาน “เปิดงบประมาณปี 2563 ส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.9 หมื่นล้านบาท” 

พบว่าผู้อ่านให้ความสนใจนำไปถกเถียงต่อในสังคมเป็นวงกว้าง เห็นได้จากยอดแชร์จากเว็บไซต์สูงถึง 376,000 ครั้ง ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถาม มีการแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวจากประชาชน นักกิจกรรม นักการเมือง ทั้งในโลกออนไลน์ตามแพลตฟอร์มต่างๆ หรือการแสดงออกแบบออฟไลน์ที่ อานนท์ นำภา และเพื่อนนักกิจกรรม ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและชี้แจงการใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ประกอบกับ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลประยุทธ์ในขณะนั้นจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ย่ำแย่ ทั้งการเข้าถึงการรักษา ปัญหาการจัดการวัคซีน หน้ากากอนามัยราคาแพง ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ การเยียวยาที่เกิดขึ้นอย่างล่าช้า ฯลฯ มีหลายเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นกระแสสูงในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการยุบพรรคอนาคตใหม่ การบังคับสูญหายของ ‘ต้าร์ วันเฉลิม’ ผู้ลี้ภัยที่ประเทศกัมพูชา ที่ทำให้สังคมพูดถึงความอยุติธรรมต่างๆ ที่ผู้ลี้ภัยต่างแดนต้องเผชิญ ต่อมา ทิวากร วิถีตน สวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์” ฯลฯ

จนในเดือน ก.ค.2563 เกิดแฟลชม็อบใหญ่ครั้งแรกหลังการล็อคดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 เริ่มมีการแสดงออกต่อสถาบันกษัตริย์ในที่สาธารณะ โดยกลุ่มเยาวชนปลดแอกและผู้ร่วมชุมนุมนับพันที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย

ท่ามกลางการแสดงความคิดเห็นมากมายในอินเทอร์เน็ตต่องบสถาบันที่มีสัดส่วนมากพอๆ กับงบพัฒนาประเทศในกระทรวงต่างๆ ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ งบประมาณที่สถาบันและเชื้อพระวงศ์ใช้จ่าย ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในวิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายคนที่แสดงความคิดเห็น ลงเอยด้วยการโดนฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมไปถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในบางราย โดยแหล่งข้อมูลสำคัญในเรื่องนี้คือ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เริ่มต้นจาก 22 พ.ค.2563 ‘มีชัย’ เกษตรกรวัย 51 ปี ถูกฟ้องด้วยข้อหา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์รวม 2 ข้อความ ซึ่งในปี 2567 มีชัย ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ตามการตัดสินศาลอุทธรณ์ ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ (รายละเอียด)

ในเดือนมิถุนายน 2563 อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และเพื่อนนักกิจกรรมด้านประชาธิปไตย เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและชี้แจงการใช้การใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

3 ส.ค.2563 อานนท์ นำพา ขึ้นปราศรัยในกิจกรรม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้กล่าวถึง ประเด็นการออก พ.ร.บ.การจัดการระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ที่ทำให้สาธารณสมบัติไม่ได้เป็นของประชาชน ประเด็นการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการโอนกรมทหารราบที่ 1 และกรมทหารราบที่ 11 เป็นส่วนราชการในพระองค์

จากกิจกรรมนี้ อานนท์และผู้จัดถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112, ยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ โดยในวันที่ 19 ธ.ค.2567 ศาลอาญาพิพากษาอานนท์ผิด ม.112 และ ม.116 จำคุก 4 ปี ลดเหลือ 2 ปี 8 เดือน

10 ส.ค.2563 การชุมนุม ‘ธรรมศาสตร์จะไม่ทน’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมี 1 ใน 10 ข้อเรียกร้อง ระบุว่า “ตัดลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ” และในวันที่ 10 พ.ย. 64 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การชุมนุม เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 ซึ่งมีอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นผู้ปราศรัย เป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

ต่อมา ศาลสั่งจำคุกคดี ม.116 ‘อานนท์-ณัฐชนน-ไฟซ้อน-ลูกมาร์ค’ 1 ปี ก่อนลดเหลือ 9 เดือน กรณีชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน โดยศาลเห็นว่าปราศรัยสร้างความกระด้างกระเดื่อง ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกษัตริย์ แต่ยกฟ้อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ-พ.ร.บ.คอมฯ (รายละเอียด)

22 ต.ค.2563 “ปีเตอร์” พ่อค้าออนไลน์วัย 29 ปี ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการปราศรัยวิจารณ์การพระราชทานยศทหารให้กับสุนัขทรงเลี้ยง “ฟูฟู” และงบสถาบันกษัตริย์ระหว่างการชุมนุม

ต่อมา 29 ส.ค. 2566 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าข้อมูลงบประมาณสถาบันกษัตริย์ที่จำเลยนำมาปราศรัยเป็นข้อมูลที่ปรากฏโดยทั่วไปในอินเตอร์เนตและเป็นเรื่องที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

#ม็อบ29ตุลา แคตวอล์กราษฎร ถนนสีลม กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้นัดทำกิจกรรมเดินแบบ จัดแสดงศิลปะของประชาชน และแสดงออกถึงข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สืบเนื่องจากรายงานในเว็บไซต์ประชาไทเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ มีส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายโดยตรงของกระทรวงต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 13 ล้านบาท ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำหรับโครงการจัดแสดงสินค้าแนวใหม่ในต่างประเทศสำหรับแบรนด์ “Sirivannavari” เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ถึงการใช้ภาษีประชาชนไปจัดแฟชั่นโชว์ 

25 พ.ย.2563 #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB การชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถ.รัชดาภิเษก เพื่อแสดงการไม่ยอมรับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 การชุมนุมครั้งนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมให้หันมาสนใจและตั้งคำถามถึงการออก พ.ร.บ.ดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ อย่างไร

การชุมนุมครั้งนี้มีนักกิจกรรมจำนวน 8 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 ยุยงปลุกปั่น มาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ โดยปัจจุบันคดียังอยู่ในศาลชั้นต้น

30 ธ.ค.2563 นักศึกษาและประชาชนรวม 5 คนแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความ “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19” บริเวณสะพานรัษฎาภิเศก จ.ลำปาง (อ่านที่นี่) ถูกฟ้องด้วยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มี 1 คนที่ถูกฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ต่อมาศาลลำปางยกฟ้องทั้ง 5 คน ชี้ไม่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ (รายละเอียด)

4 ม.ค.2564 นักกิจกรรมในจังหวัดเชียงราย ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า "งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน" บริเวณห้าแยกพ่อขุนเม็งราย จ.เชียงราย (อ่านที่นี่

ต่อมา ศาลเชียงรายยกฟ้องคดีวางป้าย "งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน" มองวิจารณ์งบแผ่นดิน ไม่เข้าองค์ประกอบ 112 (รายละเอียด) แต่ศาลอุทธรณืกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าข้อความบนป้ายมีลักษณะเปรียบเทียบลดทอนคุณค่า-ความน่าเชื่อถือสถาบันกษัตริย์ ลงโทษจำคุกรวม 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ก่อนจำเลยได้ประกันตัวระหว่างฎีกา (รายละเอียด)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising