หลังจากที่รอคอยมานาน ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งข้อตกลงหยุดยิงนี้ถือเป็นการดำเนินการระยะแรกของ "แผนสันติภาพ 20 ข้อ" จากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างปฏิบัติตามข้อตกลงในเบื้องต้น ทั้งการถอนกำลัง และส่งคืนตัวประกัน แต่การที่จะดำเนินแผนสันติภาพไปสู่ระยะที่ 2 ก็ยังไม่มีความชัดเจน และความตึงเครียดก็ยังคงก่อตัวขึ้นในขณะที่มีการพยายามไกล่เกลี่ยเจรจา
ก่อนหน้าที่จะมีการกลับมาดำเนินมาตรการหยุดยิงเพียง 1 วัน นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ประกาศสั่งให้มีการโจมตีฉนวนกาซาในช่วงกลางคืน โดยย้ำให้โจมตีแบบ "โดยทันที" และ "อย่างทรงพลัง" นับเป็นเหตุการณ์โจมตีครั้งรุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่เริ่มมีการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
ฝ่ายอิสราเอลได้กล่าวหาว่า กองกำลังฮามาส "ละเมิดสัญญาหยุดยิงอย่างชัดเจน" โดยอ้างว่าพวกเขาได้ส่งร่างคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวประกัน 13 ราย ที่พวกเขาจับตัวไปในเหตุโจมตี 13 ต.ค. 2566 อีกทั้งยังกล่าวหาว่าฮามาสได้โจมตีกองทัพอิสราเอลที่ระเบียงมนุษยธรรมที่ด่านราฟาห์ เป็นเหตุให้มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 1 นาย แต่ฮามาส ก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุโจมตีดังกล่าว แล้วก็หันมากล่าวหาอิสราเอลว่าได้ทำการละเมิดสัญญาหยุดยิงด้วยการ "ทิ้งระเบิดอย่างผิดกฎหมาย"
รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาส โดยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้บอกว่า "จะไม่มีอะไรที่มาทำให้ขัอตกลงหยุดยิงพังลงได้" แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ดูเหมือนจะส่งเสริมให้อิสราเอลใช้กำลังรุนแรงโต้ตอบ โดยเผยว่าถ้าหากทหารฝ่ายอิสราเอลถูกสังหารอิสราเอลก็ต้อง "โจมตีโต้กลับ"
ถึงแม้จะมีสัญญาหยุดยิงในฐานะที่เป็นระยะเริ่มต้นของแผนการสันติภาพ 20 ข้อ แต่ก็ดูเหมือนว่ายังคงนำพาสันติภาพมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็กล่าวหากันไปกันมาว่าอีกฝ่ายละเมิดสัญญาหยุดยิง
นอกจากเรื่องการถูกโจมตีจากอีกฝ่ายแล้ว อิสราเอลก็เคยต่อว่าฮามาสว่าละเมิดสัญญาตรงที่ไม่ยอมส่งร่างตัวประกันที่เสียชีวิตที่เหลืออยู่กลุ่มสุดท้ายก่อนเดดไลน์วันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้อิสราเอลโต้ตอบด้วยการระงับความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซาชั่วคราว ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาที่อิสราเอลบอกว่าจะทำตามในช่วงที่มีการเจรจาหยุดยิงเช่นกัน
ขณะเดียวกัน สัญญาหยุดยิงนี้ก็มีความคืบหน้าอยู่บ้าง หลังจากที่แผนสันติภาพ 20 ข้อที่ร่างโดยสหรัฐฯ เริ่มมีผลในวันที่ 9 ต.ค. จากการที่อิสราเอลยอมทำตามข้อตกลงด้วยการถอนทัพของตัวเองครึ่งหนึ่งออกจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ส่วนฮามาสก็ส่งคืนตัวประกันที่ยังคงมีชีวิตอยู่ทั้งหมด แลกกับการที่อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน
ในวันถัดจากนั้น ก็มีการร่วมประชุมของเจ้าหน้าที่จาก 20 ประเทศที่อียิปต์ เพื่อลงนามคำประกาศแผนการสันติภาพฉบับเต็ม แต่ก็ไม่มีตัวแทนของคู่ขัดแย้งเข้าร่วมเลย ไม่ว่าจะจากฝ่ายอิสราเอล หรือฮามาส
ขั้นตอนต่อไปของแผนการสันติภาพก็ยังคงไม่ชัดเจน แต่มีความพยายามเจรจาไกล่เกลี่ยต่อไป โดยมีการส่งตัวแทนจากรัฐบาลทรัมป์ ไปไกล่เกลี่ยแบบไม่เป็นทางการหรือบอกให้มีการทำตามข้อตกลงหยุดยิง แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญก็ตั้งข้อสังเกตว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงและมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
มีอะไรบ้างที่อิสราเอล-ฮามาสตกลงกันได้จนถึงตอนนี้
มีความพยายามทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างฮามาส กับอิสราเอล อยู่หลายครั้งไม่ว่าจะเป็นช่วงเดือน พ.ย. 2566 หรือ มี.ค. 2568 แต่ก็มักจะล้มเหลว ไม่มีฝ่ายใดเลยที่ปฏิบัติตามข้อตกลง อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้มีนานาชาติให้การสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจจะมีความคืบหน้ามากกว่าข้อตกลงครั้งก่อนๆ
ในช่วงระยะแรกสุดของแผนสันติภาพ 20 ข้อ ทั้งฝ่ายฮามาส และอิสราเอล ต่างก็ตกลงยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งมีผลโดยทันที แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่สำเร็จ ในขณะที่บางเรื่องก็ทำสำเร็จ
ทั้งอิสราเอล และฮามาส ต่างก็ตกลงว่าจะยุติการสู้รบ โดยฝ่ายอิสราเอลนั้นมีการอนุมัติเรื่องนี้อย่างเป็นทางการผ่านทางคณะรัฐมนตรี แต่ก็มีปฏิบัติการทางทหารจากอิสราเอลในฉนวนกาซาหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้าที่จะถึงเส้นตายการหยุดยิง โดยที่แผนสันติภาพของรัฐบาลทรัมป์ ได้ระบุให้ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางอากาศ การทิ้งระเบิด รวมถึงห้ามมีการขยายแนวรบไปมากกว่านี้
นับตั้งแต่ที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผล ชาวปาเลสไตน์ก็เริ่มทยอยกลับกาซา โดยที่โฆษกกองทัพอิสราเอล ประกาศว่า ฉนวนกาซาในตอนนี้ปลอดภัยที่จะกลับไป ส่วนฮามาสนั้นมีรายงานระบุว่ากำลังเริ่มเกณฑ์ทหารกองกำลังของตัวเองหลายพันนาย เพื่อกลับมาควบคุมพื้นที่กาซาอีกครั้งแทนที่กองทัพอิสราเอลที่เพิ่งถอนทัพออกไป แต่ทว่าก็มีเหตุการณ์ที่กองกำลังฮามาสบางส่วนปะทะกับกองกำลังดักห์มุช ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธอีกฝ่ายหนึ่งในกาซาที่ขัดแย้งกับฮามาส ส่วนกองทัพอิสราเอล หรือ IDF ก็ได้ก่อเหตุสังหารประชาชนชาวปาเลสไตน์ในหลายกรณี มีอยู่กรณีหนึ่งที่อิสราเอลประกาศว่าพวกเขาได้สังหารชาวปาเลสไตน์ 5 รายที่ฝ่าแนววางกำลังของทหารอิสราเอลหลังถอนทัพแล้ว
นอกจากนี้ ทางทำเนียบขาวได้เผยแพร่แผนที่แสดงให้เห็นว่ายังคงมีกองทัพอิสราเอลอยู่ในพื้นที่ร้อยละ 53 ของฉนวนกาซาตามข้อตกลงในระยะแรก โดยที่กองทัพอิสราเอลค่อยๆ ถอนทัพออกไปจากกาซาใน 3 ระยะ โดยระยะที่ 2 จะต้องถอนทัพให้เหลือราวร้อยละ 40 และในระยะที่ 3 ให้เหลือร้อยละ 15 พอถึงระยะสุดท้ายก็จะให้มีการวางแนวป้องกันความปลอดภัยจนกว่ากาซาจะ "ปลอดภัย" จาก "ภัยก่อการร้ายที่จะกลับมาเกิดขึ้น" ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลก็มีการขีดเส้นการวางกำลังที่เข้มงวดมาก โดยมีการสังหารชาวปาเลสไตน์ไปแล้วอย่างน้อย 20 รายที่ส่วนมากแค่เข้าใกล้เส้นแบ่งนั้นมากเกินไปในสายตาของกองทัพอิสราเอล
ทางด้านฮามาสก็ยอมปล่อยตัวประกันทั้งที่มีชีวิตอยู่และมอบร่างตัวประกันผู้เสียชีวิตแล้วแลกกับการที่อิสราเอลปล่อยตัวนักโทษ แต่ทางฮามาสก็มอบร่างผู้เสียชีวิตให้ไม่ทันเส้นตาย 13 ต.ค. ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่กองทัพอิสราเอลใช้เป็นข้อโต้แย้ง แต่เอ็นจีโอหลายกลุ่ม รวมถึงองค์กรกาชาดก็ยอมรับว่าร่างผู้เสียชีวิตบางส่วนต้องมีการใช้เวลาในการตามหาท่ามกลางซากปรักหักพัง
อีกเรื่องหนึ่งที่อิสราเอลแสดงความไม่พอใจคือเรื่องที่พวกเขามองว่าร่างผู้เสียชีวิตบางรายที่ฮามาส คืนให้นั้นไม่ใช่ตัวประกันที่จับไป มีการเผยแพร่ภาพวิดีโอจากกล้องโดรนที่พวกเขาอ้างว่าเป็นการที่ฮามาสแสร้งทำเป็นพบร่างของตัวประกันต่อหน้ากาชาด ฮามาสโต้ตอบโดยประกาศว่าพวกเขาจะขอเลื่อนการส่งตัวร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วก็กล่าวหาว่าอิสราเอล "ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยการยึดครองพื้นที่" ส่วนกาชาดได้ออกแถลงการณ์ประณามฮามาสที่แสร้งว่าค้นพบร่างตัวประกัน
แผนช่วยเหลือและฟื้นฟูจากสหรัฐฯ
ทางด้านสหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังของตัวเอง 200 นายเข้าไปที่อิสราเอล เพื่อติดตามผลเรื่องการหยุดยิง และผลักดันเรื่องการขนส่งลำเลียงความช่วยเหลือไปให้ฉนวนกาซา ซึ่งทางอิสราเอลได้กลับมาเปิดทางความช่วยเหลือเข้าสู่กาซาอีกครั้ง ขณะเดียวกัน กองกำลังของสหรัฐฯ ก็จะไม่ไปวางกำลังในกาซาโดยตรง ส่วน EU ก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการขนส่งลำเลียงสิ่งของให้กับกาซาด้วย
ก่อนหน้านี้ทางทำเนียบขาวได้วางแผนไว้ว่าจะให้มีการส่ง "ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบ" ไปที่กาซา "โดยไม่มีการแทรกแซง" ซึ่งทรัมป์ กล่าวว่าจะเป็นการส่งรถบรรทุกความช่วยเหลือเข้าไปที่กาซา 6 ร้อยคันต่อวัน รวมถึงจะมีความช่วยเหลือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อย่างน้ำประปา, ไฟฟ้า, การระบายของเสีย, การฟื้นฟูโรงพยาบาล, ร้านขนมปังซึ่งเป็นแหล่งอาหาร รวมถึงช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ในการกำจัดซากปรักหักพังและช่วยเปิดทางถนน
กลุ่มให้ความช่วยเหลือเคยเตือนว่า กาซากำลังเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมในช่วงที่ยังคงมีความขัดแย้งดำเนินอยู่ กลุ่มติดตามเรื่องความอดอยากหิวโหยที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ภาวะอดอยากหิวโดยในกาซานั้น "เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำให้เกิดขึ้น" เน้นย้ำว่าควรจะมีการส่งความช่วยเหลือเข้าไปโดยเร็ว ทางการอิสราเอล อ้างว่า ฝ่ายฮามาสเป็นผู้ขัดขวางความพยายามส่งความช่วยเหลืออีกทั้งยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายทำให้เกิดภาวะอดอยาก อ้างว่าฝ่ายฮามาสบิดเบือนข้อมูลในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม การส่งความช่วยเหลือในสัปดาห์แรกหลังจากการหยุดยิงนั้นก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ในวันที่ 14 ต.ค. อิราเอลประกาศว่าจะปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ ที่มีส่วนสำคัญในการลำเลียงความช่วยเหลือเข้าสู่กาซา โดยอ้างว่าเพื่อโต้ตอบเรื่องที่ฮามาสไม่สามารถส่งร่างตัวประกันได้ตามเส้นตายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม หลังจากหยุดส่งความช่วยเหลือไป 2 วัน ในวันที่ 15 ต.ค. ก็มีรถบรรทุกความช่วยเหลือ 400 คัน ลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปที่กาซาอีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่ยังคงจำกัดอยู่
ความพยายามปลดอาวุธฮามาสไม่ให้กลับมามีอำนาจในกาซา
ถึงแม้ว่าแผนการ 20 ข้อจากรัฐบาลทรัมป์ จะทำให้เกิดผลดีและมีมุมมองต่อสถานการณ์ในกาซาในแง่ดีขึ้นบ้าง เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน แต่ทว่าก็ยังคงมีปัญหาเรื่องที่อิสราเอล กับฮามาส ยังคงชี้นิ้วกล่าวหากันและกันว่าต่างฝ่ายต่างละเมิดสัญญาหยุดยิง ในขณะที่กลุ่มนักเจรจาไกล่เกลี่ยจากนานาชาติพยายามเข้าไปช่วยอุ้มสัญญาหยุดยิงที่กำลังร่อแร่ และทางสหประชาชาติได้จัดสรรเงินช่วยเหลือกาซาไว้อีก 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสองสามเดือนถัดจากนี้
ในแผนสันติภาพ 20 ข้อ มีการระบุถึงเรื่องที่จะต้องทำให้กาซา "ปลอดการก่อการร้ายจากแนวคิดหัวรุนแรง" และ "ไม่เป็นภัยต่อพื้นที่ใกล้เคียง" รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีการระบุให้กาซาต้องอยู่ภายใต้การปกครองโดยชั่วคราวจากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านที่เป็นคณะกรรมการปาเลสไตน์ "กลุ่มเทคโนแครต" ที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง คือเน้นการให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำงานโดยมีทรัมป์ นั่งเป็นประธานกรรมการ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการพยายามปลดอาวุธและสกัดกั้นฮามาส ไม่ให้เข้ามามีบทบาทในกาซาอีกครั้ง
ข้อที่ระบุชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามฮามาสเข้ามามีบทบาทอีกข้อหนึ่งคือแผนข้อที่ 13 ที่ระบุให้ฮามาส และฝ่ายอื่นๆ ต้องไม่มีบทบาทใดๆ ในการปกครองกาซาไม่ว่าจะโดยรูปแบบใดก็ตาม ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงจะต้องมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้สำหรับอาวุธหรือการก่อการร้าย รวมถึงการทำลายอุโมงค์และแหล่งผลิตอาวุธของฮามาสโดยห้ามสร้างใหม่ด้วย
ในขณะเดียวกัน ในข้อ 16 ก็มีการห้ามไม่ให้อิสราเอลเข้ายึดครองหรือผนวกรวมกาซาเข้าเป็นพื้นที่ของตัวเอง โดยที่สหรัฐฯ จะร่วมมือกับอาหรับและพันธมิตรนานาชาติในการพัฒนากองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ ISF เข้าไปวางกำลังในกาซาแทนที่กองทัพอิสราเอล เพื่อ "ควบคุมและสร้างเสถียรภาพ" ในกาซา
ทรัมป์ เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกลุ่มฮามาส ไว้หลังมีข้อตกลงหยุดยิงออกมา โดยเรียกร้องเชิงข่มขู่ให้ฮามาส คืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด และปลดอาวุธตัวเอง ทรัมป์ ยังขู่ด้วยว่า "ถ้าหากพวกนั้นไม่ปลดอาวุธ พวกเราจะไปปลดอาวุธให้เอง"
แผนการจากสหรัฐฯ ระบุอีกว่า "กาซาจะได้รับการพัฒนาฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวกาซา ผู้ที่ได้รับความทุกข์ยากมามากเกินไปแล้ว"
นักวิเคราะห์ชี้แผน 20 ข้อจากสหรัฐฯ เสี่ยงล้มเหลว เพราะอะไร
นักวิเคราะห์มองว่า แผนการ 20 ข้อของสหรัฐฯ นั้นเน้นการ "สร้างเสถียรภาพ" และการ "สร้างและฟื้นฟู" กาซา แต่กลับละเลยปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นตั้งแต่แรก อีกทั้งยังมองว่าแผนการนี้เสี่ยงที่จะล้มเหลวอย่างมาก
นิตยสาร “Harvard Political Review” วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในการสร้างสันติภาพในกาซา คือแนวทางแบบเดิมๆ ตั้งแต่สมัยยุคหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงในช่วงแรก คือการเน้นแนวทางแบบเศรษฐกิจแบบตลาด ตามมาด้วยลัทธิเสรีนิยมใหม่ การใช้คำแบบ การทำให้เกิดการเติบโตหรือเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งในช่วงหลังสงครามเย็นจบลงใหม่ๆ ราวยุคทศวรรษที่ 1990s แนวคิดเหล่านี้ได้กลายเป็นแนวคิดที่นิยมนำมาใช้กับการพยายามไกล่เกลี่ยสร้างสันติภาพ แต่ทว่าแนวทางแบบนี้ก็มีข้อจำกัดตรงที่มันได้ละเลยสภาพความเป็นจริงทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและความสามารถของพื้นที่นั้นๆ ว่าจะดำเนินการได้จริงหรือไม่
ในแผน 20 ข้อจากสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินรอยตามความผิดพลาดแบบเดิมคือการเน้นเรื่อง "สันติภาพผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจ" ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้เคยมีการพยายามทำมาแล้วในปาเลสไตน์ตั้งแต่ยุค 90s แต่ความขัดแย้งในปาเลสไตน์ก็ยังคงอยู่
ปัญหาถัดมาคือ การอาศัยแนวทางแบบเทคโนแครต หรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่อาจจะสร้างความไม่เข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ว่ากาซาอยู่ในสภาพที่ถูกถล่มราบจนเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และสังคมก็เต็มไปด้วยแผลใจ การให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าไปพยายามเปลี่ยนให้กลายเป็น "เมืองมหัศจรรย์" ชั่วข้ามคืน ก็เป็นการมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง อีกทั้งยังสร้างภาวะสุญญากาศทางอำนาจ เพราะไม่มีอำนาจในพื้นที่เข้ามากำกับ ส่งผลให้เกิดภาวะสุ่มเสี่ยงต่อกลุ่มที่จ้องฉวยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแก๊งอาชญากร กลุ่มติดอาวุธที่อิสราเอลสนับสนุน หรือกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ
นอกจากนี้ Harvard Political Review ยังได้วิจารณ์ว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อของสหรัฐฯ มีมุมมองที่ยังคับแคบ และมีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่ยังคลุมเครือ เช่น "การปฏิรูปอำนาจปกครองของปาเลสไตน์" ก็ยังไม่ได้นิยามให้ชัดเจน ในแผนการยังมีการพยายามสกัดกั้นไม่ให้ฮามาส กลับเข้ามามีอำนาจในปาเลสไตน์ แต่ก็ไม่ได้มีแนวทางปลดอาวุธที่ชัดเจน หรือระบุชัดว่าให้ใครที่มีความชอบธรรมแบบไหนเป็นผู้กระทำการปลดอาวุธ
Harvard Political Review ระบุว่า ปัญหาของปาเลสไตน์ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ แต่มีสาเหตุมาจากเรื่องที่ชาวปาเลสไตน์ถูกบังคับย้ายถิ่นฐานและถูกควบคุมในแบบเหยียดผิว ทำให้เกิดการต่อต้านทางการเมืองเพื่อฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
มีข้อสังเกตอีกว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อ ยังขาดเรื่องที่สำคัญมากๆ ในการสร้างความยุติธรรมในสังคมได้อย่างยั่งยืน คือ ในแผนเหล่านี้ไม่มีข้อใดเลยที่ระบุถึงประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือ หลักนิติธรรม มีการจำกัดบทบาทสหประชาชาติ ให้เป็นแค่ผู้ดูแลด้านมนุษยธรรมเท่านั้น ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับความเป็นธรรม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นสิ่งที่ Harvard Political Review เรียกว่า "สูญนิยมเชิงจริยธรรมที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ" ที่ปรากฏในนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน
สูญนิยมเชิงจริยธรรม ที่ว่านี้คือการใช้อำนาจในแบบที่ไม่สนใจหลักการใดๆ หรือหลักกฎเกณฑ์กติกาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแบบเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์ ใช้กับกรณีอิหร่าน หรือกรณีโจมตีเรือที่ออกจากเวเนซุเอลา โดยบอกว่าเป็นเรือบรรทุกยาเสพติด รวมถึงนโยบายในเชิงบีบบังคับทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ระบบของความร่วมมือแบบพหุภาคีเริ่มอ่อนแอลง
Harvard Political Review ระบุว่า แผน 20 ข้อนี้ "ไม่ใช่เพียงแค่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวเชิงนโยบายเท่านั้น" แต่มันยังนับเป็น "ตัวอย่างที่ชัดเจนของช่วงเวลาสุดท้ายสำหรับวิธีการสร้างสันติภาพแบบเสรีนิยมที่กำลังเสื่อมถอยลงด้วยตัวมันเอง" เพราะถ้าหากหลักการสิทธิมนุษยชนและบรรทัดฐานของนานาชาติไม่ได้นำมาใช้เป็นชี้วัดสันติภาพแล้ว มันจะนำไปสู่อะไร หรือแม้กระทั่งว่ามันจะเกิดสันติภาพได้จริงไหม
เรียบเรียงจาก
A Guide to the Gaza Peace Deal, CFR, 29-10-2025
https://www.cfr.org/article/
Trump’s Gaza Peace Plan is Doomed to Fail, Harvard Political Review, 02-11-2025
https://
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/
