นักวิจัยด้านการศึกษาเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจากพม่า ที่อพยพมาถึงแม่สอดหลังรัฐประหาร 2564 โดยพบว่าการย้ายมาแม่สอดมีเหตุผลเรื่อง “ความปลอดภัยและการเอาชีวิตรอด” โดยเฉพาะหลังการปราบปรามครั้งใหญ่ของรัฐบาลทหารพม่า อย่างไรก็ตามชีวิตที่แม่สอดไม่ง่าย บางคนรู้สึกกลัวตำรวจจับกุมตลอดเวลา บางคนประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ
เยาวชนกลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ ฝันถึงอนาคตของพม่าที่เป็นประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐและมีสันติภาพ แต่ ยังเห็นความจำเป็นในการทำความเข้าใจมุมมองของฝ่ายที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสังคมพม่าขึ้นมาใหม่หลังผ่านยุคขัดแย้งแตกแยก โดยผลสำรวจยังมีข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยออกเอกสารเพื่อเป็นการคุ้มครองชั่วคราวสำหรับเยาวชนข้ามชาติจากพม่า เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย มีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจ และเข้าถึงการศึกษาในระหว่างพำนักชั่วคราวในไทย
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 68 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยูจีน เส่ง นักวิจัยชาวพม่าจากสมาคมโพ้นทะเลอิรวดี (Overseas Irrawaddy Association / OIA) นำเสนอรายงาน “ความหวังที่ร่วงโรย: การอพยพ ประสบการณ์ชีวิต และความฝันของเยาวชนพม่าที่มาถึงแม่สอดหลังปี 2564” (Withering hopes: Exploring the migration decisions, lived experiences and aspirations of Myanmar youth who arrived in Mae Sot after 2021) โดยเป็นผลมาจากสัมภาษณ์เยาวชนจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือพม่า จำนวน 29 คน อายุระหว่าง 18–35 ปี ที่อพยพมาถึง อ.แม่สอด จ.ตาก ในช่วงปี 2564 ถึง 2566 ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีสถานะโสด ไม่มีครอบครัว และก่อนอพยพมาไทย ยังคงศึกษาอยู่ในระบบ หรือกำลังทำงาน
อพยพเพราะความกลัวหลังรัฐประหารพม่าปี 2564

เจ้าหน้าที่พยาบาล และแพทย์ที่เข้าร่วม CDM เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

ผู้ชุมนุมต้านรัฐประหารที่แยกถนนซูเลพญา ตัดกับถนนอโนรธา นครย่างกุ้ง
ในการชุมนุมนัดหยุดงาน เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 64 (ที่มา: เอื้อเฟื้อภาพโดยนักข่าวพลเมือง)

ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ภาพเมื่อ 17 ม.ค. 2565
โดยกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลประกอบด้วยเยาวชนจากภาคย่างกุ้ง 8 คน และอีก 21 คน มาจากภาคอื่นๆ รวมถึงรัฐชาติพันธุ์ เมื่อจำแนกตามเพศกำเนิด แบ่งเป็นชาย 16 คน หญิง 13 คน
และในจำนวนเยาวชนทั้ง 29 คน ในจำนวนนี้ 15 คน เคยเข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐประหาร หรือ CDM (ชาย 7 หญิง 8) นอกจากนี้มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกประกอบการวิจัยอีก 3 คน
นักวิจัยของรายงานฉบับนี้ พบว่าปัจจัยที่ทำให้เยาวชนเหล่านี้ตัดสินใจอพยพหลังรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเพราะความกลัว ความไม่มั่นคง และความหวังอันริบหรี่ เขาให้ภาพเปรียบเทียบความแตกต่างในอดีตว่า หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การย้ายถิ่นมาที่แม่สอดเป็น “ทางเลือก” ของคนรุ่นใหม่ แต่หลังรัฐประหาร 2564 เหตุผลเป็นเรื่อง “ความปลอดภัยและการเอาชีวิตรอด”
โดยในการให้ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างเยาวชนทั้ง 29 คน พบว่าเหตุผลที่ย้ายมาแม่สอดนั้น
12 ราย เห็นว่า เป็นเพราะความใกล้ชิดและการเดินทางสะดวกกลับไปยังพม่า
8 ราย เห็นว่า อำเภอแม่สอดมีความปลอดภัย
5 ราย มีความผูกพันกับครอบครัวและชุมชนที่อยู่ในอำเภอแม่สอด
และ 4 ราย เห็นว่าเป็นเพราะมีองค์กรและเครือข่ายให้ความช่วยเหลือ
โดย นานเอ เยาวชนหญิง อายุ 28 ปี จากภาคอิรวดี ระบุว่า “เหตุผลหลักที่ฉันไม่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น เพราะฉันไม่อยากอยู่ไกลจากครอบครัว แม้ว่าฉันจะสนับสนุนการปฏิวัติจากที่ไหนก็ได้ แต่การอยู่ที่แม่สอดทำให้ฉันสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ที่นี่ใกล้บ้านเกิดของฉันที่สุด”
โกตุดตุด เยาวชนชาย อายุ 25 ปี จากภาคมัณฑะเลย์ ระบุว่า “ตอนที่เกิดรัฐประหาร ผมเข้าร่วมการประท้วง และในช่วงนั้นผมถูกจับกุมและถูกส่งไปคุมขังที่เรือนจำโอโบ หลังจากได้รับการปล่อยตัว ผมกลับไปร่วมเคลื่อนไหวอีกครั้ง ต่อมา ขณะพักอยู่ในบ้านพักเซฟเฮาส์ (ในพม่า) ร่วมกับนักกิจกรรมคนอื่น เพื่อนร่วมการต่อสู้ของผมคนหนึ่งถูกจับกุม หลังเหตุการณ์นั้น ผมรู้สึกว่าความปลอดภัยของตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจออกจากพม่า”
อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตในแม่สอดยังคงมีความท้าทาย โดย หน่อเกเก เยาวชนหญิงชาวกะเหรี่ยง อายุ 27 ปี จากภาคพะโค กล่าวว่า “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด ในฐานะเยาวชนที่ข้ามแดนมาอยู่แม่สอด ก็คือ กลัวถูกตำรวจจับอยู่ตลอดเวลา ช่วงหลังยิ่งกลัวถูกตำรวจตรวจค้นและถูกจับกุม ทำให้การใช้ชีวิตแต่ละวันไม่ปลอดภัย แม้แต่การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งในแม่สอดก็ยังระแวง”
ส่วน โกโก หนุ่มวัย 32 ปีจากรัฐชิน ให้สัมภาษณ์ถึงความลำบากในการทำงานที่แม่สอดว่า “แต่ละเดือนเป็นความลำบาก งานของผมจ่ายค่าแรงไม่พอใช้จ่ายตามความจำเป็นพื้นฐาน ผมทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเล็กๆ และค่าแรงต่ำมากจนหลายครั้งต้องเลือกระหว่างจ่ายค่าเช่าบ้านกับซื้ออาหาร ผมรู้สึกเหมือนออกทำงานไปเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น และไม่เคยมีเงินเหลือสำหรับเหตุฉุกเฉินเลย มันทำให้หมดแรง และผมไม่เห็นทางว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร”
ในงานวิจัยยังพบว่า เยาวชนผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกัน ได้แก่
หนึ่ง ขาดสถานะทางกฎหมายและเอกสาร ทำให้การเดินทางเคลื่อนย้าย หรือหางานทำได้ยาก
สอง ปัญหาเศรษฐกิจและโอกาสทำงานจำกัด คือ รายได้ไม่มั่นคง มีรายจ่ายสูง
สาม อุปสรรคด้านภาษา คือ สื่อสารกับนายจ้าง โรงพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐได้จำกัด
ใฝ่ฝันถึงพม่าที่เป็นประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐและมีสันติภาพ
เมื่อลำดับความเห็นของกลุ่มตัวอย่างเยาวชนที่ให้ข้อมูลพบว่ามีสิ่งที่เห็นร่วมกัน เช่น ในประเด็น ความใฝ่ฝันต่ออนาคตของพม่าที่เป็นประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐและมีสันติภาพ ผู้ให้สัมภาษณ์สะท้อนความปรารถนาร่วมกันว่าต้องการรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง และเคารพสิทธิของทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกีดกันหรือกลุ่มชายขอบ และต้องการให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับความต้องการของกลุ่มชาติพันธุ์ และเปิดพื้นที่ให้พวกเขามีระดับหนึ่งของการปกครองตนเองและความเป็นอิสระ
โดย แจนยัวรี ปอ เยาวชนหญิงวัย 30 ปี จากรัฐกะเรนนี กล่าวว่า “เราน่าจะเน้นการปกครองตนเองได้ ในอดีตรัฐและภูมิภาคต่างๆ ถูกปล่อยให้บริหารตามลำพัง และการบริหารของส่วนกลางจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น ตอนนี้รัฐบาลระดับรัฐชาติพันธุ์และรัฐบาลระดับภูมิภาคควรมีอำนาจการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง”
ในประเด็น ความกังวลด้านความปลอดภัยและความรุนแรง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธ การจัดการอาวุธ และการเกณฑ์ทหาร นอกจากนี้มีความไม่ไว้วางใจทั้งต่อรัฐบาลชุดใหม่และกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ
โดย อ่องเพียวไว เยาวชนชายอายุ 27 ปี จากภาคย่างกุ้ง เห็นว่าแม้ในอนาคตจะเกิดสถานการณ์การเจรจาสันติภาพ “แต่จะไม่มีใครยอมคืนอาวุธง่าย ๆ ผู้คนยังคงมีความคับแค้นฝังลึกต่อกัน รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ ศึกษา และหาทางแก้ไขเรื่องนี้”
ส่วน อ่องละวิน จากภาคย่างกุ้ง เป็นอดีตสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ซึ่งเขาได้รับบาดเจ็บและต้องรักษาตัว กล่าวว่า “ผมไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลใหม่ได้หลังจากที่พวกเราต้องเสียสละไป ดังนั้น ผมจะเก็บอาวุธไว้กับตัวอีกหลายปี มันไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เราสูญเสียไป แถมเราก็เคยสังหารฝั่งตรงข้าม… ผมมั่นใจว่าจะมีช่วงที่ผู้คนต้องการล้างแค้นให้กับสิ่งที่พวกเขาสูญเสีย”
ในประเด็น ความหวังต่อการปรองดองและความสามัคคีในสังคม เยาวชนที่ให้ข้อมูล เน้นถึงความจำเป็นของการทำความเข้าใจมุมมองและความกังวลของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างสังคมพม่าให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านความขัดแย้งและการแบ่งแยกมาอย่างลึกซึ้ง
นอกจากนี้พวกเขารู้สึกว่าแนวทางของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือ NUG ต่อผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมอารยะขัดขืนต่อต้านรัฐประหารหรือ CDM นั้น “เข้มงวดเกินไป” ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองของสังคม
เสนอรัฐบาลไทยรับรองสถานะชั่วคราว เพื่อให้มีโอกาสเรียนและทำงาน
นอกจากนี้ในงานวิจัย ยังมีข้อเสนอแนะสำหรับทางการไทย ได้แก่ การเสริมสร้างการคุ้มครองทางกฎหมายแก่เยาวชนข้ามชาติชาวพม่า ได้แก่ ดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2548 เรื่อง “การศึกษาสำหรับทุกคน” และมาตรา 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก พร้อมรับรองสถานะทางกฎหมายและการคุ้มครองศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติ (MLCs) ที่รองรับเด็กและเยาวชนไม่มีเอกสาร
และมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับเยาวชนข้ามชาติชาวพม่า ได้แก่ มีนโยบายคุ้มครองชั่วคราวผ่านการออกที่ให้เอกสารและหลักประกันที่เข้าถึงได้โดยมีค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เพื่อให้เยาวชนสามารถทำงานอย่างถูกกฎหมาย มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจไทย และเข้าถึงโอกาสศึกษาต่อในระหว่างที่พำนักชั่วคราวในไทย
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริจาคและองค์กรต่างประเทศ คือ สนับสนุนนโยบายและทุนเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกลับบ้านอย่างปลอดภัยของเยาวชนจากพม่า และสนับสนุนเงินช่วยเหลือสำหรับครูแรงงานข้ามชาติ โดยจัดงบประมาณเพื่อให้ครูแรงงานข้ามชาติได้รับเบี้ยเลี้ยงที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพ
ส่วนข้อเสนอต่อรัฐบาลยุคหลังรัฐบาลทหารพม่า (post-regime) ในอนาคต คือยึดกรอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐที่แท้จริง ส่งเสริมสันติภาพ ความปรองดอง และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับผู้ลี้ภัยและแรงงานที่ต้องการกลับประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับโครงการสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับผู้กลับคืนถิ่น
