◼️ที่มาของโครงการหมอน 33
- โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 (Block 33) เป็นโครงการคอนโดฯ แบบขายสิทธิเช่าระยะยาว ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) ตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของสามย่าน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ตึกมีความสูง 50 ชั้น ประกอบไปด้วย คอนโดฯ อาคารสำนักงาน และจอดรถยนต์ มีจำนวนห้องพักทั้งหมด 1,803 ห้อง จำนวน 1 อาคาร (3 ทาวเวอร์) พื้นที่ราว 17 ไร่
- Block 33 เป็นส่วนต่อขยายจากการปรับผังเมืองของจุฬาฯ ที่ทำต่อเนื่องหลายปี ทั้งสามย่านมิตรทาวน์ สวนจุฬาฯ 100 ปี ลานคนเมือง ทำให้หลายชุมชนต้องปรับตัวและย้ายออก เพื่อพัฒนาโครงการนี้ เช่น ตลาดสามย่านเดิม พื้นที่เชียงกง และโซนศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการ พื้นที่ที่ถูกดึงคืนไม่ได้มีเพียงตลาด แต่ยังมีชุมชนสามย่านเดิม อายุเก่าแก่กว่า 60 ปี
◼️ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง
- ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองปัจจุบันมีอายุมากกว่า 150 ปี ตั้งอยู่ในพื้นที่ Block 33 โดยในเดือนมิถุนายน 2563 ทาง PMCU ประกาศให้ศาลย้ายออกจากพื้นที่เดิมเพื่อเตรียมปรับพื้นที่สำหรับการก่อสร้าง โดยทางจุฬาฯ มีการจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ของศาลเจ้าไว้ที่บริเวณสวนจุฬาฯ 100 ปี แนวคิดในการย้ายศาลเจ้าแม่ทับทิมก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากชุมชนและนิสิตบางส่วน
- ผู้ดูแลศาลเจ้าและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการย้ายศาล ขึงป้ายผ้าคัดค้าน, ทำจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารจุฬาฯ ส่วนเหล่านิสิตจุฬาฯ จัดกิจกรรม Human Chain มีการทำสารคดี The Last Breath of Sam Yan หรือปฏิบัติการที่คนในโซเชียลร่วมใจกันติด #Saveศาลเจ้าแม่ทับทิม เพราะมองว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีคุณค่าที่ควรรักษาไว้ และเป็นสถานที่รวมจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชน
- ในระหว่างนั้น จุฬาฯ ได้สร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ไว้ในโซนสวนจุฬา 100 ปี จนวันที่ 15 มิ.ย.2563 องค์เจ้าแม่ ถูกอัญเชิญไปไว้ที่ศาลใหม่ แต่ด้วยการประท้วงที่ไม่ยอมจบ ทำให้เดือนกันยายน 2563 จุฬาฯ ยื่นฟ้องผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ทับทิมจนชนะคดี และเตรียมจะรื้อศาลเจ้าทิ้งพร้อมไล่ผู้ดูแลศาลเจ้าออก แต่กระแสตีกลับไปสนับสนุนฝั่งศาลเจ้าแม่ทับทิมมากกว่า เนื่องจากช่วงเมษายนที่ผ่านมา ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง (อาคารเดิม) ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2568 รวมไปถึงจำนวนคนที่เดินทางมาไหว้ศาลเจ้าก็มีมากขึ้น
- 4 พฤศจิกายน 68 ตัวแทนจากโครงการหมอน 33 ได้เข้าพบกับผู้ดูแลศาลเจ้า เพื่อขอใช้พื้นที่ศาลเจ้าในการทำประชาพิจารณ์ มีเนื้อหาว่าจะไม่รื้อถอนศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง แต่ยังคงเดินหน้าทำการไล่ผู้ดูแลศาลออกจากพื้นที่ คณะกรรมการศาลเจ้าจึงออกหนังสือแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อประชาพิจารณ์ครั้งนี้
◼️ผลกระทบระหว่างก่อสร้าง Block 33
- ในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนละแวกนั้น ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาฝุ่นละออง มลภาวะทางเสียงจากการก่อสร้าง ทางเดินเท้าที่ถูกเบียดโดยรั้วกั้น การสัญจรของรถติดขัดกว่าที่เคย ไหนจะปัญหาการขอคืนที่ดินบริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง หรือเหตุการณ์วัสดุก่อสร้างหล่นลงมาจากไซต์ก่อสร้าง
- วันที่ 13 พ.ค. 67 โครงสแลนจากไซต์ก่อสร้าง ร่วงใส่หลังคาตลาดสามย่าน จนทำให้ไฟดับไปกว่า 4 ชั่วโมง แม่ค้าในตลาดระบุว่า เหตุของหล่นหรือปลิวจากไซต์ก่อสร้างนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เวลาของใช้เสียหายก็ควักเงินเยียวยาอย่างเดียว แต่ไม่เคยเห็นการแก้ไขปัญหาจริงๆ
◼️เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ
- ประชาชนในพื้นที่เล่าว่า ปี 2563 จุฬาฯ มีการตั้งรั้วกั้นไซต์ก่อสร้างจนเลยเข้ามาบนทางเดินเท้า ทำให้คนต้องลงมาเดินสัญจรที่ถนนแทน เขากับเพื่อนจึงพากันไปประท้วงจุฬาฯ ซึ่งได้รับการแก้ไขจริง มีการขยับเข้าไปในพื้นที่ตัวเองก่อนจะขยับออกมาเหมือนเดิม
- นักศึกษาจุฬาฯ ที่ได้รับผลกระทบเล่าว่า เพื่อนหลายคนร้องเรียนเรื่องทางเดินเท้าเข้ามาหลายครั้งแล้ว เพราะเวลาเดิน ต้องมาคอยกังวลว่ารถจะชนเขาตอนไหน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทางเท้าควรเป็นที่ของคนเดิน ไม่ใช่ของรั้วกั้น เขาจึงทำเอกสารร้องเรียนส่งไปที่สำนักงานเขต เพื่อให้เกิดการแก้ไข แต่กลายเป็นว่าทางจุฬาฯ กลับติดแค่ลูกระนาดลดความเร็ว และปิดป้ายว่าห้ามเดินฝั่งนี้ ให้ไปใช้ทางเดินเท้าฝั่งตรงข้ามแทน กลายเป็นว่าทางเท้าที่เป็นเป็นของคน ตอนนี้เป็นของรั้ว เหลือแต่ถนนให้คนเดินลุ้นชีวิตแทน
- การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างแปลก ในอดีต ตอนก่อสร้างสวนจุฬาฯ 100 ปี เคยมีการร้องเรียนแบบเดียวกัน ซึ่งทางจุฬาฯ ก็ทำทางเดินเท้าให้ แต่ครั้งนี้กลับเงียบเฉย เหมือนไม่ได้สนใจความปลอดภัยของประชาชนจริงๆ
◼️นิสิตไม่ทน
- วันที่ 19 พ.ย. 68 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยประชาชน เดินทางมายังศาลปกครองเพื่อยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร จากกรณีที่ กทม. ออกใบอนุญาตการก่อสร้างให้กับ “โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33” เป็นโครงการที่สร้างเพื่ออนาคต แต่ตอนนี้กำลังทำลายชีวิตประจำวันของพวกเขา
- เนื่องจากโครงการดังกล่าว มีการทำผิดข้อควรปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่กำหนดให้อาคารใหญ่พิเศษต้องมีทางสาธารณะเข้าสู่ที่ตั้งโครงการที่มีเขตกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร และที่ดินที่ติดถนนสาธารณะต้องกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงเข้าออกได้สะดวก
- ถนนรอบ Block 33 แคบเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับอาคารสูงใหญ่พิเศษ ทำให้รถดับเพลิงเข้าถึงยาก แต่ กทม. ยังออกใบอนุญาตให้สร้าง พอลองไปวัดพื้นที่ พบว่า
1) ระยะห่างจากฐานอาคารถึงเส้นถนนฝั่งตะวันตกที่ติดกับถนนสาธารณะซอยจุฬาลงกรณ์ 5 มีระยะห่างประมาณ 10 เมตร และมีความกว้างเขตทางถนนประมาณ 11 เมตร
2) ระยะห่างจากฐานอาคารถึงเส้นถนนฝั่งตะวันออกที่ติดถนนสาธารณะซอยจุฬาลงกรณ์ 9 มีระยะห่างประมาณ 6 เมตร และมีความกว้างเขตทางประมาณ 10 เมตร
3) ระยะห่างจากฐานอาคารถึงเส้นถนนฝั่งเหนือที่ติดถนนสาธารณะซอยจุฬาลงกรณ์ 26 มีระยะห่างประมาณ 6 เมตร และมีความกว้างเขตทางประมาณ 8 เมตร
4) ระยะห่างจากฐานอาคารถึงเส้นถนนฝั่งใต้ที่ติดถนนสาธารณะซอยจุฬาลงกรณ์ 32 มีระยะห่างประมาณ 6 เมตร และมีความกว้างเขตทางประมาณ 6 เมตร
- โครงการนี้จึงกลายเป็นการก่อสร้างอาคารที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกรุงเทพมหานครมี อำนาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาตและควบคุมตรวจสอบการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ควบคุมตรวจสอบให้การก่อสร้างให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
◼️คำบอกเล่าจากประชาชน
- ประชาชนที่ร่วมฟ้องกล่าวว่า ผู้คนในละแวกนี้เดือดร้อนกันมาหลายปีแล้วกับการสร้างโครงการนี้ เพราะสร้างผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งฝุ่น ทั้งรถติด ไหนจะเรื่องเสียงอีก ทางเดินที่เคยใช้ตอนนี้กลายเป็นที่วางรั้ว เธอเคยร้องเรียนไปทางผู้บริหารหลายครั้ง แต่ไร้วี่แววตอบกลับ
- เธอและเพื่อนที่ทนกับการลิดรอนสิทธิไม่ไหว จึงตัดสินใจยื่นเรื่องฟ้องผ่านศาลปกครอง เธอเชื่อว่าจะได้รับความช่วยเหลือและความเป็นธรรม ซึ่งก่อนทำการยื่นฟ้อง พวกเธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เนื่องจากถนนที่ล้อมรอบโครงการนี้ เป็นถนนที่ไม่ได้มีความกว้างเท่าที่กฎหมายกำหนด ในการขอ EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ตัวเอกสารไม่ได้ระบุชัดเจนว่าโครงการมีพื้นที่ใช้สอยเท่าไหร่
- ประชาชนในพื้นที่เล่าว่า ปี 2563 จุฬาฯ มีการตั้งรั้วกั้นไซต์ก่อสร้างจนเลยเข้ามาบนทางเดินเท้า ทำให้คนต้องลงมาเดินสัญจรที่ถนนแทน เขากับเพื่อนจึงพากันไปประท้วงจุฬาฯ ซึ่งได้รับการแก้ไขจริง มีการขยับเข้าไปในพื้นที่ตัวเองก่อนจะขยับออกมาเหมือนเดิม
- นิสิตจุฬาฯ ที่ร่วมฟ้องกล่าวเล่าว่า เพื่อนหลายคนร้องเรียนเรื่องทางเดินเท้าเข้ามาหลายครั้งแล้ว เพราะเวลาเดิน ต้องมาคอยกังวลว่ารถจะชนเขาตอนไหน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทางเท้าควรเป็นที่ของคนเดิน ไม่ใช่ของรั้วกั้น เขาจึงทำเอกสารร้องเรียนส่งไปที่สำนักงานเขต เพื่อให้เกิดการแก้ไข แต่กลายเป็นว่าทางจุฬาฯ กลับติดแค่ลูกระนาดลดความเร็ว และปิดป้ายว่าห้ามเดินฝั่งนี้ ให้ไปใช้ทางเดินเท้าฝั่งตรงข้ามแทน กลายเป็นว่าทางเท้าที่เป็นเป็นของคน ตอนนี้เป็นของรั้ว เหลือแต่ถนนให้คนเดินลุ้นชีวิตแทน
- การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ค่อนข้างแปลก ในอดีต ตอนก่อสร้างสวนจุฬาฯ 100 ปี เคยมีการร้องเรียนแบบเดียวกัน ซึ่งทางจุฬาฯ ก็ทำทางเดินเท้าให้ แต่ครั้งนี้กลับเงียบเฉย เหมือนไม่ได้สนใจความปลอดภัยของประชาชนจริง ๆ
◼️ความต้องการของประชาชน
- นิสิตจุฬาฯ ที่ยื่นฟ้องกล่าวว่า พื้นที่ของจุฬาฯ มีเยอะมาก ซึ่งได้มาเพื่อการส่งเสริมด้านการศึกษา แต่กลายเป็นว่าพื้นที่เพื่อการศึกษาถูกทำให้เป็นพื้นที่หาผลกำไร หากต้องการรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีของนิสิตก็ควรสร้างหอพักนิสิตเพิ่ม เพราะตอนนี้หอในรองรับนิสิตได้ 3,797 คน ขณะที่จำนวนนักศึกษามีเกือบ 50,000 คน หรืออย่างน้อยควรแก้ไขสิ่งที่เรียกร้องสักที ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนกันหมด มีแต่ผู้บริหารที่ยังเหมือนทองไม่รู้ร้อน
“หอในตอนนี้อยู่ได้ 3,000 กว่าคน ซึ่งนิสิตจุฬาฯ มีประมาณ 50,000 กว่าคน มันน้อยมาก แล้วหอพัก รอบๆ นิสิตไม่สามารถจ่ายได้แน่นอน ราคาหลักหมื่น ดังนั้นหอในเนี่ย มันควรมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ว่าพื้นที่มากมาย คุณเอาไปทําอะไร เอาไปทําห้าง เอาไปทำคอนโดฯ เพิ่ม ซึ่งราคาสูงแน่นอน ขนาด CU I-House ยัง ราคา 12,000-13,000 บาท คิดดูว่านี่คอนโดฯ สร้างใหม่สูง 50 ชั้น มันจะแพงขนาดไหน” นิสิตจุฬาฯ กล่าว
สิ่งที่มหาวิทยาลัยควรทำ คือการดูแลสวัสดิภาพของนิสิต ก่อนที่จะไปหากำไรจากคอนโดฯ “พื้นที่เยอะขนาดนี้ยังเอาไปหาผลกำไรได้ แต่ทำไมไม่เอามาดูแลสวัสดิภาพพวกเราเลย” นิสิตจุฬาฯ กล่าว
