ศาลปกครองกลาง "รับคำฟ้อง" คดีนิสิตจุฬาฯ และประชาชนในสามย่านร่วมกันยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร กรณีออกใบอนุญาตให้จุฬาฯ สร้างคอนโดมิเนียม “โครงการหมอน 33” กลุ่มผู้ยื่นฟ้องระบุระหว่างก่อสร้างคอนโดดังนั้นเกิดปัญหามลภาวะ ฝุ่นละออง สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน ถนนเข้าอาคารสูงกว้างน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลปกครองเตรียมเรียกจุฬาฯ เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด
6 ม.ค. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องคดีที่กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนในสามย่านร่วมกันยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครอง กรณีการออกใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่ “โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33” ภายใต้การบริหารของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ซึ่งเป็นโครงการอาคารที่พักอาศัยและสำนักงานขนาดใหญ่ รวม 3 ทาวเวอร์ และมีจำนวนห้องพักกว่า 1,800 ห้อง
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ข้อเท็จจริงคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและเจ้าของโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 เขตพาณิชย์สวนหลวง-สามย่าน ประกอบกับสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจให้บริษัท ไท-ไท วิศวกร จำกัด จัดทำและเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าว เป็นหน่วยงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ย่อมเห็นได้ว่าผลแห่งคำพิพากษาของศาลในคดีนี้จะมีผลกระทบต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีคำสั่งเรียกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกำหนดให้เป็นผู้ร้องสอด ทั้งนี้ตามข้อ 78 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ประกอบกับมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (3) (ข) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2568

โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 (Block 33) (แฟ้มภาพ)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนในสามย่านร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง
ผู้ฟ้องร้องระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาพื้นที่โดยรอบได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งมลภาวะทางอากาศ ฝุ่นละออง เสียงรบกวน การสัญจรที่ติดขัดจากการเบียดรุกพื้นที่สาธารณะ รวมถึงกรณีโครงสแลนของโครงการร่วงใส่หลังคาตลาดสามย่านจนเสียหายและเกิดไฟดับหลายชั่วโมง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางพื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย สถานศึกษา และเส้นทางหลักของนิสิตและชุมชนซึ่งมีผู้ใช้นับหมื่นคนต่อวัน
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องยังตั้งข้อสังเกตว่าอาคารดังกล่าวเข้าข่าย “อาคารขนาดใหญ่พิเศษ” ที่ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงควบคุมอาคาร ซึ่งกำหนดให้โครงการต้องมีถนนสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร และหน้ากว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงเข้าถึงได้ตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ พบว่าถนนรอบโครงการมีเขตทางเพียง 6-11 เมตร และระยะห่างจากฐานอาคารถึงเขตถนนอยู่ที่เพียง 6-10 เมตร ซึ่งต่ำกว่าข้อกำหนดหลายประการ
กลุ่มนิสิตและประชาชนเห็นว่า กรุงเทพมหานครซึ่งมีอำนาจออกใบอนุญาตควบคุมอาคารไม่ได้ตรวจสอบให้การก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลปกครองตรวจสอบและเพิกถอนการอนุญาตดังกล่าว
ผู้ฟ้องระบุว่า การพัฒนาเมืองต้องอยู่บนฐานกฎหมายและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการยื่นฟ้องครั้งนี้เพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบเล็กๆ ในเมืองได้รับการรับฟัง และเพื่อให้ทุกโครงการก่อสร้างต้องคำนึงถึงสิทธิและชีวิตของผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกับมันอย่างแท้จริง
