เอฟทีเอไทย-อียูจะเปิดช่องให้อียูมหาอำนาจอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รุกตลาดไทยอย่างหนัก ราคาถูกลง ปริมาณการดื่มเพิ่ม นักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม นโยบายสุขภาพสั่นคลอน หวังรัฐบาลนำเรื่องนี้ออกจากการเจรจาหากเป็นไปได้
อียูเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่พร้อมจะบุกตลาดไทยทุกเมื่อ เอฟทีเอไทย-อียูจะเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้อียูรุกเข้ามาเต็มที่ นโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนโยบายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ กมลพัฒน์ มากแจ้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เผยให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไทยยังคงเดินไปข้างหน้าโดยไม่ฟังเสียงภาคประชาชน
นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายสุขภาพอาจวิ่งสวนทางกัน และไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย

กมลพัฒน์ มากแจ้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP)
อียู มหาอำนาจแห่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เมื่อสำรวจตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โลก ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดว่าในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นมากกว่าขณะนี้เกือบ 1 เท่าตัว โดยเบียร์จะมีขนาดตลาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือไวน์ นอกจากนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อัดก๊าซหรือ Hard Seltzer ก็เริ่มขยายตัวมากขึ้น มีตลาดสำคัญอยู่ในประเทศกลุ่มอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรปหรืออียู และกำลังขยายตัวในตลาดเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมประเทศไทยอยู่ด้วย
กมลพัฒน์กล่าวต่อถึงด้านอุปทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า การส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมูลค่าประมาณ 98,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 5.5 ของมูลค่าตลาด ซึ่งอียูคือกลุ่มประเทศที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดและมีการส่งออกมากที่สุดในโลกหรือร้อยละ 42 ของมูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โลก (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) โดยเฉพาะฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม เมื่อแยกประเภทพบว่าเป็นเบียร์ร้อยละ 37 ไวน์ร้อยละ 26 และสุรากลั่นอีกประมาณร้อยละ 14
“สิ่งนี้สะท้อนว่าอียูมีความได้เปรียบในสินค้าแอลกอฮอล์แน่นอน ได้เปรียบกว่าหลายๆ ประเทศ แน่นอนว่ามากกว่าประเทศไทย ทั้งยังมีอำนาจต่อรองการค้าค่อนข้างสูงเพราะตลาดของอียูใหญ่เป็นอันดับ 1 ใน 3 ของโลก โดย 70 เปอร์เซ็นต์ของอียูมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือ 6 ประเทศที่ว่า เพราะฉะนั้นเวลาเราเจรจากับอียู แน่นอนว่าประเทศเหล่านี้ไม่ยอมทิ้งสินค้าที่ได้เปรียบของเขา”
นอกจาก อียูจะเป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกมากที่สุด มีสินค้าที่ได้เปรียบแล้ว อียูยังมีบริษัทแอลกอฮอล์ข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ มีศักยภาพทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมที่จะขยายสาขาไปทั่วโลกที่มีโอกาส


คนไทยยังดื่มน้อย โอกาสอียูเจาะตลาด
เมื่อพูดถึงการสำรวจการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเปรียบเทียบระหว่างค่าเฉลี่ยของโลก อียู และไทย แบ่งเป็น 2 ส่วนคือปริมาณการบริโภคและความชุกในการบริโภค
การบริโภคเชิงปริมาณหรือ Alcohol per Capita: APC ทั่วโลกตกราวๆ 6.4 ลิตรต่อคนต่อปี ประเทศในกลุ่มอียูมีการดื่มสูงเกือบ 10 ลิตรต่อคนต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยก็ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 8.3 ลิตรต่อคนต่อปี เป็นสุรากลั่นกับเบียร์มากที่สุด ส่วนไวน์ยังค่อนข้างน้อย
ในด้านความชุกหรือจำนวนของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 43 แต่เฉพาะในอียูตัวเลขนี้สูงถึงร้อยละ 68-80 ส่วนประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 35.2 โดยเฉพาะนักดื่มผู้หญิงยังมีมค่อนข้างน้อยมากคือร้อยละ 28
“ประเด็นสำคัญก็คือบริบทของอียู ทั้งปริมาณการดื่มและความชุกของนักดื่มสูงอยู่แล้ว ตลาดจึงค่อนข้างอิ่มตัว พร้อมที่จะขยายไปยังตลาดอื่น ส่วนบริบทของประเทศไทยมีผู้ไม่ดื่มอยู่ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยังไม่ดื่มมีอยู่ประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ซึ่งค่อนข้างสูงมาก แล้วสัดส่วนการดื่มไวน์ของประเทศไทยก็ยังน้อยอยู่ซึ่งสอดคล้องกับประเทศกลุ่มอียูที่มีความได้เปรียบด้านสินค้า โดยเฉพาะไวน์และสุรากลั่น”


ตลาดกึ่งผูกขาดของไทย
ถ้าดูเฉพาะตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย พบว่า มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์คิดเป็นร้อยละ 1.6 ของตลาดโลก ถือว่ายังไม่สูงมาก แต่ก็เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและอาเซียน ส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยเป็นเบียร์และสุรากลั่นครึ่งต่อครึ่ง ส่วนไวน์คงที่ที่ร้อยละ 3 แต่จุดแข็งของไทยในทางธุรกิจก็คือมีจุดจำหน่ายแอลกอฮอล์จำนวนมาก ในปี 2565 มีใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 500,000 ใบ หมายความว่าทุก 1 ตารางกิโลเมตรจะมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ร้าน
ขณะที่ในมิติด้านอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศ พบว่า มีอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ค่อนข้างเข้มแข็งโดยเฉพาะสุราและเบียร์ มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่คือ Thai Beverage และบุญรอด บริวเวอรี่ ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 80 รองลงมาเป็นบริษัทต่างชาติ
ด้านบริบทการค้าระหว่างประเทศ ไทยมีการเจรจาเอฟทีเอแล้ว 14 ฉบับกับ 18 คู่ตกลง ซึ่งประเทศคู่ตกลงส่วนใหญ่ลดภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหลือศูนย์ไปแล้ว และยังมีที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีก 8 ฉบับกับ 41 ประเทศ ซึ่งรวมอียูอีก 27 ประเทศอยู่ด้วย ทั้งนี้ 6 ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งลดภาษีศุลกากรลงเหลือศูนย์แล้ว ส่วนอีกกลุ่มที่มีแผนเปิดเจรจาในอนาคตคือประเทศกลุ่ม EEA หรือเขตเศรษฐกิจยุโรปที่ประกอบด้วยอียูและสามประเทศจากสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ นอกจากนี้ยังมีรัสเซีย กลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ด้านการส่งออกสุรากลั่นเช่นเดียวกัน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอไหลเข้าไทยมหาศาล
ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยอยู่ที่ 402 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณร้อยละ 1.7 ของตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง โดยเป็นการนำเข้าสุรากลั่นมากที่สุดตามด้วยไวน์และเบียร์
กมลพัฒน์ชี้ให้เห็นจุดที่น่าสนใจคือโครงสร้างการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยจะพบว่า ภาพรวมของการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจากอียูเป็นอันดับ 1 หรือร้อยละ 29 เมื่อแยกรายประเภทพบว่าเป็นไวน์และสุรากลั่นค่อนข้างสูง แบ่งเป็นไวน์ร้อยละ 44 สุรากลั่นร้อยละ 20
“สิ่งที่ต้องสนใจคือเรานำเข้ามากเป็นอันดับ 1 จากอียูอยู่แล้ว แม้ว่ายังไม่ได้ทำเอฟทีเอ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขปี 65 ตอนนั้นนายกเศรษฐา (ทวีศิลป์) ยังไม่ได้ลดภาษีลงเหลือศูนย์ ภาษีไวน์ยังไม่ได้ลด และสิ่งที่น่าสนใจอีกก็คือแม้ว่ายังไม่ได้ทำเอฟทีเอกับอียู แต่ไทยก็นำเข้ามากกว่าประเทศที่เรามีเอฟทีเอด้วยแล้ว อย่างเช่นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งอาเซียน ดังนั้น เอฟทีเอจะทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไหลเข้ามาอย่างมหาศาล”

อียูพร้อมรุกตลาดไทย หากเอฟทีเอผ่าน
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการนำเข้าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2565 พบว่า ไทยนำเข้าสุรากลั่นจากสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 1 รองลงมาคืออียูซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ไวน์จากอียูนำเข้าเป็นอันดับ 1 ยังพบด้วยว่าประเทศออสเตรเลียและชิลีซึ่งไทยทำเอฟทีเอไปแล้ว มีการนำเข้าไวน์จากออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า จากชิลี 1.3 เท่า ดังนั้น การทำเอฟทีเอกับอียูจึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ปริมาณการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยจะเพิ่มสูงขึ้น
“สรุปภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอียูถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพพร้อมมากในเรื่องสินค้าแอลกอฮอล์ ทั้งการผลิต การส่งออก การลงทุน รวมถึงการทำการตลาด มีการบริโภคสูง พร้อมจะขยายสินค้ามายังต่างประเทศ”
ในขณะที่ตลาดของไทยก็มีโอกาสเติบโตน่าสนใจ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเป็นเมือง ช่องทางการจำหน่ายที่พร้อมกระจายสินค้า รวมถึงฐานนักดื่มหน้าใหม่โดยเฉพาะผู้หญิง อีกทั้งรูปแบบการดื่มก็ยังไม่หลากหลายมากนักที่จะนำเข้าสินค้าที่หลากหลายจากอียู ประเด็นที่น่าจับตาก็คืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มของอียูได้เข้ามาลงทุนในไทยรอแล้ว มีความพร้อมที่จะขยายการลงทุนและฐานการผลิต อุตสาหกรรมภายในประเทศก็มีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีในครั้งนี้
นโยบายดูแลสุขภาพเตรียมรับแรงกระแทก
ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อมิติด้านสาธารณสุข กมลพัฒน์อธิบายว่าก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติทั่วไป เอทานอลในแอลกอฮอล์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก ตั้งแต่อาการมึนเมา เป็นพิษต่อครรภ์มารดา มีฤทธิ์เสพติด เป็นสาเหตุของมะเร็งหลายชนิด นำไปสู่ปัญหาโรคเรื้อรัง อุบัติเหตุ และปัญหาสังคมต่างๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม
องค์การอนามัยโลกมี 10 ยุทธศาสตร์ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และ 3 มาตรการที่เป็น Best buy Intervention ประกอบด้วยการควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ การควบคุมการตลาด และการควบคุมราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ต่ำเกินไป
“ประเทศไทยก็มีมาตรการเรื่องภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต มี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้าไปควบคุมการเข้าถึง ควบคุมการตลาด อายุขั้นต่ำ พื้นที่ห้ามดื่ม ห้ามขาย ช่องทางการจำหน่าย การโฆษณา แล้วก็มีมาตรการควบคุมการดื่มแล้วขับ การกำหนดการกำหนดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Content: BAC) เป็นต้น กล่าวคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องมีการควบคุมโดยมาตรการทางด้านสุขภาพ"
“แต่เอฟทีเอจะเข้ามาบั่นทอนอะไรบ้าง หนึ่งจะเข้ามาส่งเสริมการผลิตและการกระจายสินค้าของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการขยายตัวของอุตสาหกรรมจะทำให้ความพร้อมในการใช้งานของสินค้าเพิ่มขึ้น ราคาถูกลง การตลาดก็สามารถกระทำได้ง่ายมากขึ้น แล้วอาจจะมีผลต่อนโยบายคุ้มครองสุขภาพต่างๆ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและพฤติกรรมการดื่ม”
นอกจากจะทำให้ราคาถูกลงแล้ว เอฟทีเอยังช่วยปลดล็อกด้านการลงทุน มีผลให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอียูในไทยมีโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่อุตสาหกรรมต่างชาติถูกจำกัดไว้ที่ประมาณร้อยละ 49 ซึ่งตอนนี้บริษัท Heineken ก็มาร่วมทุนกับบริษัทไทยแล้ว 3 บริษัท ยังมีบริษัทนำเข้าจากฝรั่งเศส พร้อมกันนั้นสหราชอาณาจักรก็มีความพร้อมในการขยายลงการลงทุนในอนาคต
ประเด็นต่อมาคือการโฆษณา เนื่องจากเอฟทีเอรวมเรื่องการเปิดเสรีการบริการด้วย ประเทศกลุ่มอียูมีศักยภาพการทำการตลาดออนไลน์สูง ซึ่งจะเข้ามาในไทยอย่างเข้มข้นเพื่อแข่งขันแย่งชิงตลาด
นำเหล้าออกจากการเจรจา ทางเลือกที่ดีที่สุด
กมลพัฒน์สรุปว่าเอฟทีเอไทย-อียูมีโอกาสจะเพิ่มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค โดย 3 กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือกลุ่มนักดื่มปัจจุบันซึ่งอาจเปลี่ยนพฤติกรรมมาดื่มสินค้านำเข้าจากอียูมากขึ้นหรือถ้าดื่มอยู่แล้วก็อาจจะดื่มเพิ่มมากขึ้นจากราคาที่ถูกลง
กลุ่มที่ 2 คือผู้ที่ไม่ดื่มที่ยังมีสัดส่วนค่อนข้างสูงก็จะมีโอกาสกลายเป็นนักดื่มจากสินค้านำเข้าที่มีความหลากหลาย มีความตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะไวน์และสุรากลั่นที่มีความหลากหลายมากและก็อาจตรงกับรสนิยมของผู้หญิง
กลุ่มที่ 3 คือเด็กและเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะมีโอกาสกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่จากกลยุทธ์การโฆษณาและการตลาดทางออนไลน์ที่เข้ามาอย่างเข้มข้น
“สถานการณ์สำคัญที่ผมอยากจะนำเสนอคือเรามี 2 ประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด หนึ่งคือประเด็นจากภายนอกหรือความท้าทายจากเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ การประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ โดยเฉพาะกับอียูร้อยละ 30 จะทำให้มุมมองของอียูต่อตลาดในเอเชียเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อาจจะมาเน้นตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแอลกอฮอล์"
“ประเด็นที่ 2 คือสถานการณ์ภายในประเทศ โดยเฉพาะมีรายงานว่าพฤติกรรมการดื่มของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง มีการบริโภคไวน์มากขึ้น แล้วก็มีการบริโภคสุราขาวซึ่งมาจากสินค้าที่มีความหลากหลายเช่นค็อกเทลก็เริ่มมากขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามดูว่ารายงานนี้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน”
กมลพัฒน์เสนอว่ากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กำลังปรับปรุงและมีการประกาศใช้ในในเดือนพฤศจิกายนนี้อาจจะมีมาตรการที่เข้มแข็งขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจมีมาตรการที่ลดทอนความเข้มแข็งลงด้วย ซึ่งจะเป็นช่องว่างให้อุตสาหกรรมใช้ประโยชน์
“สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะจากศึกษาคืออยากให้เอาออกจากการเจรจาหรือถ้าไม่ได้ก็อาจจะต้องขยายการบังคับใช้ออกไปตามลำดับหรือให้มากที่สุด รวมไปถึงสงวนการเปิดเสรีการลงทุนจากต่างชาติไม่ให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน คนไทยยังครองสัดส่วนอยู่ที่ 51 เปอร์เซ็นต์ ก็อยากให้คงสงวนตรงนี้ไว้ แล้วในมุมทางวิชาการ ผมอยากให้มีการพัฒนากรอบการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากเอฟทีเอต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมิติของผู้ดื่ม การเปลี่ยนแปลงของสินค้า อุตสาหกรรม ธุรกิจ นโยบายต่างๆ แล้วก็ผลกระทบต่อสังคมและชุมชนในระยะยาว"
“สุดท้ายก็คืออยากให้มีกลไกการวิเคราะห์หรือพิจารณาความสอดคล้องระหว่างนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและนโยบายสุขภาพให้มีความไปด้วยกันบนหลักฐานทางวิชาการและการมีส่วนร่วมของประชาชน”
