บนโต๊ะเจรจาที่เต็มไปด้วยตัวเลขการค้าและตัวเลขทางเศรษฐกิจ FTA ไทย–อียู กำลังเดินหน้าในวงจำกัดของนักเจรจา ภายใต้ความเงียบนี้อาจส่งผลกระทบที่สะเทือนชีวิตคนไทยหลายล้านคนที่ต้องรับยาต่อเนื่อง เพราะมีข้อตกลง ‘ทริปส์พลัส’ (TRIPs+) ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่อียูต้องการให้ไทยตอบตกลง
การยอมรับ ‘ทริปส์พลัส’ จะตามมาด้วยปัญหา ‘ความมั่นคงทางยา’ และสะเทือนถึงระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน เนื่องจาก ‘ทริปส์พลัส’ จะเพิ่มพลังผูกขาดข้อมูลทางยาและสิทธิบัตรยาให้เข้มข้นมากขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่งเท่านั้น
ยกตัวอย่าง หนึ่ง ถ้ายอมรับตามทริปส์ (TRIPs) ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาและทรัพย์สินทางปัญญาไว้ ตามข้อตกลงนี้บริษัทที่ผลิตยาต้นแบบจะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรยาอยู่ที่ 20 ปี แต่ทริปส์พลัสขยายระยะเวลาสิทธิบัตรยาให้ยาวนานขึ้นเป็น 25 ปี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘บวกเพิ่ม’
ข้อตกลงทริปส์ (TRIPs) เป็นมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาขั้นต่ำขององค์การการค้าโลกที่มี 164 ประเทศเป็นสมาชิก รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับปัญหาของระบบสิทธิบัตรต่อเรื่องยา คือ ความพยายามในการผูกขาดตลาดยานานกว่า 20 ปี หรือเกินกว่าข้อตกลงทริปส์กำหนดไว้ ย่อมส่งผลให้ยามีราคาแพงซึ่งมีผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงยาของประชาชน โดยเฉพาะยาจำเป็นและยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น เอดส์ มะเร็ง โรคไวรัสตับอักเสบซี โรคหัวใจ ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ ข้อตกลงทริปส์จึงมีมาตรการยืดหยุ่นหลายอย่าง เพื่อป้องกันหรือขจัดปัญหาการผูกขาดตลาดด้วยสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา โดยที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปบัญญัติไว้ในกฎหมายของตนเองได้
ขณะที่รัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยเห็นว่ามาตรการยืดหยุ่นเหล่านั้นเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าของภาคธุรกิจ จึงพยายามกดดันให้ประเทศที่กำลังพัฒนายอมรับเงื่อนไขในการเจรจาที่มากกว่าทริปส์ หรือที่เรียกว่า “ทริปส์พลัส” (TRIPs+) ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ไทย–อียู ก็เช่นกัน ที่ต้องการให้มีการยอมรับเงื่อนไขทริปส์พลัส เพื่อผูกขาดอายุสิทธิบัตรยาได้นานขึ้น จาก 20 ปี เป็น 25 ปี หรือผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ที่กีดกันไม่ให้ยาชนิดเดียวกันที่ราคาถูกกว่าเข้ามาแข่งขันในตลาด
นั่นแปลว่าการผลิต ‘ยาชื่อสามัญ’จะทำได้ยากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วยาชื่อสามัญพัฒนาขึ้นจากยาที่บริษัทวิจัยออกมาขายแต่หมดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีตัวเลือกเข้าถึงยาราคาถูกมากขึ้น เช่น ยาเล็ทโทรโซล เป็นยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม ยาต้นแบบราคา 230 บาท ขณะที่ยาชื่อสามัญนั้นราคาเพียง 6 บาท
มากไปกว่านั้น, สอง การขยายอายุสิทธิบัตรยายังอาจดันราคายาให้สูงเกินระดับที่ระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบในประเทศไทยจะรับไหว เสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบหลักประกันสุขภาพที่เป็นที่พึ่งของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศด้วย
สภาวการณ์ตอนนี้จึงอาจเรียกได้ว่า ต้นทุนชีวิตผู้ป่วยในไทยกำลังถูกเอามาวางบนโต๊ะเจรจาเพื่อแลกกับผลกำไรทางการค้าระหว่างประเทศ
ยาชื่อสามัญ (Generic Drug) คือ ยาที่ผลิตตามออกมาหลังจากยาต้นแบบหมดอายุสิทธิบัตรลง หรือเรียกง่ายๆ ว่าเมื่อการผูกขาดตลาด 20 ปีของยาต้นแบบหมดลงไป บริษัทอื่นสามารถผลิตยาที่มีส่วนผสมแบบเดียวกันออกมาจำหน่ายได้ ทำให้มียาราคาถูกเข้ามาแข่งขันในตลาดได้เพิ่มขึ้น
ยาต้นแบบ (Original Drug) คือ ยาที่ถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกและนำมาจดสิทธิบัตร เพื่อคุ้มครองสิทธิไม่ให้ใครผลิตและขายแข่ง ผูกขาดตลาดเป็นเวลา 20 ปี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ (บางคนเรียกยาต้นแบบว่า "ยาชื่อยี่ห้อ" หรือ brand name drug)
เสียงจาก 'ผู้ติดเชื้อเอชไอวี' กฎใหม่ ความลำบากใหม่
ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีมากว่า 30 ปีแล้ว เท่ากับอายุลูกสาวของเธอ เพราะยุพารู้ว่าตัวเองเป็นผู้ติดเชื้อฯ หลังคลอดลูก
ปัจจุบันเธออายุ 52 ปีและยืนยันว่ายาต้านไวรัสเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เธอและผู้ติดเชื้อฯ หลายคนยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
ย้อนไปก่อนปี 2544 สมัยที่ยาต้านไวรัสยังไม่เข้าระบบหลักประกันสุขภาพ ยุพาได้รับยานี้จากโควตาของนักกิจกรรมชมรมจัดซื้อยาราคาถูกจากอินเดีย โดยต้องนั่งรถจากบ้านที่ลำพูนเข้ามารับยาที่กรุงเทพฯ มีหมอจากองค์การแพทย์ไร้พรมแดนเข้ามาดูแลผู้ติดเชื้อฯ ในขณะนั้น เรียกว่ายอมเสียค่ารถทัวร์เดินทางไกลเพื่อแลกกับการได้รับยาฟรี
“ตอนนั้นระบบัตรทอง - หลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังไม่ได้ประกาศให้ยาต้านไวรัสเข้าสู่ระบบ เพราะยายังราคาแพงอยู่ ผู้ติดเชื้อฯ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็หารับยาต้านตามโครงการที่เขาให้ โควตา 5 คน 10 คน ส่วนโควตาที่รัฐหรือโรงพยาบาลจัดสรรให้จำกัดเฉพาะคนที่มีค่า CD4 ต่ำเป็นลำดับการเข้าถึง ส่วนคนที่ยังไม่ป่วยเอชไอวีจริงๆ หรือแค่ติดเชื้อยังไม่ออกอาการก็รอคิวไปก่อน” นี่คือ ‘ชีวิตที่ถูกคัดเลือกให้ไปต่อ’ จากการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวียุคแรกๆ

ยุพา สุขเรือง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ยุพาบอกวิธีแยกระหว่างผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับผู้ป่วยเอดส์ฉบับ 101 ว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีคือคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ แต่ภูมิคุ้มกันยังแข็งแรง ไม่มีอาการใดๆ มองภายนอกไม่ออกว่ามีเชื้อ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ขณะที่ผู้ป่วยเอดส์ภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้ง่ายกว่า คนที่ค่า CD4 ต่ำกว่า 200 จะถือว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ (CD4 ต่ำ คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เกิดจากการทำลายของ ไวรัส HIV หรือภาวะอื่นๆ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดจำนวนลง)
จนกระทั่งปี 2546 ยุพาเริ่มรับยาต้านจากโรงพยาบาลที่ลำพูนได้เอง เพราะมีการยกเลิกระบบโควตาและเปิดให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนสามารถรับยาต้านได้ ยุพาใช้สิทธิบัตรทอง โดยทางโรงพยาบาลจะนัดรับยาทุก 3 เดือน
“ทุกวันนี้กินยาต้าน 2 ตัว ณ ปัจจุบัน คิดว่าสูตรยาต้านไวรัสเพียงพอสำหรับตัวพี่ แม้มีสูตรให้เลือกดีกว่าเดิม เมื่อก่อนจะมีอาการข้างเคียงสูง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาไปไกล การกินยาต้านสะดวกขึ้น จะกินเวลาเดียว เม็ดเดียวก็มี การดื้อยาก็ยากกว่าสูตรเดิม”
ยุพามองว่า ถ้ารัฐบาลทำข้อตกลง FTA ไทย-อียูเมื่อไร ปัญหาต้นทุนยาแพงขึ้นตามมาแน่นอน และอุปสรรคในการเข้าถึงยาสูตรใหม่ๆ ของผู้ติดเชื้อคนอื่นก็จะยากขึ้นได้
“แม้วันนี้ตัวยาและสูตรยาจะยังเพียงพอ แต่เราไม่มีความมั่นใจถึงโอกาสในปีถัดๆ ไป ถ้าสุดท้ายแล้วการเจรจา FTA มีผลกระทบทำให้ยาแพงขึ้น ยาต้านในระบบหลักประกันสุขภาพปรับสูตรใหม่ไม่ได้ วันหนึ่งอาจทำให้ยาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จะเป็นการผลักให้ผู้ติดเชื้อไปรับยาที่โรงพยาบาลเอกชนตามสูตรที่ต้องการด้วยตัวเอง ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายไม่น้อย”
สูตรยาต้านไวรัสที่ยุพากินอยู่ขณะนี้ ตกเดือนละ 1,000 กว่าบาท หากต้องซื้อยากับโรงพยาบาลเอกชน
“ถ้าพี่ต้องซื้อยากินเอง ใหม่ๆ อาจจะไหว แต่การกินยาต้านไวรัสมันต้องกินตลอดชีวิต ถ้าต้องจ่ายเองตลอดชีวิตไม่ไหวแน่ๆ ตอนที่ยาต้านเข้าระบบหลักประกัน เราก็รู้สึกว่าเรามีความมั่นคง ไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย รัฐบาลช่วยดูแล แต่ถ้าสุดท้ายแล้วระบบนี้ไปไม่ได้ เราต้องหายากินเอง ไม่ไหวแน่นอน”
และถ้าผู้ติดเชื้อไม่กินยาต้าน จำนวนเชื้อก็จะเพิ่มมากขึ้นเพราะไม่มีตัวยาที่เข้าไปขวางไม่ให้เชื้อเข้าสู่เม็ดเลือดขาว ถ้าเชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนเยอะ ก็จะไปทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย

จังหวัดลำพูน มีจำนวนคนที่กินยาต้านอยู่ประมาณ 3,000 กว่าคน
ส่วนระดับประเทศมีอยู่เกือบ 500,000 คน
ภาพจาก https://hivhub.ddc.moph.go.th/officer/epidemic.php
“คนที่อยู่ในประเทศนี้อาจจะยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ ทั้งๆ ที่ทุกคนมีความเสี่ยง ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ป้องกันให้ปลอดภัย” ยุพากล่าว
นอกจากนี้ ในการเจรจา FTA ไทย-อียู ยังมีเงื่อนไขที่สาม กดดันให้ไทยต้องยอมรับเรื่องการไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศ (หรือใช้ยาที่ผลิตในประเทศเป็นลำดับแรก) และไม่ให้สนับสนุนการวิจัยหรือพัฒนายา (R&D) โดยนักวิจัยยาคนไทยอีกด้วย คือ พุ่งเป็าชัดเจนไปที่องค์การเภสัชกรรม หน่วยงานความมั่นคงด้านยาของประเทศ
ยุพามองว่าเงื่อนไขเหล่านี้เป็นกำแพงของโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะเข้าถึงยาที่ผลิตเองในประเทศได้น้อยลง ส่งกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
“อย่างพวกพี่ ถ้ายาราคาสูงมาก รัฐบาลก็คงไม่เอายาต้านไวรัสไว้ในระบบฯ อีกต่อไป เพราะมีงบจำกัดไม่สามารถซื้อยาแพงๆ ได้ ตัวผู้ป่วยก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้ แบบนี้จะกลายเป็นว่าตัวคนที่ดูแลระบบก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่ายาแพง องค์กรภายในประเทศก็ไม่สามารถผลิตและจัดจำหน่ายยาพวกนี้ได้ คนที่จะตกที่นั่งลำบากก็คือผู้ป่วย”

ยุพาอธิบายต่อว่า ผลจากการเจรจา FTA ยังกระทบไปถึงผู้ป่วยอื่นด้วย อาทิ ผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาราคาแพง อย่างโรคมะเร็ง หัวใจ ซึมเศร้า ฯลฯ
“ถ้าภาครัฐเอาผลประโยชน์บางอย่างไปแลกกับการเจรจา FTA ตัวคนป่วยหรือคนที่ต้องการยาได้รับผลกระทบเยอะ ก็น่าเป็นห่วงอยู่”
“อยากฝากถึงทีมเจรจา FTA ให้นึกถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เรื่องไหนที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากก็อยากให้รัฐบาลดูให้ละเอียดและอย่างถี่ถ้วน”
“ไม่เอาเรื่องสิทธิบัตรยาขึ้นโต๊ะเจรจาได้ไหม เพราะมันมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ในมุมคนที่เจรจาอาจจะอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ต้องมาแลกกับการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย ไม่อยากให้เอาเรื่องความเป็นความตายของผู้ป่วยไปแลกบนโต๊ะเจรจา อย่าเพิ่งเร่งเจรจาถ้าผู้ป่วยได้รับผลกระทบ”
'ผู้ป่วยซึมเศร้า' เตรียมถูกซัดด้วยพายุลูกใหม่
ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวที่เคยทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้มาอย่างนาน จนมีอาการภาวะซึมเศร้ามากว่า 10 ปี เมื่อโรคซึมเศร้าเดินทางมาถึงตัว เธอเล่าว่ามีอาการไม่อยากทำอะไร น้ำหนักลดผิดปกติ มือสั่น อยากนอนติดเตียงอย่างเดียว และยังเป็นจังหวะเดียวกับที่คนรอบตัวหลายคน ‘จากเป็น’ และ ‘จากตาย’ ความผิดปกติหลายส่วนในร่างกายจึงยิ่งแสดงออกมาภายนอกอย่างชัดเจน
“สมัยทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งถึงอาวุธ เราก็มี ‘ความเป็นอื่น’ เป็นทั้งผู้หญิง เป็นคนนอก เป็นคนไทยพุทธ การไปอยู่ที่นั่นนานๆ การเจอเหตุร้าย การนอนไม่หลับติดต่อกันตลอดหลายปี ทุกอย่างรวมกันมาหมด จนกระทั่งเราไม่รู้ตัวว่าเราป่วย เราไม่ได้ป่วยแค่โรคซึมเศร้า เรายังเป็นแพนิค (โรควิตกกังวล) เป็น PTSD (โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ) จากเคยน้ำหนักตัว 42 กก. ก็ลดลงมาต่ำสุดที่ 29 กก. แทบจะเดินไม่ไหว อ่อนแรงมาก ช่วงนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร” ฐิตินบ กล่าว

ฐิตินบ โกมลนิมิ ผู้ป่วยซึมเศร้า และหอบยาประจำตัวของเธอ
“เมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาและยอมรับการเจ็บป่วยของตัวเอง เราหวังว่าพื้นที่สุขภาพน่าจะเป็นพื้นที่ความหวังให้เรา แล้วเราจะกลับไปเป็นตัวเองเวอร์ชั่นใหม่ เวอร์ชั่นที่มีศักยภาพ แต่พอเข้ามารักษาจริงกลับรู้สึกโดดเดี่ยวมาก รู้สึกเราสู้อยู่คนเดียว ไม่คิดว่าพื้นที่สุขภาพจะต้องสู้เพื่อให้ตัวเองเข้าถึงสิทธิต่างๆ ขนาดนี้เลยเหรอ เราใกล้ตายแล้วเรายังต้องสู้อีกเหรอ”
“ ตอนที่เราป่วย หมอที่วินิจฉัยเห็นว่าอาการค่อนข้างฉุกเฉินแล้ว รักษานานวันเข้าค่าใช้จ่ายด้านยาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเงินเก็บที่มีอยู่หมด คือหมดเนื้อหมดตัวกับโรคไม่พึงประสงค์นี้” ฐิตินบเล่าถึงวันที่เธอต้องแบกรับค่าต้านเศร้าที่มีราคาสูง
ตอนที่ฐิตินบถึงมือหมอ อาการซึมเศร้าของเธออยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง เธอใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับค่ายา จนหมอแนะนำให้เอาใบสั่งยาไปซื้อเองข้างนอก
“เราไปซื้อยาข้างนอกได้ก็จริง แต่เงินเราหมดแล้ว ดังนั้น เรามีเงินเท่าไหร่เราก็ซื้อยาเท่านั้น มันเริ่มทำให้เรากินยาไม่ต่อเนื่อง ช่วงไหนที่ยาหมดแล้วเราไม่มีเงิน เราก็ไม่ซื้อ เหตุผลนี้เป็นเหตุผลหลักที่ช่วงหลังเราหยุดกินยาเอง”
“ช่วงเรายังทำงานสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยาที่เรากินเป็นยาที่หาซื้อไม่ได้เลยในพื้นที่ความขัดแย้ง เพราะเรากินยาต้านเศร้าทุกตัวที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติหมดแล้ว แต่มีผลกระทบข้างเคียงเยอะจนหมอให้ยาต้านเศร้าเจเนอเรชั่นใหม่ เป็นยาที่หากยาในโรงพยาบาลทั่วไป แน่นอน โรงพยาบาลและร้านยาในพื้นที่สามจังหวัดไม่มี ต้องให้หมอที่กรุงเทพฯ ส่งยาทางไปรษณีย์ให้”
“สุดท้าย เราตัดสินใจเลิกทำงานสามจังหวัดกลับมาที่กรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัว ตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิบัตรทอง เพราะงานไม่มี ค่ายาก็แพงด้วย พอเรามาใช้สิทธิบัตรทอง ใจมันหล่น”
คำว่า “ใจมันหล่น” ของฐิตินบมาจากการที่เมื่อเธอไปใช้สิทธิ 30 บาทที่โรงพยาบาล ในช่วงแรกเธอต้องรอประมาณ 6 เดือน เพื่อย้ายการรักษาจากโรงพยาบาลแรกมารอพบหมอที่โรงพยาบาลตามสิทธิ ทำให้เธอต้องขาดยาไปใน 6 เดือน และเมื่อใช้สิทธิ 30 บาท เธอยังต้องเผชิญกับค่ายานอกบัญชียาหลักฯ ที่ต้องจ่ายเองอีกเดือนละ 2,000 กว่าบาท
ผู้ป่วยซึมเศร้าจะได้รับยาอย่างน้อย 3 กลุ่ม หนึ่ง ยาต้านเศร้า (ต้องกินทุกวันเพื่อประคองอาการ) สอง ยาลดผลข้างเคียงจากการกินยาต้านเศร้า สาม วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ช่วยให้นอนหลับได้ดี



ถ้าเป็นคนที่เลือกรับยาต้านเศร้ากับโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายเรื่องค่ายาจะสูงเป็นหลักหลายพันจนถึงหลักหลายหมื่นบาทต่อเดือน
ฐิตินบฉายภาพให้เห็นวิฤตของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยาหลายตัวของโรคซึมเศร้ายังคงเป็น ‘ยานอกบัญชี’ ที่ผู้ป่วยต้องเสียเงินซื้อเองแม้จะใช้สิทธิบัตรทอง
ความโชคดีของชีวิตฐิตินบ, เธอได้พบกับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนหนึ่ง “ทำไมเธอต้องจ่ายค่ายาเพิ่มอีก 2,000 กว่าบาท ทั้งที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ตามกฎหมายกำหนดว่าหากแพทย์วินิจฉัยว่ายาหรือการรักษาใดๆ ที่จำเป็นผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าบริการฎ ทำให้เธอไปต่อสู้จนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องยาต้านเศร้าที่แพทย์ลงความเห็นว่าเธอจำเป็นต้องใช้
“โอ้ ทำไมเราเพิ่งรู้สิทธิอันนี้ ประชาชนทั่วไปรู้ไหม ในสถานการณ์จริงโรงพยาบาลก็จะเก็บ ‘ค่ายานอกสิทธิ์ฯ’ ซึ่งไม่ใช่แค่โรคซึมเศร้านะ ในโรคอื่นด้วย ทั้งที่จริงแล้วถ้าหมอวินิจฉัยว่าคุณจำเป็นต้องยานี้เพื่อการรักษา คุณไม่จำเป็นต้องจ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดในสภาขององค์กรผู้บริโภค สปสช.ก็รู้ แต่การเก็บ ‘ค่ายานอกสิทธิ์’ ตามโรงพยาบาลถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ
นั่น หมายถึงผู้ป่วยถูกละเมิดสิทธิในการเข้าถึงยาจนเป็นเรื่องปกติ” ฐิตินบ ชี้ประเด็นที่หลายคนไม่เคยตั้งคำถาม
ด้วยเหตุนี้ ฐิตินบจึงอยากผลักดันยาต้านเศร้าเข้าสู่บัญชียาหลักฯ ให้ได้มากขึ้น เนื่องจากยาต้านเศร้าในบัญชียาหลักฯ ถูกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิจารณาเพิ่มเข้าในบัญชีครั้งล่าสุด ตั้งแต่ช่วงปี 2552 คือ ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) และปี 2562 ที่pkเซอร์ทราลีนถูกย้ายมาอยู่ในกลุ่มยาที่แพทย์โรงพยาบาลชุมชนทั่วไปสามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วยซึมเศร้าได้
เป็นการเปลี่ยนสถานะยาในบัญชียา จากยาที่อยู่ในบัญชีสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชจ่ายได้เท่านั้น ถูกปรับมาให้แพทย์อายุรกรรมทั่วไปสามารถจ่ายยาต้านเศร้าชนิดนี้ให้กับผู้ป่วยได้
“ยาต้านเศร้าในบัญชียาหลักฯ ที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือเซอร์ทราลีน ผลข้างเคียงน้อยและหมดสิทธิบัตรยา ทำให้มี ‘เซอร์ทราลีน GPO’ ที่องค์การเภสัชกรรมผลิตออกมาให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้”
“เพียงแค่ยาเซอร์ทราลีนที่เข้าบัญชียาหลักฯ มาได้ 18 ปี ก็ทำให้เห็นภาพชัดมากในเรื่องค่ายา ช่วงยายังติดสิทธิบัตรยาอยู่ ผู้ป่วยต้องเสียค่ายาเดือนละ 2,800 บาท แต่เมื่อหลุดจากสิทธิบัตรและองค์การเภสัชกรรมผลิตออกมาเองได้ ผู้ป่วยซึมเศร้าเสียค่ายาเฉลี่ยเดือนละ 300 บาทเท่านั้น”
แต่พายุลูกใหม่ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากำลังจะเจอคือ “ถ้าเมื่อไหร่ที่รัฐบาลกับตัวแทนเจรจาเอฟทีเอตกลงใช้ ‘ทริปส์พลัส’ ขึ้นมา ก็จะเป็นการขยายเวลาให้ยาต้นแบบผูกขาดได้นานขึ้น เท่ากับว่าผู้ป่วยก็ต้องรอยาที่มีคุณภาพไปอีกนาน ถ้าเอฟทีเอไทย-อียู เข้ามา ‘ทริปส์พลัส’ เข้ามาทำให้กระบวนการเรื่องสิทธิบัตรเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้าจะผลักดันยาตัวอื่นให้สำเร็จอีก เราท้อแน่นอน”
ทั้งที่สถานการณ์ผู้ป่วยซึมเศร้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในคนที่อายุน้อยลง คนวัยทำงาน ผู้อายุสูง วันหนึ่งข้างหน้าอาจเป็นเพื่อนของคุณก็ได้ที่ป่วยทางใจ แต่การเข้าถึงยา การรักษาเป็นคอขวดมาก ถ้าวัยแดอะแบก, วัยอนาคตของชาติ กลายเป็นผู้ป่วยซึมเศร้ามากขึ้น พวกเขาจะต้องแบกทั้งครอบครัว ค่าครองชีพ และค่ายาที่แพงขึ้นอีกในสภาพสังคมที่บีบรัด
เสียงจาก 'ผู้ป่วยซึมเศร้า' ถึงโต๊ะเจรจา
ฐิตินบยืนยันว่า ถ้าทีมเจรจา FTA ไทย-อียู มองข้ามเรื่องความมั่นคงทางยาและความมั่นคงของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไป ตัวผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยจะต้องแบกรับค่ายาที่แพงมหาศาล และการหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ก็ไม่ควรเป็นเรื่องของปัจเจกที่ผู้ป่วยซึมเศร้าจะต้องหาเงินมาเพื่อมาซื้อยาที่แพงขึ้น
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปัจเจก หนึ่ง ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่รู้ตัวว่าทำไมตัวเองต้องกินยาแพง หรือทำอย่างไรตัวเองจะเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้มากกว่านี้ เขามีสิทธิที่จะเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้มากกว่านี้ แต่เขาก็ถูกกลไกของบัญชียาหลักปิดกั้นเขาด่านหนึ่งแล้ว ถ้าเราต้องยอมจ่ายค่ายาแพง มันจะเกิดสองอย่างคือ (ก)เราต้องหมดเนื้อหมดตัวจ่ายค่ายา หรือ (ข) ไม่เราก็ต้องหยุดการรักษา หยุดยา ก็จะทำให้เรากลายเป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง ท้ายที่สุดก็ยังวนกลับมาทำให้เรากลายเป็นภาระของหลักประกันสุขภาพ
ทุกวันนี้ขนาดเรากินยา เรายังรู้สึกหดหู่เลยว่าทำไมเราต้องป่วย เรารู้สึกว่าเราเป็นภาระของครอบครัวมากเลยตอนนี้ ถ้าไปถึงจุดที่ยาแพงกว่านี้แล้วเราสู้ไม่ไหว เราไม่อยากเป็นภาระ” เสียงของเธอสั่นเครือ.. จนเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการสังเกต“อยากฝากถึงทีมเจรจา เวลาที่คุณเจรจาคุณอาจจะมีแค่เอกสาร มีแค่ตัวเลขที่อยู่บนโต๊ะ แต่ว่าทุกตัวเลขมันคือชีวิตคน” ฐิตินบ กล่าว
นอกจากนี้ภาคประชาสังคมยังมีความกังวลว่า การยอมรับเงื่อนไข ‘ทริปส์พลัส’ ใน FTA ไทย-อียู อาจส่งผลต่อการส่งเสริมการใช้ยาที่ผลิตภายในประเทศหรือการวิจัยยาภายในประเทศของนักวิจัยยาไทยด้วย ฐิตินบมองว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาจาก FTA เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงไปถึงอุตสาหกรรมยาภายในประเทศด้วย ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัชกรรม จะสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประชาชนได้อย่างไร
การทำวิจัยยาและการผลิตยาที่หลุดสิทธิบัตรยังเป็นเรื่องที่จำเป็น เงื่อนไขอย่างหนึ่งของ ‘ทริปส์พลัส’ เงื่อนไขที่สี่ คือพยายามปิดกั้นและผูกขาดข้อมูลทางยา ผลที่ตามมาก็คือไทยจะขาดโอกาสในการทำ CL ยา หรือการฉีกสิทธิบัตรสำหรับยาที่จำเป็น ( CL เป็นกลไกที่อนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกใบอนุญาตผลิตยาที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของสิทธิบัตร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้มากขึ้น)
“การที่จะต้องช่วยกันทำวิจัยยาที่หลุดสิทธิบัตรและมอนิเตอร์ยาที่จำเป็นก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ ต้องสู้ ‘ทริปส์พลัส’ มัดมือชก ที่จะไม่ให้อุตสาหกรรมยาในประเทศเข้าถึงข้อมูลทางยา ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ สิทธิบัตรผูกขาดนานขึ้นแล้ว เขายังไม่ให้เราเข้าถึงข้อมูลทางยาต้นแบบอีก มันทำให้เราขาดโอกาสในการทำ CL การฉีกสิทธิบัตรสำหรับยาที่จำเป็น ยาเป็นสินค้าที่ไม่ควรจะหาผลกำไร ในอนาคตถ้ามีโรคระบาดแบบโควิด-19 ขึ้นมาอีก และประเทศไทยไม่สามารถทำ CL ยาได้ เพราะ ‘ติดทริปส์พลัส’ จาก FTA ไทย-อียู จะตายกันทั้งประเทศนะ ยกตัวอย่างยาฟาวิพิราเวียร์ ตอนโควิด-19” ฐิตินบ กล่าว
ปัจจุบันยาต้านเศร้าบางตัวก็ยังมีราคาแพงอยู่ เนื่องจากยังไม่ได้ถูกนำเข้าระบบและเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการพิจารณายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
“โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางอารมณ์ แต่มันมีผลต่อคุณภาพชีวิต พอมันไม่มีเลือด ไม่มีแผล ไม่เจ็บช้ำให้ใครเห็น คุณก็ไม่รู้ว่าเราป่วย มันประเมินยาก โรคทางจิตถูกพัฒนาช้ากว่าโรคทางกาย เราก็ต้องเรียกร้องให้คุณสนใจ ต่อไปในอนาคตโรคสุขภาพทางใจจะกลายมาเป็นโรคอันดับต้นๆ ที่มีผลกระทบต่อประชากร คุณอาจจะรอดจากโรคมะเร็ง โรค HIV แต่คุณมาเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้า มันเป็นวิกฤตเงียบของสังคมไทยที่คนประเมินมันต่ำ”
ในช่วงโควิด-19 ที่ฐิตินบเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจของตัวเองดีขึ้น เธอจึงหยุดยา แต่เนื่องจากเธอเป็นนักข่าวไม่กี่คนในประเทศไทยที่ได้รับการอบรมเรื่องระบาดวิทยามา ตอนโควิด-19 ระบาดเธอจึงได้รับเลือกจากกระทรวงสาธารณสุขและไทยพีบีเอสให้มาช่วยทำงานสื่อสารในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารโรคอุบัติใหม่และระบบสุขภาพ ฐิตินบทำอยู่ 3 ปีจนถึงจุดไม่สามารถผลักดันตัวเองให้ตื่นมาทำงานไหว
“ช่วงออกจากไทยพีบีเอส พี่นอนอย่างเดียวเลย 2 เดือน แม่ต้องวางสำรับข้าวหน้าห้อง ส่วนพี่นอนไม่ออกไปไหนจนที่บ้านตกใจ เฮ้ย ลุกขึ้นมากินอะไรบ้าง คือช่วงวิกฤตโควิด-19 ต้องประชุมตลอดข่าวเช้า ข่าวบ่าย ข่าวเที่ยง เพราะคนกลัวกัน…แสงอรุณรุ่งอาจเป็นความหวังของใคร แต่เวลาพี่ตื่นมา พี่กลัวแสงแบบนี้ กลัววันใหม่ เพราะวงจรความเครียดที่เราเจอ เราไม่ไหวแล้ว ไม่อยากลุกจากเตียง กลัวแสงเช้า ปิดม่าน ตอนนั้นเรารู้ตัวแล้วว่าโรค (ซึมเศร้า) กลับอีกแล้ว เราลาออกเลย แล้วนอนติดเตียงต่อ” ฐิตินบ กล่าว
สถานการณ์ที่น่ากังวลอีกอย่างที่ฐิตินบพบคือ มีนักศึกษาหลายคนที่มีอาการซึมเศร้า แต่เข้าไม่ถึงยา หรือบางคนหยุดยาเพราะทนต่อผลข้างเคียงของยาไม่ไหว ประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการกินยาและหยุดยามาหลายรอบพอจะคาดเดาถึงผลที่จะตามมาได้ การหยุดยาอาจทำหลายคนกลับมาป่วยมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้บางครั้งการนัดพบกับคนอื่นๆ อาจเป็นไปเพื่อแบ่งยาของตัวเองแจกจ่ายให้คนที่เข้าไม่ถึงยาจากโรงพยาบาล เธอเรียกว่าเป็น “ปาร์ตี้ยาเล็กๆ ในกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า”
“น้องๆ นักศึกษาในวัยเรียนหลายคนเขาไม่มีรายได้ และประกันที่มหาวิทยาลัยทำให้ก็เป็นเพียงประกันอุบัติเหตุ เขาไม่มีประกันด้านสุขภาพทางใจ ถ้าเขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเขาก็ต้องไปใช้สิทธิ 30 บาทเลย แต่เขาอาจไม่มีเวลามากพอที่จะรอหมอ เขาต้องออกมาเรียนทุกวัน ต้องมาทำตัวให้เป็นปกติ บางทีการกินยาในบัญชียาหลักฯ ก็มีผลข้างเคียงกับเขา บางวันทำให้ตื่นไม่ไหวและตัดสินใจหยุดยา ถ้าเราได้เจอกัน ก็ถามเขาว่าเป็นไงบ้าง ได้กินยาอยู่ไหม บางทีเราก็แบ่งยาให้เขาบ้าง เช่น ถ้าเขานอนไม่หลับ เราก็แบ่งยานอนหลับบางตัวให้”
“เรายังเจอเด็กวัยรุ่นที่หยุดยา เพราะทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว สุดท้ายเขาหนีจากยาไปใช้สารเสพติด ไปใช้กัญชา น้ำท่อม เพื่อให้เขาไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่เป็นเบาะรองรับเขาได้ ดังนั้น มันเป็นเส้นบางๆ ที่วัยรุ่นจะเข้าสู่โรคจิตเวชและยาเสพติดได้ อันนี้ที่เรากังวลเพราะค่อนข้างมีแนวโน้มเยอะขึ้น การหยุดยาต้านเศร้าและใช้สารเสพติดเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับคนรุ่นใหม่ เราจึงผลักดันอย่างมากให้มียาที่มีคุณภาพ แล้วก็ตัดวงจรการหยุดยา การป่วยซ้ำ เพราะจะช่วยไม่ให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไปสู่วงจรยาเสพติดได้” ฐิตินบ แสดงความกังวล
ก่อนที่การเจรจา FTA ไทย-อียู จะสิ้นสุดลง ฐิตินบอยากฝากไปถึงรัฐบาลและทีมเจรจาว่า ผู้ป่วยซึมเศร้าเจอวิกฤตภายในของตัวเองอยู่แล้ว และกำลังจะเจอกับพายุจากค่ายาที่อาจแพงขึ้นด้วยผลของ FTA ฐิตินบจึงมีข้อเสนอดังนี้
1. ปลดล็อกสิทธิที่ถูกแช่แข็งของผู้ป่วยซึมเศร้า คือ ถ้าผู้ป่วยคนไหนจำเป็นต้องได้รับยา อย่าจำกัดยาเขา ผู้ป่วยควรที่จะได้รับยาตามสิทธิที่เขาควรได้รับโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ควรมีการใช้คำว่า ‘ยานอกสิทธิ์’
2. ปฏิรูปกระบวนการพิจารณายาที่เข้าสู่บัญชียาหลักฯ โดยให้ความสำคัญต่อยาในกลุ่มจิตเวชมากขึ้น ให้เท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มยาตัวใหม่เข้าไปในบัญชี เนื่องจากมีผู้ป่วยซึมเศร้าอย่างน้อย 20% ที่กินยาสูตรเก่าไม่ได้ผล
3. รัฐควรลงทุนกับอุตสาหกรรมยาในประเทศให้มากกว่านี้ คอยติดตามนวัตกรรมทางยา
4. ทีมเจรจาควรต้องมีเส้นแดงว่า ประเทศไทยสามารถยอมรับเงื่อนไขของอียูได้แค่ไหน เช่น ยอมรับไม่ได้กับเงื่อนไข ‘ทริปส์พลัส’ ทั้งการขยายอายุสิทธิบัตรและการผูกขาดข้อมูลยา สุขภาพของคนไทยควรมาก่อนการค้า
