Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังเวียดนามเซ็น FTA กับอียู ปรากฎว่าการนำเข้าไวน์พุ่งสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเวียดนามแก้เกมขึ้นภาษีสู้ปกป้องสุขภาพประชาชน พร้อมมาตรการ SAFER Package ภาคประชาชนหวังรัฐบาลไทยใช้บทเรียนเวียดนามเตรียมรับมือ

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามข้อตกลง FTA กับอียูเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2019 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2020 และก็เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการไหลทะลักเข้ามาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากอียู แม้ถึงตอนนี้ผลกระทบในเวียดนามจะยังไม่ชัดเจน แต่การนำเข้าไวน์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

รัฐบาลเวียดนามไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากให้ปริมาณการนำเข้าสูงขึ้นต่อไปหมายความว่าปริมาณการดื่มย่อมเพิ่มขึ้น อนาคตอาจส่งผลต่อระบบสุขภาพ Mr. Son Dao Principal Technical Advisor Vital Strategies จากเวียดนาม เผยให้เห็นว่าเวียดนามต้องทำอะไรบ้างเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

และไทยควรศึกษาบทเรียนนี้อย่างไร

นำเข้าไวน์พุ่งสูง 90 เปอร์เซ็นต์

Mr. Son Dao อธิบายสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนามว่ามีอยู่ 3 ประเภทคือ เบียร์ ไวน์ และสุรา โดยผลิตภัณฑ์เบียร์ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศประมาณร้อยละ 80-90 น้อยกว่าร้อยละ 1 เท่านั้นที่เป็นการนำเข้า ขณะที่ไวน์ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าประมาณร้อยละ 90 ในส่วนของสุรายังมีข้อมูลไม่ชัดเจน ถึงกระนั้นก็มีทั้งส่วนที่นำเข้าและผลิตภายในประเทศปะปนกัน แต่โดยสรุปแล้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนามส่วนใหญ่เป็นการผลิตภายในประเทศ มีการนำเข้าเพียงส่วนน้อย

พฤติกรรมการบริโภคส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสหวาน มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ประมาณร้อยละ 15 ส่วนการบริโภคเบียร์มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อตกลงเอฟทีเอเวียดนาม-อียูจะพบว่า ภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากอียูของเวียดนามจะค่อยๆ ลดลงจนเหลือศูนย์ในปี 2027

ขณะเดียวกัน เวียดนามก็เป็นส่วนหนึ่งของความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ซึ่งส่งผลให้เวียดนามต้องลดภาษีลงเช่นกัน พบว่า เครื่องดื่มประเภทสุราจากจีนและเกาหลีมีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น แต่ในส่วนของไวน์ อียูยังครองความเป็นผู้นำ โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศอิตาลีมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม Mr. Son Dao ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะวัดผลกระทบได้โดยตรง เนื่องจากมีปัจจัยและตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถหาผลกระทบที่แน่นอนได้ แต่จากการศึกษาเชิงคุณภาพก็ทำให้เห็นเค้าลางว่าเอฟทีเอที่เวียดนามทำกับอียูและจีนจะมีผลกระทบต่อเวียดนามในหลายลักษณะ นอกจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นแล้ว Mr. Son Dao กล่าวว่าเอฟทีเอทำให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ รวมถึงการล็อบบี้ไม่ให้มีการขึ้นภาษีสรรพสามิตของเวียดนาม

“แม้ว่าภาษีศุลกากรจะลดลง แต่การขึ้นภาษีสรรพสามิตมันไปชะลอผลกระทบที่เกิดจากการลดลงของภาษี ศุลกากร เหมือนพยายามไปบาลานซ์ตรงนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่สูงพอที่จะสามารถบาลานซ์ได้อย่างสมบูรณ์”

ขึ้นภาษีปกป้องสุขภาพคนเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังจะผ่านกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยในปี 2027 ภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 70 ในปี 2027 และขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในปี 2028 และขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2031 ที่ร้อยละ 90

ในส่วนของสุราที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่าร้อยละ 20 จะเพิ่มภาษีสรรพสามติจากปัจจุบันร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 60 ในปี 2031 ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีแอลกอฮอล์ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 90 ในปี 2031

เวียดนามดำเนินนโยบายภาษีการบริโภคพิเศษหรือ Special Consumption Tax สำหรับสินค้าในกลุ่มที่ต้องเติบโตแบบมีเงื่อนไข เพื่อกำกับตลาดไม่ให้เติบโตมากเกินไป จึงเป็นเหตุผลที่เวียดนามยังคงอัตราภาษีไว้ในระดับสูงเพื่อควบคุมการบริโภคและการผลิต

“ภาษีศุลกากรในเวียดนามสำหรับเอฟทีเอของอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดียในปี 2022 2023 2027 และ 2028 จริงๆ ไม่ได้ลดเป็นศูนย์ ยังเหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์ โดยให้เหตุผลตอนที่ไปเจรจาว่าเพื่อปกป้องสุขภาพของคนเวียดนาม ซึ่งผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ก็เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่อยู่กฎหมาย Special Consumption Tax”

ทว่า ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวียดนามค่อนข้างลำบาก เพราะนอกจากเนื้อหาของข้อตกลงเอฟทีเอที่ซับซ้อนจนส่งผลกระทบต่อการออกมาตรการแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งคือวัฒนธรรมการดื่มของเวียดนามที่มีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ถูกบันทึก ทำให้ตัวเลขต่างๆ ไม่แน่ชัด

ผลกระทบยังไม่ชัด แต่ต้องป้องกันไว้ก่อน

“โดยสรุปตอนนี้ยังไม่สามารถศึกษาผลกระทบของเอฟทีเอได้อย่างแน่ชัดเท่าไหร่ เพราะว่ามีตัวกวนอื่นๆ แต่ว่าในเรื่องของการศึกษาเชิงคุณภาพเนี่ย บ่งชี้ได้แล้วว่าการที่ทำ FTA ในเวียดนามเนี่ย เริ่มเห็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจาก EU นะคะ แล้วก็มีมาตรการอื่นๆ ที่จะลดผลกระทบของ FTA อยู่ อย่างเช่นในเรื่องของ SAFER Package นะคะ แล้วก็เรื่องของภาษีสรรพสามิตอ่ะนะคะ แล้วก็มีความจำเป็นในเรื่องของการที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่มาตรการทางด้านสาธารณสุขเนี่ยค่ะ เพื่อลดผลกระทบของ FTA นะคะ แล้วก็ควรจะมีการที่จะจัดการหรือว่ามีมาตรการตอบโต้ในเรื่องของการเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมนะคะ ในทั้งในแง่ของการนำเข้าแล้วก็ในประเทศด้วยค่ะ

ด้วยปัจจัยข้างต้นบวกกับข้อตกลงเอฟทีเอยังไม่มีผลสมบูรณ์จึงทำให้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน นอกจากแนวโน้มการนำเข้าไวน์ที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยทางเวียดนามก็ใช้มาตรการทางภาษีสรรพสามิตเพื่อกำกับดูแลเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งใน SAFER Package หรือชุดมาตรการนโยบายสาธารณสุขขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการลดอันตรายจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามนำมาใช้

ประกอบด้วย S–Strengthen restrictions on alcohol availability การควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ A–Advance and enforce drink-driving countermeasures พัฒนามาตรการป้องกันการดื่มแล้วขับและบังคับใช้อย่างเข้มงวด F–Facilitate access to screening, brief interventions and treatment เพิ่มการเข้าถึงการตรวจประเมิน ให้คำปรึกษา และบริการบำบัด E–Enforce bans or comprehensive restrictions on alcohol advertising, sponsorship and promotion จำกัดหรือห้ามโฆษณา ส่งเสริมการขาย และสปอนเซอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างครอบคลุม และ R–Raise prices on alcohol through excise taxes and pricing policies เพิ่มราคาของแอลกอฮอล์ผ่านภาษีสรรพสามิตหรือมาตรการด้านราคา

Mr. Son Dao เปิดเผยด้วยว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ถูกคัดค้านจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามก็ใช้หลักฐานข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพในการตอบโต้ ทำให้เกิดการประนีประนอมอัตราภาษีออกมาตามที่แสดงไปข้างต้น ซึ่งความจริงแล้วทางเวียดนามต้องการกำหนดอัตราภาษีสูงกว่านี้

ทั้งนี้ภาคประชาชนเห็นว่าไทยสามารถนำตัวแบบของเวียดนามมาใช้เป็นแนวทางสำหรับมาตรการและนโยบายที่จะนำมาใช้เพื่อจัดการผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง