Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาเชิญ รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอซาก้ามาเราโครงการล่าสุดที่กำลังทำ ระบบเตือนภัย 2 ทาง รัฐแจ้งประชาชนได้ ประชาชนแจ้งรัฐได้ แม้ภัยพิบัติหนักมาก ไม่มีไฟฟ้า เสาสัญญาณต่างๆ ล้ม เน็ตล่มหมด แต่ ‘เน็ตฉุกเฉิน’ จะยังมีอย่างน้อย 3 วันที่ขาดไฟฟ้า ภาพถ่าย ตำแหน่ง ต่างๆ จะถูกส่งมายังทีมช่วยเหลือได้ และทำให้ส่วนกลางประเมินสภาพได้รวดเร็ว ทั่วถึง 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (กมธ.พัฒนาการเมืองฯ) เชิญ รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และคณะวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี เดินทางมาบรรยายที่รัฐสภาในประเด็นการจัดการในสถานการณ์ภัยพิบัติผ่านการใช้เทคโนโลยีของระบบการเตือนภัยพิบัติแบบสองทางของญี่ปุ่นและสาธิตตัวอย่างแอปพลิเคชันดังกล่าว

รศ.มิเนโอะ ทาคาอิ เริ่มต้นจากการปูพื้นฐานความเข้าใจบริบทสถานการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญตลอดเวลาที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณวงแวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ทำให้ต้องพบเจอภัยจากแผ่นดินไหว สึนามิ นอกจากนี้ยังมีไต้ฝุ่น น้ำท่วม และพายุหิมะ จึงทำให้ญี่ปุ่นต้องพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

การแจ้งเตือนภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากมองจากความคุ้นเคยของคนไทยอย่างการใช้ระบบ Cell Broadcast ที่ถูกนำมาใช้งานไม่นานนี้ ญี่ปุ่นก็ยังใช้ช่องทางอย่างการประกาศข้อมูลผ่านลำโพงกระจายเสียงและถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ เป็นการแจ้งเตือนพื้นฐานของประเทศอยู่ แต่ก็ได้ยกระดับการแจ้งเตือนขึ้นไปอีกขั้นผ่าน 2 ระบบคือ J-ALERT และ L-ALERT เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในบริเวณที่เกิดเหตุสามารถเข้าถึงถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว

J-ALERT เป็นการแจ้งเตือนทั่วไปในระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง ต่อกรณีที่ภัยพิบัติมีพื้นที่กว้าง เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมการรับมือต่อสถานการณ์ที่จะมาถึง อย่างเหตุพายุไต้ฝุ่นพัดขึ้นฝั่ง น้ำท่วม หิมะตก โดยผู้ดูแลระบบดังกล่าวคือหน่วยงานส่วนภูมิภาค แต่การส่งการแจ้งเตือนข้อมูลแก่ประชาชนนั้นเป็นระบบอัตโนมัติ

L-ALERT เป็นการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น เพื่อประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน แนวทางการรับมือ รวมไปถึงพื้นที่อพยพ เป็นคำแนะนำแก่ประชาชนโดยละเอียด เช่น เหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือสึนามิ โดยหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลระบบและจัดเตรียมข้อมู,ในการแจ้งเตือนเหตุการณ์ดังกล่าว

แต่ใช่ว่าระบบที่มีอยู่จะดีที่สุด อาจารย์ทาคาอิยกตัวอย่างปัญหาของระบบการแจ้งเตือนที่ใช้อยู่โดยทั่วไปของญี่ปุ่นว่า ในบางกรณีพื้นที่เสาส่งสัญญาณเกิดขัดข้อง ได้รับเสียหายจากภัยพิบัติก็ อาจทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และขอความช่วยเหลือแก่ทางการได้ อย่างเหตุการณ์ไต้ฝุ่นฮาลองพัดขึ้นฝั่งที่หมู่เกาะอิซุในวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่วมสูง ไฟฟ้าขัดข้อง และเสาสัญญาณโทรศัพท์ได้รับความเสียหาย ทำให้ทางการไม่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนผู้ประสบภัยได้ ทางการญี่ปุ่นต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนี้ จึงก่อเกิดแนวคิดการพัฒนาการระบบเตือนภัยแบบสองทางขึ้น เพื่อเป็นระบบสำรอง

ต่อมาอาจารย์ทาคาอิ กล่าวถึงข้อสังเกตต่อภัยพิบัติในญี่ปุ่น จากข้อมูลการแจ้งเตือนเหตุแผ่นดินไหวจากระบบ J-ALERT พบว่าประเทศญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวคิดเป็นร้อยละ 0.25 ของพื้นที่ทั้งหมดบนโลก แต่คิดเป็นร้อยละ 15 – 20  ของพื้นที่บนโลกที่มีแผ่นดินไหวมากกว่า 6 ริกเตอร์ขึ้นไปที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีความถี่ในการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่หนึ่งของโลก นอกจากแผ่นดินไหว ญี่ปุ่นต้องเผชิญภัยพิบัติอย่างไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นโดยรอบประเทศเฉลี่ย 11 ลูกต่อปี และมีจำนวนถึง 3 ลูกที่พัดขึ้นฝั่ง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ประชาชนญี่ปุ่นมีความตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือภัยพิบัติ อันมาจากประสบการณ์ที่พบเจอมาจากหลายชั่วอายุคนที่บ่มเพาะจิตสำนึกอันเป็นรากฐานของประชาชนญี่ปุ่นรวมทั้งรัฐบาลด้วย

นั่นทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนสาธารณะภัยแก่หน่วยที่กำกับดูแล รวมทั้งท้องถิ่นที่ต้องลงทุนเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นที่มาในการพัฒนาโครงการที่พัฒนาอยู่ให้เป็นทางเลือกนอกเหนือจากระบบที่มีอยู่ ในที่นี้คือระบบการเตือนภัยพิบัติแบบสองทาง ซึ่งเขาและคณะกำลังร่วมกันพัฒนา

อาจารย์ทาคาอิ ได้ร่วมวิจัยระบบเตือนภัยพิบัติแบบสองทางร่วมกับ Space Dynamics Corporation เพื่อพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า Disaster Response IoT (DR-IoT) หรือระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับการรับมือภัยพิบัติ หรือคือระบบการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนในการรับมือภัยพิบัติ ด้วยแนวคิด Add-on และ On-top ใช้เป็นระบบสำรองในกรณีฉุกเฉิน โดยระบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแจ้งเตือนประชาชนในทางเดียวอย่างที่ระบบเดิมมีอยู่ แต่เป็นการสร้างช่องทางเสริมที่ให้ประชาชนสามารถส่งข้อมูล ภาพถ่าย หรือพื้นที่ขอความช่วยเหลือ กลับมายังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้อีกด้วย

ระบบ DR-IoT ในขั้นตอนการออกแบบ อาจารย์คำนึงถึงเทคโนโลยีเครือข่ายการสื่อสารที่มีอยู่เดิมของประชาชนในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อไม่สร้างความยุ่งยากให้แก่ประชาชนจึงเลือกใช้ Wi-Fi (Wireless Fidelity) เป็นเครือข่ายหลักในการรับส่งสัญญาณ โดยเป็นการวางโครงสร้างเครือข่ายสื่อสารผ่านการติดตั้งกล่องส่งสัญญาณ Wi-Fi ที่มีรัศมีครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ พร้อมสร้างสถานี DR-IoT ที่จะติดตั้งเสาส่งสัญญาณขนาดใหญ่สามารถส่งสัญญาณได้รัศมี 20-25 กิโลเมตรไว้ตามแต่ละจุดรอบเมืองที่ใกล้กับศาลากลาง ศูนย์อพยพ และสถานีดับเพลิง เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับรองการช่วยเหลือประชาชน และใช้เป็นศูนย์ประสานงานของเจ้าหน้าที่

โดยกล่องสัญญาณดังกล่าวจะปล่อยสัญญาณ Wi-Fi เป็นรัศมี 100 เมตร สัญญาณดังกล่าวจะเปิดใช้งานเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสัญญาณในการรับส่งข้อมูลกับทางการได้ ถึงอย่างไรระบบดังกล่าวก็พัฒนาบนพื้นฐานแนวคิดอีกด้านคือการเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อีกทาง เพื่อใช้เป็นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ประสบภัยที่ถูกตัดขาดจากสัญญาณ นอกจากนี้กล่องสัญญาณที่ถูกติดตั้งในกรณีที่ไฟฟ้าถูกตัดขาดจะสามารถทำงานด้วยไฟฟ้าสำรองได้ถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ซึ่งเป็นมาตรฐานเวลาการใช้งานขั้นต่ำในการปฏิบัติการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ หากแบตเตอรีหมดก็สามารถใช้ พาวเวอร์แบงค์ (Power Bank) ชาร์จต่อได้ก้อนละ 6–7 ชั่วโมง อันเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือทุกด้าน

ระบบ DR-IoT จะปฏิบัติการบนแอปพลิเคชันที่ทางการกำหนดให้ประชาชนติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ เพื่อรับการแจ้งเตือนจากทางการและรับ - ส่ง ข้อมูลระหว่างผู้ประสบภัยกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งแอปพลิเคชันจะทำงานอัตโนมัติหากเกิดเหตุภัยพิบัติ ผู้ที่ติดตั้งแอปพลิเคชันจะถูกจะเชื่อมต่อกับสัญญาณที่ถูกติดตั้งไว้ทั่วเมืองโดยอัตโนมัติเพื่อรับ – ส่ง ข้อมูลกับทางการ ในแอปพลิเคชันสามารถรับข้อมูลจากทางการ ส่งขอความช่วยเหลือผ่านข้อความ ภาพ และเสียง รวมไปถึงสามารถใช้งานแผนที่ที่จะระบุที่ตั้งสถานตั้งศูนย์อพยพหรือบริเวณที่อันตราย โดยเจ้าหน้าที่จะผู้รับข้อมูลจะสามารถทราบถึงความต้องการของประชาชน แล้วจัดลำดับความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

นอกจากนี้การแจ้งเตือนข่าวสาร และรับ-ส่ง ข้อมูล แอปพลิเคชันยังสามารถใช้ในการลงทะเบียนการเข้ามายังศูนย์อพยพ ผ่านการแสกน QR Code เพื่อยืนยันตัวตนและเป็นการแจ้งต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการทราบถึงข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามความต้องการ ทั้งยังเป็นเครื่องมือแบ่งเบาหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องจัดเก็บข้อมูลเพื่อรวบรวมส่งส่วนกลางในการใช้ประเมินสถานการณ์

ความพิเศษอีกอย่างที่ระบบดังกล่าวทำได้คือ การแจ้งข้อมูลกลับไปยังครอบครัวผู้ประสบภัยถึงสถานของคนในครอบครัวเช่น “อยู่ที่ศูนย์อพยพแล้ว” หรือ “ได้รับการช่วยเหลือแล้ว” จากการแจ้งของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เพียงแค่การรับสารของประชาชนทางเดียว แต่ประชาชนยังสามารถสื่อสารได้ เป็นระบบการสื่อสารแบบสองทางที่ทำระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และสร้างความสบายใจให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย

หากยกตัวอย่างการดำเนินการติดตั้งระบบดังกล่าวในปัจจุบัน จังหวัดโคจิ (Kochi Prefecture) เป็นจังหวัดหนึ่งที่เลือกลงทุนนำร่องโครงการเพื่อติดตั้งระบบ DR-IoT ในสองเมืองนั้นคือ เมืองโคนัน (Konan City) และเมืองโคจิ (Kochi City) เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสูง และความรุนแรงมากพอที่จะเกิดสึนามิได้ ด้วยเหตุที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนร่องลึกนันไก มีรอบระยะเวลาการเกิดแผ่นดินไหวทุก 90 – 150 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นคือเมื่อปี 1946 จึงทำให้จังหวัดดังกล่าวต้องดำเนินการสร้างเครื่องมือรองรับสถานการณ์คาดว่าจะเกิดล่วงหน้า แม้โครงการดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่จังหวัดก็ยังคงเลือกที่จะลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ด้านงบประมาณโครงการจากการติดตั้งระบบ DR-IoT ในเมืองโคจินั้น มีมูลค่ารวม 400 ล้านเยน แบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ (Hardware) 140 ล้านเยน ค่าพัฒนาระบบ (Software) 60 ล้านเยน และส่วน 200 ล้านเยนคือค่าติดตั้งซึ่งมีราคาสูงตามมาตรฐานค่าแรง (ญี่ปุ่นมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็ง)

อาจารย์ทาคาอิเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการติดตั้ง DR-IoT กับระบบ Starlink (โครงการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมความเร็วสูงของบริษัท SpaceX) ในเมืองโคนัน ที่มีจุดติดตั้งจำนวน 97 จุด ว่า แม้ Starlink จะมีค่าอุปกรณ์เริ่มต้นถูกกว่าจากราคา 400,000 เยนต่อจุด แต่มีภาระค่าบริการและบำรุงรักษารายปีที่สูงนั้นคือ 1 ล้านเยนต่อจุด หรือคิดเป็นเงินปีละ 97 ล้านเยน ในขณะที่ DR-IoT หากเทียบกรณีเมืองโคจิลงทุน 400 ล้านเยน แต่เมืองมีขนาดใหญ่กว่าเมืองโคนันถึง 3 เท่า จึงทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมาเหลือ 1 ใน 3 หรือคิดอย่างหยาบคือ 130 ล้านเยน ต่อ 97 จุด ทั้งเป็นการลงทุนครั้งเดียวโดยไม่มีค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง 3-5 ปี หรือกล่าวอย่างสรุปด้วยวลีที่ว่า “เจ็บแต่จบ” ได้เลยทีเดียว

ก่อนจบบรรยายและสาธิตตัวอย่างแอปพลิเคชัน ได้มีคำถามจากผู้เข้าร่วมต่อประเด็นข้อความที่จะปรากฏยังมือถือในกรณีใช้ Cell Broadcast หรือ DR-IoT ว่า “หากการแจ้งเตือนมีความคลาดเคลื่อน หรือมีความผิดพลาด จะมีบทลงโทษผู้ที่ส่งข้อความหรือไม่” 

อาจารย์ทาคาอิ อธิบายว่าว่า “J-ALERT จะไม่มีมนุษย์เป็นผู้ดูแลการส่งข้อความแจ้งเตือน เพราะจะเป็นระบบส่งข้อความอัตโนมัติ แต่ L-ALERT เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล ในญี่ปุ่นกรณีที่ส่งข้อความคลาดเคลื่อนนั้นมีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่การลงโทษอยู่บนฐานคิดที่ว่า “ชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด” กรณีผิดพลาดจากการออกคำสั่งให้ประชาชนอพยพมายังศูนย์ฯ ทั้งที่เหตุอาจไม่ร้ายแรง ผู้ออกคำสั่งจะมีโทษ แต่น้อยกว่าการที่ไม่แจ้งเตือนใดๆ กับประชาชน เพราะหากผิดพลาดมันหมายถึงความญเสียของชีวิตประชาชน เพื่อป้องกันความกลัวที่จะตัดสินใจของผู้ปฏิบัติ “สั่งอพยพยังดีกว่าไม่สั่งอะไรเลย””

คำถามต่อมา “ในกรณีที่ผู้ประสบภัยประสงค์จะอยู่ยังพื้นที่อาศัยของตนเอง ไม่ยินยอมอพยพ ในประเทศญี่ปุ่นเคยพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ แล้วหากพบเจอจะดำเนินการอย่างไร”

อาจารย์ทาคาอิ ให้ความเห็นว่า “ที่ญี่ปุ่นมีเหมือนกับประเทศไทย เหตุการณ์เกิดขึ้นที่แผ่นดินไหวโกเบปี 1995 ที่ผู้สูงอายุไม่ยินยอมจะออกจากคอนโดมิเนียม เพราะคิดว่าเหตุการณ์ไม่ร้ายแรง ทางการเลยดำเนินการแก้ไขโดยการให้ประชาชนทำแบบสอนถาม “ยินยอมจะไม่อพยพ” โดยเลือกที่อยู่ของตนเป็นที่อพยพ แต่ทางการจะไม่ส่งน้ำหรืออาหารให้ หากมีความประสงค์จะรับอาหารหรือสิ่งของจากทางการต้องเดินทางมารับยังศูนย์อพยพเอง หรือให้ตัวแทนในชุมชนเป็นผู้เดินทางออกมารับ (เป็นระบบที่ให้สังคมบริเวณนั้นดูแลสอดส่อง ช่วยเหลือด้วยกันเอง) ทั้งนี้ในกรณีที่อาคารหรือบ้านเรือนพังถล่มหรือเสียหายเกินกว่าที่จะสามารถอยู่อาศัยได้ โดยทั่วไปทางการจะเป็นผู้ออกเอกสารรับรองให้ว่า “บ้าน/อาคารหลังนี้ ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว” เพื่อนำไปเบิกยังบริษัทประกันที่ตนนได้ทำเอาไว้ (ที่ประเทศญี่ปุ่นประชาชนส่วนใหญ่ทำประกันบ้านเรือนของตน โดยครอบคลุมถึงกรณีเหตุแผ่นดินไหว) แต่ถ้าไม่ยินยอมอพยพทางการก็จะไม่ออกใบรับรองให้ หากไม่มีใบรับรองก็ไม่สามารถเบิกบริษัทประกันได้ (เช่นเดียวกับกรณีที่ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ ทางการไม่มีการเยียวยาความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้น) ”

ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเตรียมการไม่เพียงแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่มองไปถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดก็ตาม...

จากการบรรยายในครั้งนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมามองดูการดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยว่า เหตุใดทำไมประเทศไทยจึงล้มเหลวในการแจ้งเตือนและรับมือภัยพิบัติบ่อยครั้ง ทำไมประชาชนพึ่งพากันเองมากกว่ารัฐให้ความช่วยเหลือ และเมื่อไรทางการไทยจะให้ความสำคัญการการจัดการภัยพิบัติ? อุทกภัยที่หาดใหญ่ในครั้งนี้ก็เป็นภาพแทนถึงความล้มเหลวของทางการไทยต่อการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง