Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลเพื่อไทยเป็นต้นมา จนกระทั่งเพื่อไทยถูก “รัฐพันลึก” ทำให้พ้นจากการเป็นรัฐบาล ด้วยการใช้ “กลไกอำนาจนอกระบบควบคู่กับกลไกอำนาจในระบบรัฐสภา” เพื่อเอาอนุทิน ชาญวีรกูลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และขังคุกทักษิณ ชินวัตร แทบจะไม่มีนักวิชาการ ปัญญาชน “ฝ่ายก้าวหน้า” คนไหน หรือสื่อมวลชนสำนักไหนเลยที่ “ไม่วิจารณ์” ทักษิณและเพื่อไทยทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

ผมเองก็วิจารณ์มากว่า 2 ปี เช่นกัน แต่เน้นประเด็นปัญหาที่เพื่อไทย “ไม่นิรโทษกรรม 112” เป็นด้านหลัก เพราะประเด็นนี้เราเห็นปัญหาชัดเจนที่สุด ส่วนเรื่องตั้งรัฐบาลร่วมกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารนั้น แม้เป็นเรื่องที่เราเห็นว่า “ไม่ควรเกิดขึ้น” หรือนั่นเป็นความผิดพลาดทางการเมืองอย่างมาก แต่ปัญหานี้ก็มี “ความซับซ้อน” และมีมุมมองมากกว่า 1 มุมมอง ที่ต่างก็มีเหตุผลฟังขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินถูก-ผิดได้แบบ “ขาว-ดำ” ง่ายๆ

แต่จะอย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ของผมไม่ได้อยู่บนทัศนะว่า “เพื่อไทยผิดทุกเรื่อง” ส่วน “พรรคส้มถูกทุกเรื่อง” หรือ “เพื่อไทยกลายเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐพันลึกโดยสมบูรณ์” แล้ว (เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทักษิณและเพื่อไทยคงไม่ถูกรัฐพันลึกทุบทำลายซ้ำอีก) ส่วนพรรคส้มคือพรรคเดียวเท่านั้นที่ยึด “หลักการบริสุทธิ์” อย่างคงเส้นคงวา ไม่ประนีประนอมกับรัฐพันลึกในทางที่ “ขัดหลักการประชาธิปไตย” ใดๆ เลย แต่ผมวิจารณ์บนคาดหวังว่าถ้าจะช่วยนิรโทษกรรม 112 ให้ “ทุกคนออกจากคุก” ได้จริง ทั้งเพื่อไทยและพรรคส้มจำเป็นต้องหา “จุดร่วม” ให้เจอ และร่วมมือกันนิรโทษกรรม 112 ให้สำเร็จ ที่ผ่านมาเพื่อไทย “ผิดชัดเจน” ที่ไม่ทำเรื่องนี้ แต่ในอนาคตเพื่อไทยควรสรุปบทเรียนได้แล้วว่าต่อให้ “ไม่แตะ” เรื่องนี้มาตลอด ก็ถูกรัฐพันลึกทุบทำลายอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ร่วมมือกับพรรคส้ม หรือพรรคการเมืองอื่นๆ (ถ้ามี) ในการนิรโทษกรรม 112

ทว่าเมื่อพรรคส้มเลือกโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แลกกับ MOA ที่หวังพึ่ง “สว.สีน้ำเงิน” เป็นสรณะในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ ผมแสดงความไม่เห็นด้วยแต่แรก และเห็นว่าเราควรวิจารณ์บทบาทของพรรคส้มมากขึ้น ดังนั้น หลังจากพรรคส้มโหวตอนุทินเป็นต้นมา ผมจึงเริ่ม “ทบทวนบทบาทของพรรคส้มอย่างเป็นระบบ” แล้วพบว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ฝ่ายก้าวหน้ามองไม่เห็น หรือ “มองข้าม” มาตลอด คือปัญหาที่ผมเรียกว่า “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ตามที่จะอภิปรายต่อไปนี้

นิยามหลักของ “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ในบทความนี้คือ เมื่อว่าโดยอุดมการณ์และนโยบายของพรรคส้ม "ไม่ใช่การเมืองเชิงศีลธรรม" แต่ "วิธีการใช้ข้ออ้างทางศีลธรรม” (moral arguments) มาตัดสินฝ่ายอื่นให้ดูเลวร้ายเกินจริง และใช้กลบเกลื่อนการละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของฝ่ายตนให้ดูดีเกินจริง มี “มิติการเมืองเชิงศีลธรรม” ค่อนข้างชัด

พูดให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกคือ เมื่อเรามองปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมสีส้มจากกรอบคิดทางจริยศาสตร์ จะพบว่า “แกนกลาง” (core) ของปัญหา คือการใช้ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเพื่อหลีกเลี่ยง หรือกลบเกลื่อน “การอภิปรายปัญหาเชิงหลักการ” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแยกให้เห็น “สองด้าน” ของการใช้การเมืองเชิงศีลธรรมได้แบบนี้ คือ 

1. ในกรณีที่ตัดสิน “ความผิด” ของทักษิณและเพื่อไทย พรรคส้ม (และด้อมส้ม) เน้นการใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมมาตัดสินมากกว่าที่จะร่วมจะอภิปรายตรงไปตรงมาว่าทักษิณและเพื่อไทย “ทำผิดหลักการประชาธิปไตย” ชัดๆ อย่างไรบ้าง ผลก็คือแทนที่การตรวจสอบทักษิณและเพื่อไทยจะได้คำตอบตรงไปตรงมาว่าการตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยที่เรียกว่า “ข้ามขั้ว” นั้น ผิด-ถูกหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร กลับนำไปสู่ “คำพิพากษาทางศีลธรรม”(moral judgment) ว่าทักษิณ เพื่อไทยตระบัดสัตย์ ทรยศ หักหลังพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเอง เป็นพรรคที่เชื่อถือไม่ได้ ไว้ใจอะไรไม่ได้เลย เปลี่ยนไปรับใช้รัฐพันลึกโดยสมบูรณ์แล้ว เพราะไป “ดีลปีศาจแลกเสรีภาพประชาชน” กระทั่ง “ขายวิญญาณ” จนยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกหันมา “ทำลาย” พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ฯลฯ ซึ่งข้อกล่าวหาพวกนี้คือการเน้นให้เห็นภาพ “ความเลวเชิงศีลธรรม” ของฝ่ายอื่นเกินจริง

2. ในกรณีที่พรรคส้ม “ทำผิดหลักการ” เสียเอง ก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมมากลบเกลื่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายปัญหาการทำผิดหลักการนั้น เช่น อ้างว่าการที่พรรคทำ MOA กับอนุทิน พรรคไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย แต่พรรคยอม “เอาตัวเข้าไปเจ็บ” แลกกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเป็นการเน้น “ความดีเชิงศีลธรรม” คือ “การเสียสละ” ของฝ่ายตนมาทำให้การทำผิดหลักการเป็นเรื่อง “หนักเป็นเบา” หรือ “จำเป็นต้องทำ” เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ว่า MOA ระหว่างพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินคือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็นและดีที่สุด” ในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้าง “ความเชื่อ” ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของการเมืองในระบบรัฐสภาที่ไม่เคยมี “ทางเลือกเดียวเท่านั้น” อยู่จริง เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาเป็น “เกมต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง” การทำ MOA เป็นเพียงเกมต่อรองเกมหนึ่งที่ให้ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง

ทำไมฝ่ายก้าวหน้ามองไม่เห็นปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมตามข้อ 1 และ 2 ก็เพราะภาพลักษณ์ของพรรคส้มที่แสดงออกให้เรามองเห็นชัดเจนกว่าพรรคอื่นๆ คือ พรรคส้มเป็น “พรรคที่ยึดหลักการประชาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวามากที่สุด” ด้วยการชู “นโยบายเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจให้เป็นประชาธิปไตย” ดังนั้น ภาพลักษณ์ความเป็นพรรคการเมืองที่ยึดหลักการ จึงเป็น “ม่านบังตา” ที่ทำให้เรามองไม่เป็นปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมดังกล่าว เพื่อให้เห็น “ภาพรูปธรรม” ชัดขึ้น ผมจะใช้ “สถานการณ์ MOA” เป็นแก่นเรื่องในการอธิปรายให้เห็นว่าการเมืองเชิงศีลธรรมสีส้มมี “หน้าตา” อย่างไร

1. พรรคส้มใช้ข้ออ้างทางศีลธนรรมปฏิเสธที่จะโหวตให้เพื่อไทย เช่น อ้างว่าเพื่อไทยไม่มีความจริงใจ เคยทรยศหักหลัง ตระบัดสัตย์มาแล้ว ไม่เหลือความเชื่อถืออะไรให้ไว้วางใจได้อีกแล้ว ที่ต้อง “เร่งรีบ” โหวตอนุทิน แทนที่จะรออีก 10 วัน เพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญก่อน ก็เพราะว่าขืนยื้อเวลาต่อไปจะเปิดโอกาสให้ทักษิณต่อรองกับรัฐพันลึก เพื่อให้เพื่อไทยอยู่ในอำนาจรักษาผลประโยชน์ของตนเองต่อไป กระทั่งอ้าง “ข่าวลือ” ว่าเพื่อไทยจะเอาประยุทธ์ จันทร์โอชามาเป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ 

แม้ว่าในสถานการณ์ขณะนั้น เพื่อไทยจะขาดความชัดเจนในจุดยืน เช่นว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯ กันแน่ แต่ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเหล่านั้นกลายเป็น “คำพิพากษาทางศีลธรรม” ที่ใช้ตัดสินว่าทักษิณ เพื่อไทย “เลวบริสุทธิ์” ไม่เหลืออะไรให้เชื่อถือได้เลย กระแสความเห็นของบรรดาด้อมส้มก็เชื่อคำพิพากษาทางศีลธรรมเช่นนี้มาตลอด และ “เชื่ออย่าง dogmatic” โดยไม่รับฟังความเห็นต่างใดๆ เลย การไม่โหวตให้เพื่อไทยจึงไม่ใช่เหตุผลทางหลักการว่า “ผิด-ถูกหลักการประชาธิปไตยหรือไม่” แต่อย่างใด หากแต่เป็นเหตุผลเรื่องไม่ยอมสังฆกรรมกับพวกคนเลวที่เชื่อถืออะไรไม่ได้โดยสิ้นเชิง

2. พรรคส้มใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมปฏิเสธการร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย เพราะในสถานการณ์นั้น มีนักวิชาการและบุคคลในวงการอื่นๆ เสนอว่าแทนที่พรรคส้มจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ให้ทำตาม MOA เฉยๆ แล้วตัวเองเป็นฝ่ายค้านคอย “แบกความเสี่ยง” แต่ฝ่ายเดียว น่าจะร่วมรัฐบาลไปเลย จะได้รับผิดชอบ MOA อย่างเต็มไม้เต็มมือมากกว่า เพราะด้วยเสียง ส.ส.มากที่สุดของพรรคส้มย่อมควบคุมอนุทินไม่ให้เบี้ยวได้มากกว่า ถ่วงดุลการบริหารได้ดีกว่า มีโอกาสได้คุมกระทรวงสำคัญๆ สร้างผลงานได้ด้วย ยิ่งกว่านั้ยังเป็นการ “ป้องกัน” ไม่ให้พรรคกล้าธรรม และพรรคสองลุงร่วมรัฐบาลได้อีกด้วย แทนที่จะเป็นฝ่ายค้านที่ทำได้แค่ออกมาเปิดโปงว่า “คนระดับรองนายกฯ เกี่ยวข้องสแกมเมอร์” และอื่นๆ แต่ทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลย

แล้วทำไมพรรคส้มไม่รับข้อเสนอทางเลือกอื่นข้างบนนี้ (เป็นต้น) ก็เพราะพรรคส้มอ้าง “จุดยืนทางศีลธรรม” คือ “การเป็นพรรคที่มีภาพลักษณ์ซื่อตรง รักษาคำพูด” เมื่อประกาศออกไปแล้วว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลในสภาชุดนี้ ก็ต้องทำตามที่พูด การยืนยันเช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับ “พรรคตระบัดสัตย์” พรรคส้มย่อมมีสถานะทางศีลธรรมสูงกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การแสดง “ภาพลักษณ์ที่มีสถานะทางศีลธรรมสูงกว่า” กลับทำให้พรรคส้ม “ด้อยกว่าในอำนาจต่อรองทางการเมือง” อย่างไม่ควรจะเป็น เพราะในเกมต่อรองทางการเมืองผ่าน MOA ทั้งๆ ที่พรรคส้มมี ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ในสภา แต่ผลการต่อรองคือ พรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 3 กลับเป็นฝ่ายได้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองสูงสุดอย่าง “ไม่ได้สัดสวน” กับพรรคส้ม คือภูมิใจไทยได้ตำแหน่งนายกฯ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศตามที่พวกตนต้องการ เช่น เร่งรีบย้ายข้าราชการมหาดไทยจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้คดี ฮั้ว สว. คดีเขากระโดงของพวกเขาหลุด หรือล่าช้าออกไปอีก และทำให้พวกเขาได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้บริหารงบประมาณแผ่นดินสร้างคะแนนนิยม กลายเป็นพรรคโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีพลังดูด ส.ส.จากพรรคอื่นๆ มากขึ้นอย่างที่เห็น ส่วนพรรคส้มกลับตกเป็นฝ่าย “เสียเปรียบมากที่สุด” เพราะเป็นฝ่าย “แบกความเสี่ยง” ในความล้มเหลวของ MOA แต่เพียงฝ่ายเดียว

นอกจากนั้น เมื่อถูกวิจารณ์ว่าที่พรรคน้ำเงิน “ได้เปรียบมากที่สุด” ในเกมต่อรองทางการเมืองนี้ พรรคส้มและด้อมส้มก็จะใช้ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเหมือน “ท่องคาถาศักดิ์สิทธิ์” ซ้ำๆ ว่า “เราโหวตให้อนุทินมาทำตาม MOA เท่านั้น” เรื่องอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเขาทำไม่ดี ประชาชนจะตัดสินเอง นี่คือการใช้ข้ออ้างทำนองว่า “พวกตนทำถูก ทำดี มีเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น” พรรคไม่ได้อะไรเลย มีแต่ถูกวิจารณ์และเสียคะแนนนิยม เพื่อปัดปฏิเสธ “ความรับผิดชอบใดๆ” ต่อ “ผลข้างเคียงที่เสียหาย” จากการเลือกเล่นในเกมนี้ของพวกตน

3. พรรคส้มยึดการเมืองเชิงศีลธรรมเหนือหลักการ กล่าวคือ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรคและพรรคส้มเอง “รู้ดีที่สุด” อยู่แล้วว่าการที่พรรคน้ำเงินมี “สว.ฮั้ว” ป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองได้ เช่น ใช้ สว.ในมือต่อรองเพื่อขวางการแก้รัฐธรรมนูญ หรือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญได้ (เป็นต้น) ย่อม “ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” อันเป็น “หลักการพื้นฐาน” ของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อว่ากันตามหลักการอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองใดก็ตามใช้ สว.เสียงข้างมากต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ ย่อมเป็น “การกระทำที่ผิดหลักการประชาธิปไตย” มากกว่าการตั้งรัฐบาล (ข้ามขั้ว?) ของเพื่อไทยเสียอีก

แต่พรรคส้มก็ยังเลือก “ดีล MOA” กับอนุทิน ทั้งๆ ที่ “รู้อยู่แล้ว” ว่าเป็นดีลที่ทำให้เกิดการเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองที่ “ไม่ชอบธรรม” เช่นนั้นให้สูงขึ้นจนถึง “จุดสูงสุด” ทั้งๆ ที่ ณ ขณะนั้น พรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างถูก กกต. และดีเอสไอดำเนินคดีฮั้ว สว. และพรรคนี้ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว จึงอยู่ในช่วง “ขาลง” ของอำนาจต่อรองทางการเมืองจนตกไปอยู่ “จุดต่ำสุด” เมื่อเทียบกับอำนาจต่อรองที่เคยมีในตอนขวางการแก้รัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลเพื่อไทย

ดังนั้น การโหวตอนุทินเป็นนายกฯ จึงเท่ากับเป็นการ “ชุบชีวิต” อำนาจต่อรองทางการเมืองที่ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกำลังจะตายให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ จนผงาดขึ้นมาอยู่ใน “จุดสูงสุด” เหนือทั้งพรรคส้มที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 และเพื่อไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 2

พูดอีกอย่างคือ การดีลทำ MOA กับพรรคน้ำเงินที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้มอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อ้างว่า “ไม่มีครั้งไหนที่พรรคประชาชนจะมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสุดเท่าครั้งนี้แล้ว” แท้จริงก็คือการที่พรรคส้มเลือก “เป็นส่วนหนึ่ง” ของผู้เล่นในเกมต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ “ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” ซึ่งส่งผลเป็นการ “เพิ่ม” อำนาจต่อรองทางการเมืองที่ใช้ สว. เสียงข้างมากเป็นเครื่องมือของพรรคน้ำเงินให้พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดและได้เปรียบมากที่สุด แต่พรรคส้มซึ่งอยู่ในช่วงที่เชื่อว่า “มีอำนาจต่อรองมากที่สุด” ในขณะนั้นกลับเสียเปรียบมากที่สุด แล้วพรรคส้มก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมว่าฝ่ายตน “เสียสละ ยอมเจ็บตัวเล่นเกมเสี่ยงแก้ รธน. เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” เพื่อกลบเกลื่อนหรือเป็น “ม่านบังตา” ให้ประชาชนอย่างเราๆ มองไม่เห็นการต่อรองทางการเมืองที่ “ไม่ชอบธรรม” เพราะละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว

จำได้ว่าช่วงที่พรรคส้มประกาศจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ มีการอ้างกันว่าระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทยไม่มีพรรคไหน “ดีกว่า” กันเลย (มี่การพูดในกระแสโซเชียลด้วยซ้ำไปว่า “เลวทั้งคู่”) แต่ที่ภูมิใจไทยเป็น “ทางเลือกที่ดีกว่า” เพราะมี “สว.น้ำเงินในมือ” ที่จะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคส้มได้ “ดีลตกลงทำ MOA” กับภูมิใจไทยก่อนหน้าที่จะประกาศต่อสาธารณะแล้ว เพื่อไทยจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่แรกอยู่แล้ว เพราะไม่มี สว. เสียงข้างมากในมือ ความจริงข้อนี้ยิ่ง “ตอกย้ำ” ว่าพรรคส้มถือว่าพรรคการเมืองที่ใช้ สว.ข้างมากเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยได้ คือพรรคที่เป็น “ตัวเลือกที่ดีกว่า” พรรคการเมืองที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ดังนั้น แม้ว่าพรรคส้มจะแสดงจุดยืน “เป็นพรรคการเมืองที่รักษาคำพูด ไม่ตระบัดสัตย์” จึงไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้ ซึ่งทำให้พรรคส้มถูกเชื่อว่ามี “สถานะทางศีลธรรมสูงกว่า” พรรคตระบัดสัตย์ แล้วพรรคส้มก็ได้ใช้สถานะทางศีลธรรมสูงกว่าเช่นนี้เอง “พลางตา” ของประชาชน เพื่อให้มองไม่เห็น “การกระทำที่ผิดหลักการประชาธิปไตยมากกว่า” คือการร่วมมือกันละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยกับพรรคน้ำเงิน และ สว. สีน้ำเงินในเกมเปลี่ยนรัฐบาลของรัฐพันลึกที่ใช้อำนาจนอกระบบและในระบบควบคู่กัน  

ผมไม่กังขาใน “เจตนาดี” ของพรรคส้มที่มุ่งแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุผลว่าทำไมพรรคส้มจึง “เลือกวิธีการที่ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” ซึ่งนอกจากจะทำให้พรรคส้ม “เสียเปรียบมากที่สุด” เพราะเป็นฝ่าย “แบกความเสี่ยง” แต่ฝ่ายเดียวแล้ว ยังไป “เพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม” ของพรรคน้ำเงินให้พวกเขา “ได้เปรียบมากที่สุด” คือได้ตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจย้ายข้าราชการเคลียร์คดีของพวกตนเอง ได้ใช้งบฯ จำนวนมากสร้างคะแนนนิยม และกลายเป็นพรรคใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะมีพลังดูด ส.ส. จากพรรคอื่นๆ เข้าพรรคตัวเองได้มากขึ้น แถมยังสามารถ “ปั่นหัว” ให้พรรคส้มกับเพื่อไทยและกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันรายวันไม่เลิกรา

ล่าสุดเมื่อมีข่าวว่าเพื่อไทยจะยื่นขอ “เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” อนุทินก็ออกมาแสดงอำนาจต่อรองทางการเมืองที่เหนือกว่าสองพรรคทันที ด้วยการ “ขู่” ทั้งสองพรรคว่า “จะยุบสภา” ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา จนทำให้หัวหน้าพรรคส้มต้องเจรจาขอร้องเพื่อไทยให้ยื่นอภิปรายหลังแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว ขณะที่กองเชียร์ทั้งสองฝ่ายต่างก็กล่าวโทษกันไปมาตามเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผม “สะดุด” ความเห็นของสมาชิก “คณะก้าวหน้า” อย่าง “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ที่ว่า

“คือมันเป็นอะไรที่จะต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อน 10 วัน เพื่อทำให้ทุกอย่างพัง! แล้วรัฐธรรมนูญจะอยู่แบบนี้ไปชั่วฟ้าดินสลาย จะให้พูดตรงๆ ไหม แล้วภูมิใจไทยก็กำกุญแจที่จะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปอีก 4 ปี ก็คือ สว. ถูกไหม? คือนี่มันเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว อีกแค่นิดเดียวมันเป็นอะไร คือคุณคิดแต่เรื่องการทำลายพรรคประชาชน คิดแต่เรื่องคะแนนนิยมว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง วิธีที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาคือลดคะแนนของพรรคประชาชน เพื่อที่คุณจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยได้” (ที่มา https://www.facebook.com/photo/?fbid=1280884217183655&set=a.465794368692648

ผมคิดว่ามีเหตุผลที่จะตั้งคำถามว่าทำไมเพื่อไทยจึงจะรีบอภิปรายก่อนแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ แต่ยิ่งมีเหตุผลมากกว่าที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมอนุทินต้องขู่ยับสภา โดยใช้ MOA เป็น “ตัวประกัน” ทั้งๆ ที่ MOA มันคือ “ข้อตกลงที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงิน” เป็นหลัก เพราะเป็นข้อตกลงที่สองพรรคนี้ทำขึ้นภายใต้ “เกมเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยของรัฐพันลึก” ด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบและในระบบรัฐสภาควบคู่กัน ดังนั้น สองพรรคนี้ต้องรับผิดชอบความสำเร็จและล้มเหลวตาม MOA ร่วมกัน ซึ่งทำได้ด้วยการที่พรรคส้มโหวตสนับสนุนรัฐบาลให้อยู่ต่อเพื่อแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จ แล้วยุบสภาตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ไปกล่าวโทษให้เพื่อไทยเป็น “แพะรับบาป” หาก MOA ของสองพรรคล่ม

แต่ช่อใช้ moral arguments ตัดสินว่าเพื่อไทย “คิดแต่เรื่องทำลายพรรคประชาชน” ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าการสร้าง “มายาคติทักษิณกลับมาทำลายพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่” ใช้กันมาตั้งแต่แรกที่เกิดความเชื่อที่ว่าทักษิณดีลกลับบ้าน เพื่อมาเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกในการทำลายพรรคก้าวไกล-ประชาชน

แต่ทำลายด้วย “วิธีการอย่างไร” ก็ตามที่ช่อกล่าวไว้เลย คือ คิดแต่เรื่องคะแนนนิยมว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง วิธีที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมา คือลดคะแนนของพรรคประชาชน เพื่อที่คุณจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยได้” ซึ่งข้อความนี้คือการยืนยัน “ข้อเท็จจริง” ว่าการที่ทักษิณดีลกลับมาทำลายพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเพื่อไทยทำลายพรรคประชาชน ก็คือ “การใช้วิธีการทำลายผ่านการต่อสู้ตามระบบการเมืองในรัฐสภา และการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง” เท่านั้น ทักษิณและเพื่อไทยไม่เคยกระทำการใดๆ ที่เราเห็นได้ว่าพวกเขาสามารถใช้ “กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภา” ทำลายพรรคก้าวไกล-ประชาชนได้จริงแต่อย่างใด

ปัญหาคือ ถ้าเรา “เชื่อ” ตามความเห็นช่อกันจริงๆ ว่าการต่อสู้ทางการเมืองตามกลไกรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง คือ “การทำลาย” กัน แล้วที่พรรคส้มใช้กลไกเดียวกันนี้ต่อสู้แข่งขันกับเพื่อไทย จะไม่ถือเป็นการทำลายอีกฝ่ายด้วยหรอกหรือ ซึ่งมัน “ไม่ใช่” เลย เราจะถือว่าการต่อสู้แบบนี้เป็นการทำลายกันไม่ได้ ไม่งั้นเราก็จะมีการเลือกตั้งและมีระบบรัฐสภาเป็นเวทีแข่งขันต่อสู้ต่อรองทางการเมืองไม่ได้เลย

แต่หากพูดถึง “การทำลายพรรคคู่แข่ง” อย่างตรงไปตรงมา นอกจากเราจะพบว่าเพื่อไทยไม่เคยใช้กลไกอำนาจนอกระบบทำลายพรรคส้มเลย ตรงกันข้าม พรรคส้มต่างหาที่ “เลือกเล่นในเกมการเมืองที่รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบควบคู่กับอำนาจในระบบเปลี่ยนรัฐบาลจากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทย” พรรคส้มต่างหากที่ “ตรวจสอบกรณีชั้น 14” แบบกัดไม่ปล่อย จนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญให้ทักษิณติดคุกในคดีจากรัฐประหาร แน่นอนพรรคส้มอ้างว่า “ในฐานะฝ่ายค้านต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารตามหน้าที่ ส่วนการเอาทักษิณเข้าคุกเป็นเรื่องของรัฐพันลึกทำกันเองเพราะดีลล่ม” แต่ปรากฏการณ์ที่เราเห็นก็คือ “ส.ส.เซเลบ” พรรคส้มตรวจสอบชั้น 14 ทั้งในและนอกสภาจนเป็นกระแสต่อเนื่อง จนที่สุดเมื่อ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” ออกมาโต้แย้งว่าศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “ไม่มีอำนาจยกเรื่องขึ้นไต่สวนเอง” กระนั้น ส.ส.คนดังกล่าว ก็ยังออกมายืนยันว่า “ศาลทำถูกต้องแล้ว ศาลคือที่พึ่งของประชาชน” ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าการเอาทักษิณเข้าคุกเป็นหนึ่งใน “วาระทางการเมือง” ของพรรคส้มด้วยหรือไม่

พูดอีกอย่างคือ การที่พรรคส้มยืนยันในทางหลักการมาตลอดว่า “ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนที่รัฐพันลึกผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตที่ 2 แทรกแซงการเมืองด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบควบคู่กับอำนาจในระบบเปลี่ยนรัฐบาล” แต่เมื่อพูดแบบนั้นแล้ว กลับ “เลือกเล่นในเกมแบบนั้นของรัฐพันลึกเสียเอง” นี่คือ “การรักษาคำพูด” หรือ “มือถือสากปากถือศีล” กันแน่? ผู้ที่สามารถใช้วิจารณญาณอย่างเที่ยงตรงได้ ย่อมตอบคำถามนี้ตรงไปตรงมาได้

สรุปสั้นๆ ได้ว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือการตั้งคำถามกับ “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ที่สะท้อนให้เห็น “ปัญหาที่ใหญ่กว่า” ของพรรคส้ม คือ “ปัญหาความไม่คงเส้นคงวาในการยึดหลักการประชาธิปไตย” หรือ “การทำผิดหลักการประชาธิปไตย” ของพรรคส้มเอง แล้วใช้ moral arguments มา “ฉาบหน้า” ให้ความไม่คงเส้นคงวาหรือการทำผิดหลักการนั้นดูดี ในทางตรงข้ามก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมพิพากษาให้ฝ่ายตรงข้ามดูเลวร้ายเกินจริง โดยไม่พิจารณา “ประเด็นหลัก” ว่าเขาละเมิดหลักการประชาธิปไตยจริงหรือไม่ และฝ่ายตัวเองได้ละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ อันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยมากกว่าหรือไม่

ยิ่งเราเชื่อว่าพรรคส้ม คือพรรคการเมืองเดียวที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยก้าวหน้ากว่าพรรคอื่นๆ ที่เหลือ และเป็นพรรคเดียวที่เราฝากความหวังได้ว่าจะนิรโทษกรรม 112 และเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้จริง ยิ่งจำเป็นที่เราต้องตั้งคำถามและวิจารณ์บทบาทของ “พรรคการเมืองแห่งความหวัง” นี้ว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา และคงเส้นคงวาจริงหรือไม่

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง