คณะทำงานฯ แก้ปัญหาคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน เห็นชอบ ใช้พื้นที่ จ.อุบลราชธานี โมเดลนำร่องขับเคลื่อนแก้ปัญหาคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน – ลดการตกหล่นจากสิทธิตั้งแต่ต้นทาง หวังปลดล็อกปัญหาระยะยาว พร้อมถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาแนวทางดำเนินการ
19 ธันวาคม 2568 นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ประธานคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน (ภาคียุทธศาสตร์ MOU 9 หน่วยงาน) เปิดเผยว่า ตามที่คณะทำงานได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางแก้ไขปัญหาคนไทยไร้สถานะทางทะเบียน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมชุมชนชลประทาน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดย ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. และ นางมลุลี แสนใจ ผอ.สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี เข้าร่วม
โดยที่ประชุมฯ ได้มีมติเลือก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่นำร่องขับเคลื่อน “การลดการตกหล่นจากสิทธิสถานะตั้งแต่เกิด” เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีหลายกรณีที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการตกหล่นสิทธิตั้งแต่เกิด อาทิ ไม่ได้รับการแจ้งเกิด เพราะเข้าใจผิดว่าใบรับรองการเกิดคือ "สูติบัตร" หรือการย้ายถิ่นบ่อยครั้งทำให้กลุ่มแรงงานไม่ได้แจ้งทำสูติบัตร เป็นต้น ดังนั้นทางคณะทำงานฯ จึงหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาระยะยาว
นายอนรรฆ กล่าวต่อว่า ส่วนการถอดบทเรียนการดำเนินงานที่ผ่านมาซึ่งได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมนั้น พบว่าจากการขับเคลื่อนต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้เกิดแนวทางการปลดล็อกเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น ในฝั่งของ สปสช. มีการปลดล็อกให้กับกลุ่มคนที่พิสูจน์สถานะความเป็นคนไทยได้แล้ว และให้หน่วยบริการเบิกจ่ายย้อนหลังได้ 1 ปีงบประมาณ หรือการที่ทำให้กลุ่มคนที่อยู่ในทะเบียนบ้านกลางสามารถที่จะเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ได้ เป็นต้น และในภาพใหญ่ ทางกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางการพิสูจน์สัญชาติต่าง ๆ ออกมาเพื่อให้การพัฒนาสิทธิดีขึ้น รวมทั้งจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ มติคณะรัฐมนตรี เดือนตุลาคม 2567 ที่แก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ 480,000 คน รวมถึงบุตรหลานของกลุ่มชาติพันธุ์
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็น ช่องว่างสำคัญ อยู่ คือ มีกลุ่มคนที่เป็นคนไทยแต่ตกหล่นสถานะทางทะเบียนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมือง ในชุมชนแออัด และในพื้นที่ห่างไกล ด้วยสาเหตุไม่ได้รับการแจ้งเกิด เอกสารพิสูจน์ตัวตนสูญหาย ทั้งคนเหล่านี้ไม่ได้แสดงตัวให้เห็นได้ชัด แต่จะพบเมื่อเริ่มเกิดเจ็บป่วยและต้องใช้สิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งได้รับแจ้งทางเครือข่ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดีเพื่ออุดช่องว่างปัญหาข้างต้นนี้ นายอนรรฆ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการอยู่ 2 เรื่อง คือ 1. การพัฒนาเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ โดยเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นตัวสนับสนุนการแก้ปัญหาของบุคคลผู้มีปัญหาสถานะเพื่อให้เข้าถึงบริการทางสุขภาพได้ เพราะหลายเคสมีความเกรงกลัวกับการเข้าไปประสานกับภาครัฐ จึงต้องให้เครือข่ายเข้าไปช่วยเหลือ และ 2. การร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อขยายการตรวจดีเอ็นเอไปเกือบครบทุกเขตสุขภาพ ให้กลุ่มคนตกหล่นมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสิทธิได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นใหญ่ที่สำคัญคือ แม้ว่านโยบายเปิดทางในการพัฒนาสิทธิแล้ว แต่ในระดับพื้นที่ยังเป็นการยากที่จะค้นหาผู้ที่ตกหล่น เพราะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง จึงต้องมีการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย เช่น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล ที่เป็นด่านหน้าในการรับเรื่องจากกลุ่มผู้มีปัญหาเหล่านี้ โดยดูว่าจะบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างไรเพื่อขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังพบว่าในระดับปฏิบัติ หลายพื้นที่อาจจะยังมีความไม่เข้าใจถึงหลักเกณฑ์หรือหลักปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นี้ จะมีการจัดประชุมเครือข่ายการแก้ไขปัญหาคนไทยไร้สิทธิ์อีกครั้ง เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
