Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

องค์กรแห่งอิสรภาพกะฉิ่น KIO กับ กองทัพเอกราชกะฉิ่น KIA ประกาศต้านแผนการของรัฐบาลทหารพม่าในการรื้อฟื้นโครงการเขื่อนมิตซงกลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งเขื่อนนี้มีการร่วมมือกับบริษัทจีนโดยให้ผลตอบแทนกับบริษัทจีนถึงร้อยละ 70 เคยมีการเริ่มสร้างสมัยปี 2009 แต่ก็ระงับไปหลังมีกระแสต่อต้านเนื่องจากเป็นเขื่อนที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก และเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว


ภาพการประท้วงเขื่อน "มิตซง" (Myitsone Dam) เมื่อปี 2557 | ภาพจาก: KDNG

องค์กรแห่งอิสรภาพกะฉิ่น KIO และกองกำลังติดอาวุธของพวกเขาคือ กองทัพเอกราชกะฉิ่น KIA ได้ประกาศต่อต้านแผนการของรัฐบาลทหารพม่าในการฟื้นโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ "มิตซง" หลังจากที่ระงับโครงการนี้ไปนาน

โดยที่ KIO/KIA บอกว่าการกลับมาสร้างเขื่อนดังกล่าวนี้นับเป็นการละเลยต่อความต้องการของประชาชน เพราะประชาชนต่อต้านเขื่อนนี้ อีกทั้งจะยังเป็นการทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดมากขึ้นในรัฐกะฉิ่นด้วย

พันเอก Naw Bu โฆษกของ KIO กล่าวว่าประชาชนส่วนมากยังคงคัดค้านโครงการเขื่อนแห่งนี้ มันเป็นเรื่องที่ประชาชนกังวลอย่างมากและเคยมีการต่อต้านอย่างหนักมาก่อน ซึ่งทาง KIO ได้กำหนดจุดยืนของตัวเองได้ยึดเอาความรู้สึกของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทาง KIO/KIA ได้ประกาศจุดยืนในเรื่องนี้หลังจากที่ รองผู้นำรัฐบาลทหารพม่า นายพลอาวุโส โซวิน ได้เดินทางไปเยือนมิตจีนา เมืองหลวงรัฐกะฉิ่น เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการแถลงต่อประชาชนในพื้นที่ว่ารัฐบาลทหารมีความต้องการที่จะ "พิจารณาและดำเนินการ" โครงการเขื่อนมิตซงอีกครั้ง

เขื่อนมิตชงเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ปี 2009 ในยุครัฐบาลทหารชุดก่อนหน้านี้ ช่วงเดียวกับที่โซวิน ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการภาคเหนือของกองทัพพม่า เขื่อนดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ได้รับการหนุนหลังจากจีนรวม 6 แห่ง ตามแม่น้ำเมคะและแม่น้ำเมลิคะที่ไหลมารวมเป็นแม่น้ำอิรวดี

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อผลิตไฟฟ้าที่มีกำลัง 100,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อปี โดยที่จะมีการส่งออกไฟฟ้าส่วนใหญ่ไปที่จีน อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถูกระงับไปในสมัยประธานาธิบดี เต็งเส่ง เมื่อปี 2011 หลังจากที่มีการประท้วงต่อต้านจากทั่วประเทศ เนื่องจากความกังวลว่าเขื่อนนี้จะคุกคามสิ่งแวดล้อม, เสี่ยงต่อการทำให้เกิดแผ่นดินไหว และการทำลายที่อยู่อาศัยจนทำให้มีผู้พลัดถิ่นเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ส่งตัวโซวินและ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการไฟฟ้าและพลังงานของพม่าคือ Aye Kyaw ไปพบปะกับประชาชนในพื้นที่และชุมชนผู้สูงอายุเพื่อแถลงในเรื่องการฟื้นฟูโครงการเขื่อน โดยบอกว่าพวกเขาได้หารือกับบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้แล้ว

มีข้อสังเกตว่ากองทัพเผด็จการพม่าได้ประกาศเรื่องการฟื้นฟูโครงการเขื่อนแห่งนี้ ในช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเขาได้โน้มน้าวให้ทางการจีนทำข้อตกลงกับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้าน

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลทหารพม่าชุดปัจจุบันยังได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาโครงการนี้อีกครั้ง โดยมีการหารือร่วมกับบริษัท SPIC Yunnan International Power Investment (SPICYN) ซึ่งเมื่อก่อนนี้เคยเป็นผู้พัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำในชื่อ China Power Investment (CPI) มีแหล่งข่าวจากในพื้นที่บอกว่า มีทีมงานของจีนเข้าไปทำการตรวจประเมินทางเทคนิคและเข้าหาชุมชนเพื่อเตรียมการกลับมาก่อสร้างอีกครั้ง

ผู้อาศัยในมิตจีนาและพื้นที่ใกล้เคียงกล่าวว่าการกลับมาก่อสร้างเขื่อนอีกครั้งทำให้เกิดความกังวลว่าจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งและปัญหาการพลัดถิ่นบานปลายไปมากกว่านี้

ในช่วงที่มีการทำโครงการเขื่อนสมัยปี 2009 นั้นทำให้มีผู้ถูกบังคับให้ย้ายออกจากถิ่นฐานมากกว่า 15,000 ราย นอกจากนี้ในปัจจุบันฝ่ายกองกำลัง KIA ได้ควบคุมเมืองในรัฐกะฉิ่นไว้้ 13 แห่ง รวมถึงพื้นที่ต้นน้ำอิรวดี ในขณะเดียวกันกองทัพพม่าก็ได้ทำการโจมตีทางอากาศจนทำให้พลเรือนในรัฐแห่งนี้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

นักแผ่นดินไหววิทยากับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่า พื้นที่มิตซงนั้นออยู่ใกล้กับจุดเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวมาก โดยอยู่ห่างจากรอยเลื่อนสะกายแค่ 25 กม. รวมถึงอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนมีพลังอื่นๆ ถึงแม้ว่าในการพบปะกับประชาชนฝ่ายเผด็จการทหารจะบอกว่าพวกเขาจะออกแบบให้เขื่อนสามารถทนต่อแรงแผ่นดินไหวมากกว่าระดับ 7.7 ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าต่อให้มีการออกแบบเขื่อนใหม่ก็ไม่ได้ทำให้มันเสี่ยงอันตรายลดลง

U Myo Thant ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและแผ่นดินไหวกล่าวว่า ควรจะมีการพิจารณาความเสี่ยงของเขื่อนที่ตั้งไว้ห่างจากรอยเลื่อนมีพลัง 15 กม. ทุกแห่ง

องค์กรอินเตอเนชันแนลริเวอร์สระบุว่า โครงการเขื่อนนี้จะมีการจัดการโดยรัฐบาลพม่าและบริษัทเอเชียเวิร์ลด์จากทางฝั่งพม่า โดยที่ผลกำไรร้อยละ 70 จะตกไปสู่บริษัทจากจีนคือ SPICYN โดยที่รัฐบาลพม่าจะได้รับผลกำไรร้อยละ 20 ส่วนเอเชียเวิร์ลด์จะได้รับผลกำไรร้อยละ 10 เป็นค่าธรรมเนียมบริการ

ผู้อาศัยในพื้นที่มิตจีนาที่ติดตามในเรื่องเขื่อนบอกว่า โครงการเขื่อนนี้ไม่ใช่ปัญหาแค่เฉพาะสำหรับคนในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ "กระทบกับทั้งประเทศ" และเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีการตัดสินใจโดยคณะกรรมการกลุ่มเดียว ถ้าพวกเขาผลักดันโครงการนี้ต่อไปจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลายขึ้น

นักวิเคราะห์ด้านการเมืองจากกะฉิ่นกล่าวว่า ประชาชนพม่าจะไม่ยอมให้รัฐบาลทหารฟื้นฟูโครงการนี้ขึ้นมาอีกรอบ พวกเขาจะยังคงมีจุดยืนต่อต้านโครงการนี้ เช่นเดียวกันกับตอนที่เริ่มมีการสร้างครั้งแรก

 

เรียบเรียงจาก
Kachin Forces Reject Myanmar Junta’s Move to Restart China-Backed Myitsone Dam, The Irrawaddy, 22-12-2025
Junta Pushes Revival of China-Backed Myitsone Dam Project, The Irrawaddy, 17-12-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง