ในบทวิเคราะห์ของอิรวดี ชี้ว่าการรุกกลับครั้งใหม่ของกองทัพพม่าได้นำไปสู่การยึดคืนพื้นที่บางส่วนที่เคยสูญเสียให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน แม้ไม่ควรมองข้ามศักยภาพของกองทัพพม่า และตามที่กองทัพพม่าอ้างว่าชนะท่วมท้น ทหารฝ่ายต่อต้านล่าถอย แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการรุกกลับยังคงเป็นไปอย่างจำกัด โดยขณะนี้กองทัพพม่ายึดคืนมาได้ 7 เมือง ส่วนฝ่ายต่อต้านยึดเพิ่มได้ 3 เมือง เช่น อำเภอฟะลัม ในจังหวัดฟะลัม รัฐชิน อำเภออินด่อ และอำเภอบันเมาก์ จังหวัดกาดส่า ภาคสะกาย
ส่วนกองทัพพม่าแม้จะเร่งเกณฑ์ทหารใหม่ แต่ยังขาดศักยภาพที่จะเปิดแนวรบทั่วประเทศ ปัจจุบันยังเน้นพื้นที่ย่อมๆ เช่น บ้านเลเกก่อ ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก หรือตัวจังหวัดผาปูน ในพื้นที่กองพล 5 KNU รัฐกะเหรี่ยง หรือแนวรุกในรัฐฉานเหนือ ส่วนในภาคมัณฑะเลย์ เน้นการเสริมกำลังป้องกันเมืองมากกว่าทุ่มกำลังยึดเมืองที่เสียไปแล้ว

กองกำลังทหาร PDF เข้าควบคุมตัวอำเภอบันเมาก์ หรือม่านหมอก จังหวัดกาดส่า ภาคสะกาย ได้ตั้งแต่ 20 ก.ย. 2568 (ที่มา: The Irrawaddy)
ในบทวิเคราะห์ของอิรวดี เอจานซู นักวิเคราะห์ด้านการเมืองและการทหารซึ่งใช้ฐานข้อมูลจากสำนักข่าว Burma News International, Myanmar Peace Monitor และสำนักข่าว People’s Spring เพื่อประเมินภาพรวมของสงครามกลางเมืองในพม่า ที่กองทัพพม่าเปิดยุทธการรุกกลับในหลายภาคและหลายรัฐ
โดยผู้เขียนชี้ว่าการโจมตีครั้งใหม่ของกองทัพพม่าได้นำไปสู่การยึดคืนพื้นที่บางส่วนที่เคยสูญเสียให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน แม้ไม่ควรมองข้ามศักยภาพของกองทัพพม่า แต่ในขณะที่เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายทหารอ้างถึง “ชัยชนะอย่างท่วมท้น” ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แผนที่จากพื้นที่สงครามกลับสะท้อนสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการรบยังคงจำกัดอยู่ และข้อมูลรายภูมิภาค และรายรัฐต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้สังเกตการณ์เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามีอะไรเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่
รัฐกะฉิ่น
ในรัฐกะฉิ่น กองทัพแห่งอิสรภาพกะฉิ่น (KIA) สามารถยึดเมืองศูนย์กลางของจังหวัดได้ 1 แห่งคือชีบเว 5 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ และเมืองระดับตำบลอีก 5 แห่ง นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2023 เป็นต้นมา
การสู้รบยังคงรุนแรงในพื้นที่อำเภอบะมอ (Bhamo) หรือม่านหม้อ (บ้านหม้อ) และ อำเภอผาก้าน (Hpakant) แต่พื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ ไม่ใช่พื้นที่ๆ ฝ่ายต่อต้านยึดครองมาได้แต่แรก ที่สำคัญคือจนถึงขณะนี้ กองทัพพม่ายังไม่สามารถยึดศูนย์กลางการปกครองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ กองทัพกะฉิ่น KIA กลับคืนมาได้เลย
รัฐชิน
นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2564 ฝ่ายต่อต้านในรัฐชินสามารถยึดเมืองศูนย์กลางของจังหวัดได้ 3 จังหวัด 2 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ และเมืองระดับตำบล 8 แห่ง
การโต้กลับของกองทัพพม่าในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐชินเมื่อต้นปีนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และจนถึงปัจจุบัน ศูนย์กลางการปกครองที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมอยู่ ยังไม่มีพื้นที่ใดที่กองทัพพม่ายึดคืนได้
รัฐยะไข่ หรือรัฐอาระกัน
กองทัพอาระกัน (AA) เป็นฝ่ายที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยสามารถยึดเมืองศูนย์กลางของจังหวัดได้ 6 จังหวัด เมืองระดับอำเภอ 10 แห่ง กิ่งอำเภอ 2 แห่ง และเมืองระดับตำบลอีก 8 แห่งทั่วทั้งรัฐยะไข่ รวมถึงยึดอำเภอปะเลตวะ (Paletwa) ในพื้นที่รัฐชินที่อยู่ข้างเคียงกัน ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2567 เป็นต้นมา
แม้กองทัพพม่าจะเปิดฉากโจมตีหนักตามเส้นทางภูเขาผ่านเทือกเขาอาระกันโยมะ ซึ่งเชื่อมระหว่างรัฐอาระกันกับภูมิภาคมะกวยและอิรวดี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถยึดคืนเมืองใดได้เลย
รัฐกะเหรี่ยง
ในรัฐกะเหรี่ยง กองกำลังฝ่ายต่อต้านสามารถยึดศูนย์กลางจังหวัดได้ 1 แห่ง คือ จังหวัดผาปูน และเมืองขนาดเล็กอย่าง ไจ้ด่ง (ขึ้นกับอำเภอจาอินเซกจี) ตำบลซูกาลี (ขึ้นกับอำเภอเมียวดี) และบ้านเลเก่ก่อ (ขึ้นกับอำเภอเมียวดี) ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2024 แม้กองทัพพม่าจะเปิดปฏิบัติการโต้กลับหลายครั้งในปีนี้ แต่ยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่เหล่านั้นได้
รัฐกะเรนนี
ในรัฐกะเรนนี มี 6 ตำบลที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝ่ายต่อต้านตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2566 แต่ภายในกลางปี 2568 กองทัพพม่าได้ยึดคืนเมืองปาย (Mobye) ในอำเภอผายขุ่น รัฐฉาน และบ้านนันแมข่ง อำเภอดีมอโซ ในรัฐกะเรนนี ได้ เหลือเพียง 4 ตำบลที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังกะเรนนี
เมืองปาย ตั้งอยู่บริเวณชายแดนด้านใต้ของรัฐฉาน ถือเป็นประตูยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสู่รัฐกะเรนนี โดยมีถนนที่ตรงไปยังเมืองลอยก่อ เมืองหลวงของรัฐกะเรนนี.
รัฐฉานเหนือ

กองกำลังโกก้าง MNDAA ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก หน้าค่ายทหารพม่า ที่เมืองกุนโหลง ภาพเผยแพร่เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2566 (ที่มา: Facebook/The Kokang)

ทหารพม่าเคลื่อนกำลังมาถึงตัวอำเภอจ็อกแม โดยยึดคืนมาจากทหารตะอาง TNLA ภาพเผยแพร่ในเทเลแกรม Visit Kyaukme เมื่อ 1 ต.ค. 2568
สถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุดเกิดขึ้นในรัฐฉานตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ พันธมิตรสามภราดรภาพ (Brotherhood Alliance) และ กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) เปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ภายใต้ปฏิบัติการ 1027 ช่วงปลายปี 2023 ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสามารถยึดเมืองได้รวม 25 เมือง โดย กองทัพสัมพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA หรือกองกำลังโกก้าง) ยึดได้ 12 เมือง แต่ในเวลาต่อมาได้ส่งมอบสองเมือง ได้แก่ โหป่าง (Hopang) และปานลน (Pan Lon) ให้กับ กองทัพสหรัฐว้า (UWSA)
กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ยึดได้ 12 เมือง โดย 11 เมืองอยู่ในรัฐฉาน และอีก 1 เมืองอยู่ในภาคมัณฑะเลย์ ส่วน KIA ยึดได้ 1 เมืองคือ อำเภอม่านเบง (Mabein) จังหวัดจ็อกแม ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ขณะที่เมืองก๊ดขาย จังหวัดก๊ดขาย รัฐฉาน ถูกแบ่งเขตควบคุมระหว่าง ทหารโกก้าง MNDAA และทหารตะอาง TNLA
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลจีน ทหารโกก้าง MNDAA ได้ส่งมอบเมืองศูนย์กลางรัฐฉานเหนือคือล่าเสี้ยว คืนให้กับกองทัพพม่าในเดือนเมษายน 2568 และตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา รัฐบาลทหารพม่ารุกคืนพื้นที่ของทหารตะอาง TNLA ยึดคืนอำเภอหนองเขียว และอำเภอจ็อกแม จังหวัดจ็อกแม คืนจาก TNLA และมุ่งหน้าอำเภอสี่ป้อ จังหวัดจ็อกแมเป็นเป้าหมายถัดไป
แต่ถึงกระนั้น พื้นที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้านยังคงมีเมืองศูนย์กลางระดับจังหวัดถึง 5 แห่ง และเมืองศูนย์กลางของอำเภอ 12 แห่ง
ภาคสะกาย และภาคมัณฑะเลย์
ในภูมิภาคสะกายและมัณฑะเลย์ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Forces – PDF) สามารถยึดเมืองศูนย์กลางระดับจังหวัดได้ 2 แห่ง 4 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ และ 3 ตำบล แม้กองทัพพม่จะเปิดปฏิบัติการยึดคืนบางส่วนสำเร็จ ได้แก่ อำเภอกอลิน ศูนย์กลางของจังหวัดกอลิน ในภาคสะกาย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และ อำเภอตะแบกจิน ศูนย์กลางของจังหวัดตะแบกจิน ภาคมัณฑะเลย์ กลับมาอยู่ในมือกองทัพในเดือนกรกฎาคม 2568
ภาพรวมสถานการณ์ทั่วประเทศ

แผนที่แสดงสถานการณ์สงครามกลางเมืองพม่า จนถึงตุลาคม 2568 โดยพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่ๆ กองทัพพม่าสามารถยึดคืนมาได้จากกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ที่มา: The Irrawaddy
ทั่วประเทศ กองกำลังฝ่ายต่อต้านสามารถยึดเมืองศูนย์กลางระดับจังหวัดได้ 19 จังหวัด, เมืองหลักระดับอำเภอ 34 อำเภอ, กิ่งอำเภอ 15 แห่ง และเมืองระดับตำบล 31 ตำบล ในจำนวนนี้ มีเพียงสามเมืองในรัฐชินเท่านั้นที่ฝ่ายต่อต้านสามารถยึดได้โดยง่าย เนื่องจากกองทัพพม่าถอนกำลังออกไปเอง ส่วนที่เหลือทั้งหมดยึดมาได้จากการสู้รบอย่างหนัก
หลังจากนั้น กองทัพพม่าได้ยึดคืนเมืองศูนย์กลางระดับจังหวัดได้ 4 แห่ง และเมืองระดับอำเภออีก 3 แห่ง
ฝ่ายต่อต้านได้ถอนกำลังออกจากบางพื้นที่ในรัฐฉานเหนือ ภาคมัณฑะเลย์ ภาคสะกาย และรัฐกะเรนนี แต่ในรัฐกะฉิ่น รัฐชิน รัฐกะเหรี่ยง และรัฐยะไข่ ยังไม่มีเมืองใดที่กลับไปอยู่ในมือของรัฐบาลทหาร
นอกจากนี้ ยังมี 4 เมืองที่กองกำลังต่อต้านสามารถยึดได้ชั่วคราวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงปี 2567 ก่อนจะถอนกำลังออกภายในไม่กี่วัน เช่น ความพยายามในการยึดลอยก่อ เมืองหลวงของรัฐกะเรนนีอย่าง ที่ยังล้มเหลว ขณะที่ฝ่ายต่อต้านยังคงเปิดฉากโจมตีต่อเนื่องในอำเภอบะมอ หรือบ้านหม้อในรัฐคะฉิ่น, อำเภอผาซอง ในรัฐกะเรนนี, และตำบลวาเลย์เมียง ในรัฐกะเหรี่ยง ขณะที่ฝ่ายทหารพม่าเปิดการรุกที่บ้านเลเก่กอ ทางใต้ของเมียวดี และเตรียมปฏิบัติการรุกเพิ่มเติมในรัฐฉานเหนือ
ข้อจำกัดของฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เดินทางไปเยือนบริษัท Zhongyue Aviation UAV Firefighting-Drone Co Ltd ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2567 ที่มา: ภาพเผยแพร่ของสื่อรัฐบาลทหารพม่า
แม้การสนับสนุนจากจีนจะช่วยให้กองทัพพม่ามี “เวลาหายใจ” อยู่บ้าง แต่จนถึงขณะนี้สามารถยึดคืนเมืองได้เพียง 7 อำเภอเท่านั้น ในขณะที่กองกำลังต่อต้านกลับสามารถยึดเพิ่มได้อีก 3 เมืองในปี 2025 ได้แก่ อำเภอฟะลัม (Falam) จังหวัดฟะลัม รัฐชิน อำเภออินต่อ จังหวัดกาดส่า และอำเภอบันเมาก์ (ม่านหมอก) จังหวัดกาดส่า ภาคสะกาย พร้อมกับยังคงสู้รบเพื่อยึดพื้นที่ในบะมอ รัฐกะฉิ่น, ผาซอง รัฐกะเรนนี และวาเลย์เมียง รัฐกะเหรี่ยง
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ แม้กองทัพพม่าจะเร่งการเกณฑ์ทหารอย่างหนัก แต่ก็ยังขาดศักยภาพเพียงพอที่จะเปิดการรบในวงกว้างทั่วประเทศ ปัจจุบันเป้าหมายหลักอยู่ที่ บ้านเลเกก่อ และจังหวัดผาปูน ในรัฐกะเหรี่ยง รวมถึงการโจมตีรอบใหม่ในรัฐฉานเหนือ ส่วนในภาคมัณฑะเลย์ กองทัพเน้นเสริมกำลังป้องกันรอบนอกตัวเมืองมากกว่าการพยายามยึดคืนเมืองที่สูญเสียไปแล้ว โอกาสที่รัฐบาลทหารจะสามารถยึดคืนเมืองส่วนใหญ่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้จึงถือว่ามีโอกาสน้อยมาก
แรงขับเคลื่อนของฝ่ายต่อต้าน
ในทางกลับกัน กองกำลังต่อต้านไม่เพียงแต่สามารถรักษาพื้นที่เดิมไว้ได้ แต่ยังขยายอิทธิพลออกไปเพิ่มอีก โดยในปี 2568 พวกเขายึดเมืองฟะลัม รัฐชิน, อินต่อ ภาคสะกาย, และบันเมาก์ (ม่านหมอก) ภาคสะกาย ได้สำเร็จ ผลลัพธ์นี้หักล้างการกล่าวอ้างของกองทัพที่ว่า “กำลังยึดคืนเมืองต่อเมือง” หรือว่ากลุ่มตะอาง TNLA “พ่ายแพ้” เพียงเพราะสูญเสียสองเมือง เพราะในความเป็นจริงแล้ว คำกล่าวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ โฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายทหาร ไม่ใช่ภาพสะท้อนของสถานการณ์ในสนามรบจริง
ในบทวิเคราะห์ของเอจานซู ชี้ว่าอย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่ากองกำลังฝ่ายต่อต้านยังต้องพัฒนายุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเลือกภูมิประเทศให้เหมาะสม การผสมผสานกลยุทธ์เชิงรับกับเชิงรุก และการเสริมสร้างโครงสร้างการบังคับบัญชาให้แข็งแกร่ง
ภาพรวมทั่วประเทศ กองทัพพม่ายังคงมีจุดอ่อนในหลายพื้นที่ และการประเมินสถานการณ์ทางทหารควรสะท้อนข้อเท็จจริงนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ควรถูกประเมินต่ำหรือตีคุณค่าสูงเกินไป เมืองบางแห่งอาจสูญเสียไป หรือบางพื้นที่อาจกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิง แต่ในบางแห่ง กองกำลังต่อต้านจะยังคงสามารถป้องกันพื้นที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเปิดการโจมตีรอบใหม่ได้อีกด้วย
แปลและเรียบเรียงจาก
Let’s Not Overestimate the Junta’s Comeback on the Battlefield, Aye Chan Hsu, The Irrawaddy 10 October 2025
