บทวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่รัฐบาลอินเดียเพิ่งประกาศบังคับใช้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 สะท้อนประสบการณ์ตรงจากสนามการต่อสู้ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่า "การปฏิรูปแรงงาน" นั้นแท้จริงแล้วคือการถอยหลังของสิทธิแรงงานที่ต่อสู้มาหลายทศวรรษ และเป็นการส่งมอบอำนาจให้นายจ้างอย่างไม่มีเงื่อนไข
ภาพจาก: Communist Party of India -Marxist Leninist- Liberation CPIML
ช่วงปลายปี 2025 ไมเตรยี กฤษณัน (Maitreyi Krishnan) เลขาธิการระดับรัฐของสภาสหภาพแรงงานกลางอินเดีย (AICCTU) ประจำรัฐกรณาฏกะ ได้เขียนบทวิเคราะห์ผลกระทบของประมวลกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่รัฐบาลอินเดียเพิ่งประกาศบังคับใช้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025
ในฐานะผู้ที่ทำงานอยู่แนวหน้าของขบวนการแรงงาน เธอได้เห็นการต่อสู้และความทุกข์ยากของคนทำงานอินเดียอย่างใกล้ชิด บทความนี้สะท้อนประสบการณ์ตรงจากสนามการต่อสู้ โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่า "การปฏิรูปแรงงาน" นั้นแท้จริงแล้วคือการถอยหลังของสิทธิแรงงานที่ต่อสู้มาหลายทศวรรษ และเป็นการส่งมอบอำนาจให้นายจ้างอย่างไม่มีเงื่อนไข
ผ่านมุมมองของนักกิจกรรมแรงงาน บทวิเคราะห์นี้เป็นเสียงเตือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียคือสงครามชนชั้นที่กำลังดำเนินอยู่ และคนทำงานกำลังเผชิญกับการโจมตีอย่างหนัก
0 0 0
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 รัฐบาลกลางอินเดียประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับที่ผ่านสภาระหว่างปี 2019-2021 ได้แก่ ประมวลกฎหมายว่าด้วยค่าจ้าง 2019 ประมวลกฎหมายความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน (OSH Code) 2020 ประมวลกฎหมายประกันสังคม 2020 และประมวลกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (IR Code) 2020
ประมวลกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ถูกนำเสนอว่าเป็น "การปฏิรูปแรงงาน" แต่แท้จริงแล้วเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของรัฐในการไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น การที่ภาคธุรกิจอินเดียส่วนใหญ่ยกย่องกฎหมายเหล่านี้ บ่งบอกชัดเจนว่ากฎหมายรับใช้ผลประโยชน์ของใคร สหภาพแรงงานมองว่านี่คือการโจมตีชนชั้นแรงงาน และมีแนวโน้มว่าจะมีการประท้วงต่อต้านอย่างหนักในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
การผ่านกฎหมายเหล่านี้ในรัฐสภาก็เป็นกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ร่างกฎหมาย 3 ใน 4 ฉบับผ่านโดยไม่มีการอภิปรายในปี 2020 ในวันที่รัฐสภากำลังวุ่นวายกับการผ่านกฎหมายเกษตร สหภาพแรงงานต่อต้านกระบวนการนี้มาตลอดและจัดนัดหยุดงานทั่วประเทศ 4 ครั้ง แต่รัฐบาลเพิกเฉยต่อทุกข้อคัดค้านและประกาศบังคับใช้กฎหมาย
ผลักคนทำงานออกจากความคุ้มครองทางกฎหมาย
การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่ประมวลกฎหมายใหม่นำมาคือการผลักคนทำงานออกจากขอบเขตของกฎหมาย กฎหมายแรงงานโดยทั่วไปกำหนดจำนวนคนทำงานขั้นต่ำที่กฎหมายจะบังคับใช้ ประมวลกฎหมายใหม่ยกเกณฑ์นี้ให้สูงขึ้น ทำให้คนทำงานจำนวนมากขึ้นหลุดออกจากความคุ้มครอง
พระราชบัญญัติโรงงาน 1948 ซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อให้คนทำงานในโรงงานได้รับสุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม และวันลา เคยกำหนดเกณฑ์ที่ 10 คน สำหรับสถานประกอบการที่ใช้เครื่องจักร และ 20 คน สำหรับที่ไม่ใช้เครื่องจักร OSH Code ยกเกณฑ์เป็น 20 และ 40 คน ตามลำดับ
ตามการสำรวจอุตสาหกรรมประจำปี 2022-23 โรงงาน 43.2% จ้างคนน้อยกว่า 20 คน คนทำงานในสถานประกอบการเหล่านี้จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอีกต่อไป
เปิดทางให้ไล่คนงานออกได้ง่ายขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานและฝ่ายบริหารไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ พระราชบัญญัติคำสั่งถาวรว่าด้วยการจ้างงานในอุตสาหกรรม 1946 กำหนดให้สถานประกอบการที่จ้างคนงาน 100 คน ขึ้นไปต้องวางกฎเกณฑ์การจ้างงานที่ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐหลังรับฟังความเห็นคนทำงาน แต่ IR Code กลับยกเกณฑ์เป็น 300 คน หมายความว่าคนทำงานในสถานประกอบการที่มีน้อยกว่า 300 คน ถูกผลักเข้าสู่สุญญากาศทางกฎหมาย ปล่อยให้เงื่อนไขการจ้างงานขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายจ้างทั้งหมด
IR Code ยังเปลี่ยนแปลงจากพระราชบัญญัติข้อพิพาทอุตสาหกรรม 1947 ด้วย เดิมสถานประกอบการที่จ้างคนงาน 100 คน ขึ้นไปต้องขออนุญาตจากรัฐบาลก่อนพักงาน เลิกจ้าง หรือปิดกิจการ ประมวลกฎหมายใหม่ยกเกณฑ์เป็น 300 คน นายจ้างในหน่วยงานที่จ้างน้อยกว่า 300 คนสามารถพักงาน เลิกจ้าง หรือปิดกิจการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า
สิทธิ์นัดหยุดงานถูกบั่นทอน
ประมวลกฎหมายแรงงานยังโจมตีสิทธิ์ในการนัดหยุดงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเจรจาต่อรอง สำหรับคนงานที่อำนาจต่อรองเดียวอยู่ที่แรงงานของตัวเอง การหยุดทำงานมักเป็นหนทางเดียวที่จะถูกรับฟัง
บี.อาร์. อัมเบดการ์ (B.R. Ambedkar) นักปฏิรูปสังคมชาวอินเดียผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เคยกล่าวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติข้อพิพาทอุตสาหกรรมในปี 1938 ว่า "การนัดหยุดงานเป็นอีกชื่อหนึ่งของสิทธิ์ในเสรีภาพ มันคือสิทธิ์ที่จะเลือกให้บริการของตัวเองตามเงื่อนไขที่ต้องการ เมื่อยอมรับสิทธิ์ในเสรีภาพ ก็ต้องยอมรับสิทธิ์ในการนัดหยุดงานด้วย"
IR Code ได้บั่นทอนสิทธิ์นัดหยุดงาน 2 ทาง ประการแรก กฎหมายทำให้การนัดหยุดงานผิดกฎหมายผ่านกับดักขั้นตอน เดิมการแจ้งล่วงหน้าก่อนนัดหยุดงานบังคับใช้เฉพาะในบริการสาธารณูปโภค IR Code ขยายให้ต้องแจ้งล่วงหน้า 14 วัน ในทุกสถานประกอบการ การแจ้งนี้จะเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย และเมื่อกำลังไกล่เกลี่ย การนัดหยุดงานก็ถูกห้าม ระบบใหม่นี้ทำหน้าที่เหมือนการห้ามนัดหยุดงาน
ประการที่สอง กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ เดิมโทษสำหรับการนัดหยุดงานผิดกฎหมายคือจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับ 50 รูปี IR Code เพิ่มเป็นปรับขั้นต่ำ 1,000 รูปี สูงสุด 10,000 รูปี หรือจำคุก หรือทั้งสองอย่าง
ลดทอนสิทธิ์ของผู้หญิง
มาตรา 39(d) ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องกำหนดนโยบายให้ค่าจ้างเท่าเทียมกันสำหรับงานที่เท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง บทบัญญัตินี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนเท่าเทียม 1976 ซึ่งห้ามเลือกปฏิบัติในค่าจ้างตามเพศ ประมวลกฎหมายค่าจ้างได้ทำลายสิ่งนี้ไปแล้ว แม้ดูเหมือนจะกำหนดให้ค่าจ้างเท่าเทียม แต่ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ประมวลกฎหมายนิยามค่าจ้างใหม่โดยไม่รวมส่วนประกอบสำคัญหลายอย่างรวมถึงเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ทำให้นายจ้างสามารถจัดโครงสร้างค่าจ้างในลักษณะที่ดูเหมือนปฏิบัติตามกฎหมายแต่อาจสืบสานการเลือกปฏิบัติตามเพศได้
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่อีกประการสำหรับสิทธิ์คนทำงานหญิงคือการลดสิทธิประโยชน์การลาคลอด พระราชบัญญัติสิทธิประโยชน์การลาคลอด 1961 ถูกรวมเข้าในประมวลกฎหมายประกันสังคมซึ่งจำกัดนิยามของ "ค่าจ้าง" โดยไม่รวมเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ในทางปฏิบัติ นายจ้างแบ่งค่าจ้างออกเป็นหลายหัวข้อเพื่อหลีกเลี่ยงภาระ การไม่รวมส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้กฎหมายรับรองการหลีกเลี่ยงดังกล่าว ส่งผลให้คนทำงานหญิงได้รับสิทธิประโยชน์การลาคลอดน้อยลง
การอนุญาตให้ผู้หญิงทำงานกะกลางคืนซึ่งเคยถูกห้ามตามพระราชบัญญัติโรงงาน ถูกยกย่องว่าเป็นชัยชนะสำหรับเสรีภาพของผู้หญิง แต่ในความเป็นจริง มันให้อิสระนายจ้างมากขึ้นในการเอาเปรียบแรงงานหญิงภายใต้สภาพที่ไม่ปลอดภัยและไม่เท่าเทียม แม้บทบัญญัติจะกำหนดให้ต้องได้รับ "ความยินยอม" จากคนทำงานหญิง แต่ความยินยอมนี้เป็นเพียงภาพลวงตาในสถานที่ทำงานที่มีความไม่สมดุลของอำนาจอย่างชัดเจน
ระบบจ้างเหมาฝังรากลึกยิ่งขึ้น
ศาลฎีกาเคยอธิบายระบบแรงงานจ้างเหมาไว้ตั้งแต่ปี 1990 ว่าเป็น "รูปแบบที่พัฒนาขึ้นของแรงงานทาส" แต่แม้จะมีพระราชบัญญัติแรงงานจ้างเหมา 1970 การจ้างงานแบบสัญญาก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฐานะส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างกำลังแรงงานแบบเสรีนิยมใหม่
แรงงานจ้างเหมากระจุกตัวอยู่ในงานที่ถูกเรียกว่า "ไร้ทักษะ" หรือ "งานต่ำ" ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับวรรณะ อาชีพเช่น งานสุขาภิบาล แม่บ้าน คนสวน และงานใช้แรงงานที่คล้ายกันเป็นงานที่กำหนดตามวรรณะมาในประวัติศาสตร์และยังคงทำโดยกลุ่มดาลิตและชุมชนชายขอบอื่นๆ แทบทั้งหมด
แทนที่จะยุติระบบเอาเปรียบนี้ ประมวลกฎหมายแรงงานกลับรับรองมันให้ถูกกฎหมาย OSH Code ห้ามจ้างแรงงานจ้างเหมาใน "กิจกรรมหลัก" แต่เป็นแค่ในนาม คำนิยามของ "กิจกรรมหลัก" ไม่รวมงานสุขาภิบาล งาน รปภ. งานโรงอาหาร งานขนส่ง งานแม่บ้าน งานซักรีด งานสวน งานก่อสร้างและบำรุงรักษา ซึ่งล้วนเป็นงานที่แรงงานจ้างเหมาแพร่หลายและถูกเอาเปรียบมากที่สุด การไม่รวมกิจกรรมเหล่านี้ทำให้กฎหมายฝังความไม่เท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติไว้ในโครงสร้างของกฎหมายเอง
รัฐปล่อยมือจากความรับผิดชอบ
อัมเบดการ์เคยเตือนว่าการขาดการกำกับดูแลจะไม่สร้างเสรีภาพ แต่จะนำไปสู่ "เผด็จการของนายจ้างเอกชน" ประมวลกฎหมายแรงงานในแง่นี้เป็นการสละความรับผิดชอบของรัฐต่อคนทำงาน
ที่น่าสนใจคือ 'มนูสมฤติ' (หนังสือกฎหมายโบราณของอินเดียที่กำหนดระบบวรรณะและกฎเกณฑ์ทางสังคม) ซึ่งอัมเบดการ์เคยเผาทิ้ง ถูกอ้างถึงในร่างนโยบายแรงงานและการจ้างงานแห่งชาติ 2025 ที่อธิบายแรงงานว่าเป็น "หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์และมีศีลธรรม" ประมวลกฎหมายแรงงานด้านหนึ่งเปิดทางให้เกิดสิ่งที่อัมเบดการ์เรียกว่า "เผด็จการของนายจ้าง" และอีกด้านหนึ่งซ้ำเติมความยากจนและตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางวรรณะและเพศ
ประมวลกฎหมายแรงงานต้องถูกเข้าใจในบริบทของความพยายามที่กว้างขึ้นในการรื้อถอนสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยายามตีความการเอาเปรียบว่าเป็นการใช้สิทธิ์ของนายจ้าง และการต่อต้านของคนทำงานว่าเป็นอาชญากรรมและความล้มเหลวในหน้าที่ หนทางข้างหน้าในสงครามชนชั้นนี้คือการเรียกร้องไม่ใช่แค่สถานะเดิม แต่เป็นระบบกฎหมายแรงงานที่รับประกันงาน ค่าจ้าง และประกันสังคมให้กับทุกคนอย่างแท้จริง.
ที่มา:
Dictatorship of the employer? (Maitreyi Krishnan, The Hindu, 24 December 2025)
