Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การเสียชีวิตของวิศวกร AI วัย 24 ปี สะท้อนวิกฤตแรงงานไอทีอินเดียที่เผชิญชั่วโมงงานยาว การเลิกจ้างจาก AI และวัฒนธรรมองค์กรกดดันหนัก ท่ามกลางความไม่มั่นคงในอาชีพ สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ และระบบคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอ


นิคิล ซอมวันชี (Nikhil Somwanshi) วิศวกร Machine Learning ชาวอินเดีย ที่จบชีวิตลงในวัยเพียง 24 ปี | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

ในคืนที่อากาศอบอุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นิคิล ซอมวันชี (Nikhil Somwanshi) ได้ส่งข้อความผ่าน WhatsApp ถึงเพื่อนร่วมห้อง เพื่อฝากบอกครอบครัวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ

ข้อความดังกล่าวนำไปสู่การเร่งตามหาวิศวกร Machine Learning วัย 24 ปี ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของเบงกาลูรู  เมืองที่มีประชากร 13 ล้านคน และได้รับการขนานนามว่าเป็น "ซิลิคอนวัลเลย์" ของอินเดีย

ซอมวันชีเป็นนักเรียนดีเด่นจากหมู่บ้านเกษตรกรรมในชนบท เมื่อ 9 เดือนก่อนหน้านั้น เขาได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่ Ola Krutrim สตาร์ตอัพด้าน AI ที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอินเดียที่มีมูลค่าราว 280 พันล้านดอลลาร์ และมีการจ้างงานมากกว่า 5 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทนวัตกรรมชั้นนำไปจนถึงบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับจ้างช่วง (Outsourcing) ขนาดใหญ่

การได้ร่วมงานกับ Krutrim ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของซอมวันชีและชุมชน มีการขึ้นป้ายแสดงความยินดีในหมู่บ้านของเขา และเขาได้ส่งเงินเดือนงวดแรกให้พ่อแม่เพื่อสร้างวัดเล็ก ๆ บนที่ดินเป็นการขอบคุณต่อโชคชะตา โดยเงินเดือนปีละ 3.7 ล้านรูปี (ประมาณ 41,000 ดอลลาร์) ของเขานั้น สูงกว่ารายได้จากการทำนาของครอบครัวเกือบ 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เขาเข้าไปอยู่นั้นกำลังเผชิญกับวิกฤต โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า 83% ของคนทำงานเทคโนโลยีในอินเดียประสบภาวะหมดไฟ และ 1 ใน 4 ต้องทำงานมากกว่า 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเบงกาลูรู พบว่าคนกลุ่มนี้คิดเป็น 20% ของผู้ป่วยที่ขอปลูกถ่ายอวัยวะเนื่องจากอวัยวะล้มเหลว ขณะที่การศึกษาในเมืองไฮเดอราบาด พบว่า 84% ของพนักงานเทคโนโลยีมีโรคตับที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการนั่งทำงานนานและความเครียดสะสม

ในขณะเดียวกัน ผู้นำในวงการเทคโนโลยีบางส่วนของอินเดียกลับหันมาสนับสนุนให้เพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็น 70 หรือแม้แต่ 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดตามกฎหมายของประเทศที่จำกัดไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง


พนักงานไอทีในอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในเบงกาลูรู | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของอินเดีย ตั้งแต่วิศวกรระดับต้นไปจนถึงผู้จัดการอาวุโส ต่างสะท้อนภาพความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการต้องแบกรับภาระงานหนักและกำหนดเวลาที่บีบคั้น จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการเลิกจ้างยังทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เกรงว่าจะทำให้สภาพการทำงานเลวร้ายลงกว่าเดิม

ชะตากรรมของแรงงานเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตของแรงงานทั่วโลก เนื่องจากกลุ่มแรงงานเอาท์ซอร์ส ขนาดใหญ่ของอินเดียคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักถึง 62% ในอุตสาหกรรมนี้ ท่ามกลางตารางงานที่ต้องพร้อมตอบรับตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ความต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการมาของ AI กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้มาถึงจุดแตกหัก

หลักฐานสำคัญที่ชี้ถึงวิกฤตความทุกข์ยากของแรงงานคือเหตุการณ์ฆ่าตัวตายในหมู่พนักงานเทคโนโลยีที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข่าวท้องถิ่นระหว่างปี 2017 ถึง 2025 พบรายงานการฆ่าตัวตายถึง 227 ราย ซึ่งรวมถึงผู้จัดการในเจนไน ที่กระโดดจากอาคารสำนักงานเนื่องจากแรงกดดัน และพนักงานในปูเน ที่จบชีวิตลงจนครอบครัวต้องแจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้าง นอกจากนี้ยังมีกรณีของวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ช็อตไฟฟ้าตัวเอง และวิศวกรคอมพิวเตอร์รุ่นเยาว์ในรัฐเกรละ ที่ส่งวิดีโอลาแม่เพราะทนความเครียดไม่ไหว ซึ่งสหภาพแรงงานระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมองค์กร

พนักงานรายหนึ่งในบริษัทเอาท์ซอร์สรายใหญ่เปิดเผยว่า เพื่อนร่วมงานเริ่มสูญเสียงานให้กับ AI ขณะที่เธอเองต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และถูกตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นเพียงเพราะเป็นผู้หญิงที่มีแผนจะสร้างครอบครัวในอนาคต เธอเปรียบเทียบชีวิตการทำงานว่าเหมือนถูกขังและกดทับอยู่ภายใต้อาคารกระจกที่สวยงาม

ในภาพรวม อินเดียกำลังเผชิญกับอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2022 สูงถึง 12.4 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 9.2 ซันจีฟ เจน (Sanjeev Jain) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังลามจากกลุ่มผู้ยากจนไปสู่กลุ่มชนชั้นวิชาชีพที่รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในอาชีพ โดยเฉพาะ "พนักงานคอปกขาว" (White-collar workers) ที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน ซึ่งต้องแบกรับความหวังในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไว้บนบ่า


ชื่อของนิคิล ซอมวันชี บนกระดานเกียรติยศที่โรงเรียนมัธยมของเขา


ไกลาช ซอมวันชี ลุงของนิคิล ที่วัดของครอบครัวซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากเงินเดือนของเขาจาก Krutrim | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

ข้อมูลของรัฐบาลอินเดีย ไม่มีการจัดหมวดหมู่สถิติการฆ่าตัวตายตามอาชีพ ทำให้ยากต่อการระบุว่าอัตราในกลุ่มพนักงานไอที สูงกว่าอาชีพอื่นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จายันตา มุคโคปาธยาย์ (Jayanta Mukhopadhyay) ศาสตราจารย์อาวุโสจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ขารัคปูร์ (Indian Institute of Technology Kharagpur - IIT Kharagpur) ระบุว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของคนทำงานเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น "น่าตกใจมาก" และเหตุการณ์ฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นคือ "ภาพสะท้อน" ของสภาพอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

มุคโคปาธยาย์ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการติดต่อกับศิษย์เก่าว่า วัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวดได้ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เนื่องจากการทำงานจากที่บ้านทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเลือนหายไป นอกจากนี้ การมาของ AI ยังทำให้งานระดับล่างถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางภาวะแรงงานล้นตลาดที่รุนแรง โดยรายงานในปี 2024 ระบุว่า มีบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์เพียง 10% จากทั้งหมด 1.5 ล้านคนที่มีโอกาสได้งาน ทำให้นักศึกษาและคนทำงานต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเครียดมหาศาล

ในส่วนของ ซอมวันชี หลังจากเริ่มงานที่ Krutrim เขาต้องทำงานหนักถึงวันละ 15 ชั่วโมง ตามคำบอกเล่าของลูกพี่ลูกน้อง เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับบ้านไปร่วมเทศกาลดิวาลี ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญของครอบครัวชาวอินเดียได้หรือไม่ งานที่ทำนั้นถูกระบุว่า "ทำลายจิตวิญญาณของเขา" จนหมดสิ้น

กระทั่งเดือนพฤษภาคมปี 2025 ซอมวันชีได้ตัดสินใจลาหยุด บันทึกการโทรศัพท์ของเขาแสดงให้เห็นสายที่ไม่ได้รับจำนวนมากจากหัวหน้างานและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ในคืนที่เขาส่งข้อความผ่าน WhatsApp กล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะเขากำลังเดินไปมาด้วยความสับสนที่อาคารที่พักในเบงกาลูรู  ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบใกล้เคียง ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจพบร่างของเขาในเวลาต่อมา

0 0 0

นปี 2025 ภาคเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ประกาศเลิกจ้างงานถึง 150,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการจ้างงานใหม่ก็ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในเดือนกรกฎาคม 2025 ยอดการเปิดรับสมัครงานด้านเทคโนโลยีลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับต้นปี 2020 สภาวะนี้สะท้อนถึงทิศทางทั่วโลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Intel, Microsoft และ Meta ต่างเลิกจ้างพนักงานรวมกันหลายหมื่นคนในปี 2025

ฟาเบียน สเตฟานี (Fabian Stephany) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ศึกษาด้าน AI และตลาดแรงงาน วิเคราะห์ว่าความปั่นป่วนส่วนหนึ่งเป็นการปรับฐานหลังจากยุคเฟื่องฟูในช่วงการระบาด อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ AI ก็มีส่วนสำคัญในการหยุดชะงักนี้ โดยเฉพาะบทบาทการเขียนโค้ด (Coding) ในระดับเริ่มต้นอาชีพที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุด แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบในระยะยาวทั้งหมดได้

ในเดือนสิงหาคม 2025 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เผยแพร่การศึกษาที่วิเคราะห์ข้อมูลบัญชีเงินเดือนของชาวอเมริกันหลายล้านคน พบว่า "การจ้างงานลดลง 13% สำหรับคนงานระดับเริ่มต้นในสาขาที่ AI เข้าถึงได้ง่าย" เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์และงานบริการลูกค้า ซึ่งข้อมูลจาก สำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Labor Statistics - BLS) ที่ออกมาในเดือนถัดมาก็ช่วยยืนยันผลการวิเคราะห์นี้ จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นกับนิตยสาร Fortune ว่า AI กำลังเปลี่ยนงานด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติจนหายไปในที่สุด


โต๊ะทำงานของพนักงานไอทีชาวอินเดีย | ภาพจาก: Sameer Raichur for Rest of World

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ของอินเดีย กำลังเผชิญกับความเปราะบางอย่างมากต่อการหยุดชะงักที่เกิดจาก AI โดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แม้ภาคการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเติบโตขึ้น แต่แกนหลักของอุตสาหกรรมยังคงเป็นการรับจ้างช่วงหรือเอาท์ซอร์ส ซึ่งเน้นการให้บริการที่คุ้มค่าผ่านแรงงานที่มีการศึกษาสูง เพื่อช่วยบริษัทจากสหรัฐอเมริกา ลดต้นทุนในตำแหน่งอย่างนักวิเคราะห์ข้อมูลและโปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น

ในปัจจุบัน งานจำนวนมากเหล่านี้เริ่มถูกแทนที่ด้วย AI และพนักงานยังกังวลว่าผู้จัดการโครงการระดับกลางรวมถึงวิศวกรบำรุงรักษาซอฟต์แวร์อาจเป็นกลุ่มถัดไป อาดิตยา วาศิษฐา (Aditya Vashistha) ผู้นำโครงการโครงการ Global AI Initiative ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ระบุว่า บทบาทการให้คำปรึกษาแบบดั้งเดิมในอุตสาหกรรมบริการจะได้รับผลกระทบหนักกว่าบริษัทที่เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้สถานการณ์ของอินเดียดูน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาแรงงานล้นตลาดที่มีมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B สำหรับนายจ้างอเมริกันที่ต้องการนำเข้าแรงงานทักษะสูงจากอินเดีย นอกจากนี้ มาเฮศเวอร์ เปรี (Maheshwer Peri) ผู้ก่อตั้ง Careers360 พบว่าเงินเดือนระดับเริ่มต้นของบริษัท IT ชั้นนำ 5 แห่งในอินเดียเพิ่มขึ้นไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับ 15 ปีก่อน ขณะที่ค่าครองชีพและค่าการศึกษาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจำนวนนักศึกษาจบใหม่เพิ่มขึ้นแต่ตำแหน่งงานกลับลดน้อยลง

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 Tata Consultancy Services (TCS) ซึ่งเป็นนายจ้างภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบ 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทเพื่อปรับโครงสร้างตามแนวทาง AI เช่นเดียวกับบริษัทเอาท์ซอร์สรายอื่นและสตาร์ตอัพอย่าง Krutrim ที่เลิกจ้างพนักงานรวมกันมากกว่า 6,000 คนในปี 2025 โดยอ้างถึงการหยุดชะงักที่เกิดจากเทคโนโลยี AI เช่นกัน


สวนเทคโนโลยีในเบงกาลูรูที่เป็นที่ตั้งของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

"ด้วยปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่" วีเจเค ไนร์ (VJK Nair) ผู้จัดการผู้เชี่ยวชาญและผู้นำสหภาพแรงงานเทคโนโลยีในเบงกาลูรู กล่าวกับ Rest of World โดยระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีต่างพยายามรักษาผลกำไรด้วยการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ส่งผลให้พนักงานที่ยังอยู่ต้องแบกรับแรงกดดันทางจิตใจอย่างหนักเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้ความกลัวจนไม่กล้าเรียกร้องสภาวะการทำงานที่ดีขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังติดกับดักท่ามกลางวิกฤตการจ้างงาน

วิศวกรซอฟต์แวร์รายหนึ่งที่ทำงานในสาขาอินเดีย ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า พนักงานถูกบีบให้ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างสูงสุด แม้เขาจะเชื่อว่าตำแหน่งระดับอาวุโสของตนยังปลอดภัยจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี แต่ความฝันที่จะย้ายไปทำงานในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่า H-1B กลับดูเลือนลางลงทุกที เนื่องจากนโยบายที่พยายามลดการดึงตัวพนักงานจากอินเดียไปยังสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ข้อมูลวัย 22 ปี จากสตาร์ตอัพด้าน AI ทางตอนใต้ของอินเดียให้ข้อมูลว่า บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังใช้เครื่องมือที่เธอคาดว่าจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของเธอในอนาคต แต่ในปัจจุบันบริษัทยังจำเป็นต้องจ้างเธอเพื่อคอยตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่ AI มักจะทำขึ้น เธอคาดการณ์ว่างานของเธออาจจะคงอยู่ได้อีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น

ในช่วงเวลานี้เธอต้องทำงานหนักกว่าวันละ 12 ชั่วโมงเป็นประจำ โดยพนักงานที่ร้องเรียนเรื่องการทำงานล่วงเวลาที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนมักจะได้รับคำตอบว่าสามารถลาออกไปได้หากไม่พอใจ เธอจึงเลือกที่จะเงียบและยอมทำงานดึกต่อที่บ้านตามคำสั่งของหัวหน้างาน พร้อมนิยามสภาพตัวเองว่า "สภาพจิตใจของฉันต้องออนไลน์อยู่ตลอดเวลา"

0 0 0

ซอมวันชีเกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันตกของอินเดีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2000 โดยครอบครัวของเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง พ่อแม่ของเขาถึงกับตัดสินใจขายบ้านและที่ดินทำนาบางส่วนเพื่อส่งเสียค่าเล่าเรียนให้แก่เขาและน้องสาว เนื่องจากในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียนมัธยมที่สอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ พ่อของเขาจึงต้องขับรถจักรยานยนต์ไปส่งเขาที่โรงเรียนในพื้นที่อื่น โดยใช้เวลาเดินทางไป-กลับรอบละ 40 นาทีทุกวัน

ซอมวันชีเติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกเรียบง่าย สวมแว่นตา พร้อมหนวดเคราที่ดูแลอย่างเป็นระเบียบ ด้วยความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา หลังจากสำเร็จปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เขาได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในปี 2022 ณ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินเดีย (Indian Institute of Science - IISc) ในเมืองเบงกาลูรู ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของประเทศ โดยผลงานวิทยานิพนธ์ของเขาคือการพัฒนา Chatbot ในภาษาท้องถิ่นของอินเดียที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Gates Foundation และหลังจากเรียนจบเพียงไม่นาน เขาก็ได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่ Ola Krutrim

ความสำเร็จนี้สร้างความปลาบปลื้มให้แก่ครอบครัวอย่างมาก โดย โชตุ ซอมวันชี (Chotu Somwanshi) ผู้เป็นพ่อเปิดเผยกับ Rest of World ว่า "พวกเราภูมิใจในตัวเขามาก และรู้สึกว่าความลำบากที่ผ่านมานั้นคุ้มค่า เพราะเขาได้ก้าวไปสู่จุดที่พวกเราไม่เคยทำได้"


อามอล ปาติล (Amol Patil) เพื่อนในวัยเด็กของซอมวันชี กำลังมองดูภาพถ่ายเก่าของเขา


ภาพถ่ายของ ซอมวันชี (คนที่สามจากซ้าย) กับเพื่อนๆ สมัยมัธยม | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

Ola Krutrim ก่อตั้งโดย ภาวิช อักการวาล (Bhavish Aggarwal) หนึ่งในนักลงทุนแถวหน้าของอินเดีย โดยวางเป้าหมายให้เป็นคู่แข่งสำคัญของ ChatGPT อักการวาลมีชื่อเสียงจากการผลักดันวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วง โดยเขามองว่าแนวคิด "สมดุลชีวิตและการทำงาน" (Work-Life Balance) เป็นเพียง "วัฒนธรรมนำเข้าจากตะวันตก" พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงานทำงานถึง 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังเชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันต้องยอมเสียสละตนเองหรือทำ "ตปัสยา" (Tapasya - การบำเพ็ญตบะ) เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นอันดับหนึ่งของโลก

วัฒนธรรมองค์กรของ Krutrim ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสื่อในอินเดียว่า "เป็นพิษ ไม่ยั่งยืน และทำลายสุขภาพจิต" ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุสลดที่วิศวกรวัย 38 ปีของ Ola Electric บริษัทในเครืออีกแห่งหนึ่ง ได้เขียนจดหมายระบายความยาว 28 หน้าเกี่ยวกับการถูกคุกคามและการถูกระงับเงินเดือน ก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยการดื่มยาพิษ เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตยื่นฟ้องดำเนินคดีต่ออักการวาลและผู้บริหารระดับสูง

ทาง Ola ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจงว่าพนักงานคนดังกล่าวไม่เคยยื่นข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาไม่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงโดยตรง พร้อมยืนยันว่า Ola Electric ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ และยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและให้เกียรติพนักงานทุกคน ซึ่งขณะนี้คดีความยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน

ในส่วนของซอมวันชี สมาชิกในครอบครัวจดจำเขาในฐานะคนเก็บตัว ซึ่งนับว่าหาได้ยากสำหรับคนวัย 24 ปีที่ไม่มีบัญชี Instagram หรือโซเชียลมีเดียใด ๆ เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสร้างงานให้แก่เยาวชนในหมู่บ้านของตนเอง เพื่อแผ้วถางทางให้คนรุ่นหลังก้าวเดินได้ง่ายขึ้น อามอล ปาติล (Amol Patil) เพื่อนสมัยเด็กเล่าว่า แผนการของซอมวันชีคือการเก็บออมเงินจากการทำงานเพื่อนำไปเป็นทุนในการก่อตั้งบริษัทไอที ของตนเองในอนาคต


คนงานที่ฟาร์มของครอบครัวซอมวันชีในรัฐมหาราษฏระ | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ Ola Krutrim กลับสร้างความลำบากให้แก่ซอมวันชีมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก แม้เขาจะโทรศัพท์หาพ่อแม่ทุกวันจากเบงกาลูรู แต่เขาก็ไม่เคยระบายความเครียดให้ครอบครัวได้รับรู้ จนกระทั่ง 2 เดือนก่อนเกิดเหตุสลด เขาได้กลับบ้านและพูดคุยกับ ปาติล ถึงปัญหาที่ต้องแบกรับภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากเพื่อนร่วมงานหลายคนถูกเลิกจ้างหรือย้ายทีม

ด้วยนิสัยที่สุภาพและพูดน้อย ทำให้เขาต้องดิ้นรนอย่างหนักกับวัฒนธรรมองค์กรที่กดดัน นอกจากนี้เขายังรู้สึกโดดเดี่ยวในเบงกาลูรู ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดถึง 1,100 กิโลเมตร และผู้คนรอบข้างไม่ได้ใช้ภาษามราฐี  ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของเขา เขาเคยคิดที่จะย้ายกลับไปทำงานในปูเน ศูนย์กลางเทคโนโลยีในรัฐบ้านเกิดซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่า แต่เขาก็มีความกังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน

ทางด้าน อภิเษก เชาฮาน (Abhishek Chauhan) โฆษกของ Ola ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสื่ออินเดีย หลังการเสียชีวิตของซอมวันชี Krutrim ระบุว่า "ทางบริษัทรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของพนักงานหนุ่มผู้มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งของเรา"

แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ซอมวันชีอยู่ระหว่างการลาพักส่วนตัวซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนก่อนหน้า พร้อมยืนยันว่านิคิลเป็นสมาชิกที่ทรงคุณค่าของทีมและการสูญเสียครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ทุกคนในองค์กร โดยทางบริษัทกำลังให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวและพนักงานอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น

สีมันต์ กุมาร์ สิงห์ (Seemant Kumar Singh) ผู้บัญชาการตำรวจเบงกาลูรู ให้ข้อมูลกับ Rest of World ว่า ผลการชันสูตรยืนยันว่าซอมวันชีเสียชีวิตจากการจมน้ำโดยเป็นการฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าความเครียดจากงานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ เนื่องจากซอมวันชีไม่เคยยื่นข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการทำงานหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากทางบริษัท

0 0 0

ผู้นำสหภาพแรงงานให้ข้อมูลกับ Rest of World ว่าวัฒนธรรมการทำงานของ Ola Krutrim ไม่ใช่กรณีพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงลำพังในอุตสาหกรรม และ อักการวาล ก็ไม่ใช่ผู้นำเพียงคนเดียวที่เรียกร้องให้พนักงานทำงานหนักขึ้น

บุคคลสำคัญระดับมหาเศรษฐีอย่าง นารายานา เมอร์ที (Narayana Murthy) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Infosys เคยเรียกร้องให้พนักงานทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ เอสเอ็น ซุบราห์มันยัน (SN Subrahmanyan) ประธานของบริษัทข้ามชาติ Larsen & Toubro (L&T) ได้ผลักดันให้เพิ่มชั่วโมงการทำงานขึ้นไปถึง 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

สำนักงานเทคโนโลยีในอินเดีย ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีรากฐานมาจากการรับจ้างช่วงหรือเอาท์ซอร์ส โดยพนักงานส่วนใหญ่ต้องให้บริการลูกค้าต่างประเทศในเขตเวลาที่แตกต่างกัน

กฤษณกุมาร นาตาราจัน (Krishnakumar Natarajan) อดีตประธาน National Association of Software and Service Companies (Nasscom) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนผลประโยชน์ของบริษัทไอทีในอินเดีย อธิบายว่า "การทำงานในวงจร 24/7 (24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์) เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับงานไอทีส่วนใหญ่ และเวลาทำงานปกติมักใช้ไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ" แม้แต่เหล่านักเขียนโปรแกรมหรือโค้ดเดอร์ ที่ทำงานแก้ไขซอฟต์แวร์ในช่วงที่ลูกค้าพักผ่อน ก็ยังถูกคาดหวังให้พร้อมรับคำสั่งตลอด 24 ชั่วโมง

นาตาราจัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Mindtree ซึ่งภายหลังถูกควบรวมโดย L&T ยังกล่าวเสริมว่า สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ลงเป็นผลมาจากความร้อนแรงของการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล เขาระลึกความหลังว่า "ในช่วงต้นปี 2000 อุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วและไม่มีการแย่งชิงส่วนแบ่งกันรุนแรงนัก" แต่ในปัจจุบัน ความเข้มข้นของการแข่งขันในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจนนำมาสู่สภาวะกดดันในปัจจุบัน


อาคารสำนักงานในเบงกาลูรู | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

การทำงานระยะไกล (Remote Work) กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความเปราะบาง นาตาราจัน ชี้ว่าพนักงานขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนตอนอยู่ในออฟฟิศ ขณะที่ บิโน พอล (Bino Paul) ศาสตราจารย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมทาทา (Tata Institute of Social Sciences - TISS) มองว่าการระบาดของโควิด-19  คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ขอบเขตระหว่างงานและบ้านเลือนรางจนทำลายเวลาของครอบครัว ซึ่งเขาถือว่าเป็นโมเดลที่ไม่ยั่งยืน

พนักงานเอาท์ซอร์ส วัยต้น 30 ปีในเบงกาลูรู ยอมรับว่าการทำงานทางไกลทำให้เขาต้องเผชิญกับชั่วโมงงานที่ยาวนานขึ้นและการแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในเวลากลางคืนเพียงลำพัง นอกจากนี้เขายังพบว่าเมื่อผู้จัดการระดับกลางถูกเลิกจ้าง ภาระงานทั้งหมดจะถูกกดทับลงมาที่พนักงานระดับล่าง ปัจจุบันเขาต้องพึ่งพานักจิตวิทยาเพื่อรับมือกับความเครียดและตระหนักว่าตนเองอาจถูกแทนที่ด้วย AI ในไม่ช้า เช่นเดียวกับวิศวกรอีกรายที่ต้องทำงานข้ามคืนจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ทั้งความดันโลหิตต่ำและโรคไขมันพอกตับ แต่เขายังต้องฝืนทำเพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวในชนบท

แม้จะมีการประท้วงในเบงกาลูรูเพื่อเรียกร้อง "สิทธิ์ในการตัดการเชื่อมต่อ" (Right to disconnect) และการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน แต่สหภาพแรงงานภาคไอทีของอินเดีย กลับมีสมาชิกไม่ถึง 1% ของพนักงานทั้งหมด 5 ล้านคน คริสตี้ ฮอฟฟ์แมน (Christy Hoffman) จาก Uni Global Union ระบุว่าการคุ้มครองทางกฎหมายนั้นอ่อนแอมาก และพนักงานต่างหวาดกลัวการถูก "ขึ้นบัญชีดำ" ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถหางานในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกเลย

นอกจากนี้ การเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทในกรณีการฆ่าตัวตายยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากครอบครัวมักเกรงว่าจะสูญเสียเงินชดเชยจากประกันองค์กร หรือถูกฟ้องหมิ่นประมาท รวมถึงพนักงานส่วนใหญ่มักถูกบังคับให้ลงนามในข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (Non-disclosure agreement - NDA) และข้อตกลงไม่ดูหมิ่นบริษัท (Non-disparagement agreement)

ทางด้าน Nasscom ระบุในแถลงการณ์ว่า AI กำลังเข้ามาปรับโครงสร้างงาน โดยเน้นไปที่บทบาทระดับอาวุโสและลดความสำคัญของงานระดับเริ่มต้นที่ซับซ้อนต่ำ เช่น การเขียนโค้ด การทดสอบระบบ และงานบริการลูกค้า โดยมองว่านี่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานตามทักษะมากกว่าการหดตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่กระทรวงแรงงานและการจ้างงานของอินเดียยังคงไม่มีการตอบรับต่อประเด็นความเครียดและการปฏิบัติที่ย่ำแย่ต่อแรงงานเหล่านี้

0 0 0


ทะเลสาบอาการา ในเบงกาลูรู ที่พบศพของซอมวันชี | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World

ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2025 Rest of World ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของซอมวันชีในหมู่บ้านของพวกเขา โชตุ พ่อของเขานั่งอยู่ในบ้านพักขนาด 2 ห้องที่มืดสลัวของญาติ ขณะที่แม่ของซอมวันชีเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลด้วยอาการความดันโลหิตสูง "เธออ่อนแอมาก" โชตุกล่าว "เธอกินอะไรไม่ได้เลยนับตั้งแต่สูญเสียลูกชายไป"

โชตุระลึกถึงการพบลูกชายครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม ระหว่างที่ครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมวัดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเบงกาลูรู ในตอนนั้นซอมวันชียอมรับว่างานของเขาหนักมากและมีเพื่อนร่วมงานถูกเลิกจ้าง เขาดูเคร่งเครียดแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยความทุกข์ทั้งหมดออกมา "เขาคงไม่อยากให้พวกเราต้องเป็นกังวล" โชตุกล่าวด้วยความเสียใจ และหวังว่าหากเขารู้ความจริงเร็วกว่านี้ เขาคงจะพาลูกกลับบ้าน เพราะเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

หลังเกิดเหตุ Ola Krutrim ได้เสนอเงินชดเชยให้ครอบครัวจำนวน 1.8 ล้านรูปี (ประมาณ 20,500 ดอลลาร์) หรือครึ่งหนึ่งของเงินเดือนรายปี ซึ่งทางครอบครัวได้ยอมรับเงินจำนวนนี้ โชตุปฏิเสธที่จะกล่าวถึงบริษัทในการสนทนา แต่ต้องการเน้นย้ำถึงตัวตนของลูกชายว่าเป็นคนมีความสามารถ จริงใจ และมุ่งมั่นเพียงใด "พวกเราคิดถึงเขาตลอดเวลา" เขากล่าวทิ้งท้าย

ซาชิน ลูกพี่ลูกน้องของซอมวันชี สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งของกลุ่มคนชั้นนำทางวิชาชีพในอินเดีย ที่มาจากชนบทและฐานะยากจน ซึ่งมักจะรู้สึกแบกรับความรับผิดชอบทางการเงินของทั้งครอบครัวไว้บนบ่า เขาตั้งคำถามที่น่าสนใจทิ้งท้ายว่า แม้ภาคไอที จะเป็นช่องทางในการยกระดับฐานะทางสังคมมาอย่างยาวนาน "แต่มันบอกอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้บ้าง ถ้าพนักงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดกลับต้องลงเอยด้วยการพรากชีวิตตัวเองแบบนี้"


ที่มา:
Death of an Indian tech worker (Parth MN, Rest of World, 27 January 2026)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง