Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ส.อ.ท. ชี้ชิ้นส่วน Tier 1-2 ต้อง 'อัปสกิล-กระจายความเสี่ยง' กันดิสรัปชันแรงงาน

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์โลกจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle: SDV) อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 กำลังเผชิญ “โจทย์ใหญ่” ที่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่รวมถึง ความอยู่รอดของห่วงโซ่อุปทานและแรงงานในระบบเดิม

นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ EV และ SDV จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการระดับ Tier 1-2 รวมถึงแรงงานในสายการผลิตเดิม หากไม่เร่งปรับตัว มีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปชันและนำไปสู่การเลิกจ้างในวงกว้าง

หัวใจสำคัญของการรับมือ คือการ Upskill และ Reskill แรงงาน ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และดิจิทัล โดยแรงงานต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ทันที

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ แรงงานจึงต้องเปลี่ยนตาม หากปรับตัวทัน จะยังมีงานและบทบาทในระบบใหม่” นางสาวยุพินกล่าว

สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ส.อ.ท. มองว่า การยึดติดกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มความเสี่ยงในระยะกลาง-ยาว ผู้ประกอบการจึงควร Diversify ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับ EV และ SDV เช่น ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ โมดูลอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบอัจฉริยะ

ขณะเดียวกัน การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในรูปแบบ Joint Venture (JV) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเปิดประตูเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ได้เร็วขึ้น

นางสาวยุพิน กล่าวต่อว่า อีกแนวทางสำคัญคือการต่อยอดองค์ความรู้เดิมของผู้ผลิตชิ้นส่วนไปสู่ อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน ระบบราง หรือเรือ ซึ่งใช้ความแม่นยำและมาตรฐานการผลิตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยานยนต์

แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์ และทำให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถรักษาการจ้างงานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายที่สร้างสมดุล ระหว่างการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะจากค่ายรถ EV ต่างชาติ กับการยกระดับผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้จริง ผ่านการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้ปรับตัวได้ทัน

“ปี 2569 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากอุตสาหกรรมและแรงงานไทยปรับตัวทัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นโอกาส แต่หากช้า อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” นางสาวยุพินกล่าว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 4/1/2569

เผยประกันสังคมเชิญสภาองค์การนายจ้าง–ลูกจ้าง ชี้แจงยกเลิกการจัดทำปฏิทินประกันสังคมไปแล้ว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานว่าสำนักงานประกันสังคมจัดประชุมชี้แจงสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้าง เพื่ออธิบายเหตุผลและความจำเป็นในการยกเลิกการจัดทำปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานประกันสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมได้รับข้อสอบถามจากสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้างเกี่ยวกับการจัดทำปฏิทินประกันสังคมประจำปี 2569 จึงได้เชิญผู้แทนทั้งสองฝ่ายเข้ารับฟังการชี้แจง โดยยืนยันว่าสำนักงานประกันสังคมได้ประกาศยกเลิกการประกวดราคาการจัดจ้างผลิตปฏิทินประจำปี 2569 เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีความจำเป็น อันเนื่องมาจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการอุทธรณ์ผลการประกวดราคาตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการผลิตและส่งมอบปฏิทินได้ทันตามกำหนดภายในเดือนธันวาคม 2568 หากดำเนินการต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานประกันสังคม และไม่คุ้มค่าต่อการดำเนินงาน จึงจำเป็นต้องยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว

ทั้งนี้ ในการดำเนินการประกวดราคาจ้างพิมพ์ปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 หลังจากนั้นมีผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการประกวดราคา สำนักงานประกันสังคมจึงได้เสนอเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้แจ้งผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยมีความเห็นว่าข้ออุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นและอนุญาตให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อได้ แต่สำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วระยะเวลาที่ล่วงเลยไปทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานส่งผลให้ไม่สามารถจัดพิมพ์ปฏิทินให้แล้วเสร็จและจัดสรรได้ทันตามแผนงานที่กำหนดไว้ จึงได้ประกาศยกเลิกการประกวดราคาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568

ภายหลังการชี้แจง ที่ประชุมสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้างได้แสดงความเข้าใจต่อเหตุผลและความจำเป็นในการยกเลิกการจัดทำปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 2569 โดยเห็นว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการสื่อสารที่ดี และผู้แทนทั้งสองฝ่ายจะนำข้อมูลไปชี้แจงต่อสมาชิก ลูกจ้าง และผู้ประกันตนในหน่วยงานของตนต่อไป

สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า จะยังคงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และการให้บริการต่าง ๆ แก่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชน ผ่านทุกช่องทางการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 3/1/2569

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแนะแนะผู้ประกอบการค้าปลีกเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นายพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต”

ที่มา: NBT Connext, 2/1/2569

ประธานอนุ กมธ.ประกันสังคม สว. เผยพร้อมผลักดัน “ธนาคารแรงงาน” ให้สำเร็จ แม้มีรัฐบาลใหม่

นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านการประกันสังคม ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา กล่าวถึงแนวคิดโครงการจัดตั้งธนาคารแรงงาน ว่า เป็นข้อเรียกร้องสำคัญของกลุ่มผู้ใช้แรงงานมาอย่างยาวนาน โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของแรงงาน โดยมุ่งลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้กับแรงงานในระบบ รวมถึงการบริหารเงินกองทุนประกันสังคมอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการนำเงินกองทุนบางส่วนมาสร้างสวัสดิการที่จับต้องได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและเงินบำนาญชราภาพ

นายชินโชติ ระบุว่า แนวคิดโครงการธนาคารแรงงาน เป็นโมเดลที่เสนอโดย รองศาสตราจารย์ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย หรือจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่ โดยเสนอให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) นำเงินกองทุนของผู้ประกันตนบางส่วน ประมาณ 30,000–50,000 ล้านบาท ไปฝากไว้กับธนาคารของรัฐ ผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารของรัฐนำเงินดังกล่าวไปปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกันตนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาการกู้เงินจากระบบปกติ เนื่องจากติดเครดิตบูโร ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือมีข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้ไม่สูง

นายชินโชติ มั่นใจว่า ธนาคารแรงงานหรือการทำให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จะเป็นเรื่องที่สามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้จริง และจะเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ในปี 2569

เมื่อถามถึงความกังวลว่ารัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ จะตอบรับข้อเสนอของวุฒิสภาเกี่ยวกับโครงการธนาคารแรงงานนี้หรือไม่ นายชินโชติ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อเสนอที่มีการผลักดันต่อเนื่องผ่านรัฐมนตรีหลายสมัย ซึ่งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งโครงการนี้มีความซับซ้อน และไม่สามารถดำเนินการได้โดยกระทรวงแรงงานเพียงลำพัง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกันตน หากรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ดำเนินการ ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มแรงงาน รวมถึงตนในฐานะ สว. ที่ทำงานด้านแรงงาน จะติดตามและผลักดันเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะสานต่อและต่อสู้ผลักดันโครงการนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้แรงงานไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้สำเร็จ

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 2/1/2569

เริ่มต้นปีใหม่ กยศ. เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระ ลดภาระการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี พร้อมปลดภาระผู้ค้ำประกันเมื่อทำสัญญา หากชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100% พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดี

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ง่าย สะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  ผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชัน ThaID

“การดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 2/1/2569

หนุนคนไทยปรับตัว รับเศรษฐกิจสูงวัย-ดิจิทัล-สีเขียว

นายอะมัด อายุเคน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวเนื่องในโอกาสต้อนรับปีใหม่ 2569 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญ หากประชาชนสามารถปรับตัวได้ทัน โดยเห็นว่า หน้าต่างแห่งโอกาสสำคัญในปีหน้า มี 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจสูงวัย จากภาระสู่โอกาสใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยวเชิงบำบัด ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านบริการ 2. ยุค AI และดิจิทัล ที่แรงงานต้องเรียนรู้ใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งภาคออฟฟิศและเกษตร พร้อมย้ำว่า คนที่ใช้ AI เป็น จะได้เปรียบในตลาดแรงงาน และ 3. เศรษฐกิจสีเขียวและซอฟต์พาวเวอร์ การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มในเวทีโลก

นายอะมัด ระบุต่อว่า วุฒิสภาจะสนับสนุนกฎหมายที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย และคุ้มครองสิทธิในโลกดิจิทัล เพื่อให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ นายอะมัด แสดงความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ และขอให้ประชาชนวางแผนเดินทางล่วงหน้า ตรวจสภาพรถ ใช้เส้นทางและทางด่วนฟรีให้เกิดประโยชน์ ด้านการใช้จ่าย ขอให้ประชาชนฉลองปีใหม่อย่างมีสติ ตั้งงบประมาณชัดเจน หลีกเลี่ยงหนี้บัตรเครดิตและหนี้นอกระบบ พร้อมสำรองเงินหลังปีใหม่ เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ นายอะมัด ยังเสนอแนวทางสร้างความสามัคคีในสังคมสำหรับปีของการเลือกตั้ง โดยให้รัฐสภาเป็นพื้นที่กลางรับฟังความเห็นต่าง สนับสนุนกติกาการเลือกตั้งที่โปร่งใส และส่งเสริมการใช้สันติวิธีในโลกดิจิทัล ย้ำว่า ความสามัคคีไม่ใช่การคิดเหมือนกัน แต่คือการยอมรับกติกาเดียวกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/1/2568 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง