Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.แรงงาน ไฟเขียว ยกเครื่องประกันสังคม เป็นวาระเร่งด่วน เตรียมปรับโฉมการบริหารจัดการสู่ความเป็นมืออาชีพ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาสำนักงานประกันสังคม ว่าสำนักงานประกันสังคมตั้งมา 31 ปีแล้วน่าจะถึงเวลาปฏิรูปให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งตนได้ให้นโยบายมาตั้งแต่แรก

โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานดำเนินการ จัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญสูง เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้และเสนอแนวทางในการปฏิรูประบบและโครงสร้างการบริหารการประกันสังคมของประเทศไทย โดยมุ่งเน้น การบริหารโดยมืออาชีพ เน้นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการเงินการคลัง และมีความเข้าใจในบริบทความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง โดยข้อจำกัดสำคัญที่ต้องแก้ไขโดยเร็วคือ “ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างการบริหาร” ที่ส่งผลต่อความคล่องตัวและการดูแลผู้ประกันตน

“ได้ให้นโยบายมาก่อนหน้านี้แล้วในเรื่องการปฏิรูประบบและโครงสร้างประกันสังคมใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยความเห็นส่วนตัว คิดว่าสำนักงานประกันสังคมควรมีความเป็นอิสระและคล่องตัว เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้ประกันตน 24 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 500,000 ราย”

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ได้มอบให้ปลัดกระทรวงแรงงานไปศึกษาโมเดลการบริหารงานที่แยกออกจากระบบราชการเดิม เช่น การปรับรูปแบบให้คล้ายคลึงกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือการบริหารจัดการในลักษณะ สถาบันการเงิน ที่มีความยืดหยุ่นสูง

เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปครั้งนี้คือการสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่ “เหมาะสมและยั่งยืน” ให้กับผู้ประกันตนทุกมาตรา ยืนยันว่าการตัดสินใจลงทุนและการนำเงินกองทุนไปใช้ในอนาคต จะต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ (Big Data) มีการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน และยึดหลักธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์คือน้ำพักน้ำแรงของผู้ประกันตน ภารกิจของกระทรวงแรงงานคือการเปลี่ยนโฉมองค์กรให้เป็นมืออาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่ากองทุนนี้จะเป็นที่พึ่งที่มั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทั้งผู้ประกันตนและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 25/1/2569

ไร่อ้อยชายแดนกัมพูชา ขาดแรงงานเกี่ยว ต้องปรับแผนใหม่

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากโรงงานน้ำตาลเริ่มทยอยเปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/2569 ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยยังคงมีมาตรการควบคุมการตัดอ้อยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกำหนดไม่ให้ตัดอ้อยเผา สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรวมถึงผู้นำท้องถิ่นใช้กฎหมายควบคุมการเผาอ้อยในพื้นที่ และสนับสนุนให้ตัดอ้อยสดเข้าหีบด้วยมาตรการสนับสนุนเงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น แม้ว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่จะเป็นไปตามแผน

แต่ขณะนี้พื้นที่โรงงานน้ำตาลที่อยู่บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะกันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วย จ.สระแก้ว จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ ต้องหยุดเก็บเกี่ยวในบางส่วน เพราะหวั่นเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ไม่มีแรงงานที่ใช้เก็บเกี่ยวอ้อย จึงต้องอนุญาตให้ใช้วิธีตามที่เห็นสมควร ซึ่งให้หน่วยงานในพื้นที่เป็นผู้พิจารณาวิธีการที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยที่สุด ในส่วนของโรงงานน้ำตาลบางแห่งอาจต้องหยุดหีบชั่วคราวเช่นกัน

“เราอนุโลมในเขตพื้นที่จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ติดกับชายแดนกัมพูชา ถ้าเขาจะเผาอ้อยก็ต้องให้ใช้วิธีนั้น เพราะเรารู้ว่าเขาไม่มีแรงงานแล้วฤดูการปี 68/69 ถ้าจะมีสัดส่วนอ้อยเผาก็ต้องอนุโลมให้ เป้าลดอ้อยเผาให้ได้ 100% เราก็ต้องทำ แต่ด้วยบางไร่อ้อยชาวไร่รายงานว่าเป็นพื้นที่สีแดง พบวัถตุบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เขาก็ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ขีดเส้นกันพื้นที่ตรงส่วนนั้นไว้เป็นโซนแดง ปีนี้ก็อาจทำให้อ้อยลดลงไปบ้างและยังมีการเผาอยู่ แต่มันเป็นเหตุปัจจัยภายนอกที่ควบคุมมันไม่ได้ ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะเผาอ้อย”

ที่มา: มติชนออนไลน์, 24/1/2569

‘ตรีนุช’ หนุนบำนาญสูตร CARE จี้ประกันสังคมส่งเรื่องเข้า ครม.ตามขั้นตอน

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำบำนาญสูตร CARE หรือ สูตรคำนวณบำนาญชราภาพของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อใช้กับผู้ประกันตน ว่า ตนเห็นด้วยกับการปรับสูตร CARE เพราะช่วยให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น ที่ผ่านมาตนได้เร่งรัดกระบวนการทำงานมาโดยตลอด ขณะนี้เรื่องดังกล่าว ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณากฎหมายกระทรวงแรงงานแล้ว อยู่ระหว่างที่ สปส.จะดำเนินการยกร่างกฎกระทรวง เพื่อให้ตนลงนาม และเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอน

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สำหรับกรณีการซื้ออาคารสกายไนน์ (Skyy9) ของ สปส. และการสอบวินัยข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออาคาร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนตนมารับตำแหน่ง และไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมานานหลายเดือนแล้ว

“ดิฉันขอยืนยันว่า เงินนี้เป็นเงินของผู้ประกันตน ไม่ใช่เงินของ สปส. การใช้จ่ายเงินใดๆ ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดิฉันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และไม่ได้ปล่อยปละละเลยการดำเนินการ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า ไม่อยากให้เชื่อมโยงเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนตัวไม่ได้มีการพูดคุย หรือแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานใดในเรื่องดังกล่าว เพื่อยึดหลักความเป็นกลาง แต่พร้อมดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่และโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนและสังคม

ที่มา: ข่าวสด, 23/1/2569

วงเสวนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี

22 มกราคม 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดยฝ่ายสื่อสารองค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่: (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไรในโลกที่งานไม่รอคน” เพื่อฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตลอดจนความท้าทายด้านอื่นๆ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ชายแดน ภูมิรัฐศาสตร์โลก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกระทบต่อการจ้างงานและตำแหน่งงาน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้กับว่าที่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งของโลกและของไทย พบว่าอัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลชี้ชัดว่าความเร่งในปัจจุบันเร็วกว่าอดีตถึง 30 เท่า และด้วยอัตราเร่งนี้จะทำให้อาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานเกิน 10 ปี เหลือน้อยมาก เพราะตลอดชีวิตจะมีอาชีพที่จะหายไปเลยถึง 6 อาชีพ แต่ก็จะมีอาชีพเกิดใหม่ขึ้นมาแทน นั่นหมายความว่านับจากนี้ความมั่นคงทางอาชีพจะหายไป คนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

“เมื่อโลกหมุนไวและโจทย์เปลี่ยนไวมาก การเรียนรู้ในอนาคตอาจต้องปรับเปลี่ยนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning หรือการเรียนสั้นๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า และต้องมีการ Upskill-Reskill ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตายง่าย โตยาก และถึงอยากเกิดใหม่ก็แทบจะไม่มีทาง โดยผู้ประกอบการ 3 ล้านราย มีเพียง 70,000 – 80,000 ราย เท่านั้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงอยู่ ส่วนที่เหลือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเรามีแรงงานที่พร้อมรองรับโลกยุคใหม่เพียงแค่ 15% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ 50% โดยสิงคโปร์มี 50% เยอรมนีมี 48% สวีเดนมี 42 – 45% และจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานไม่น้อยกว่ากัน โดยผู้ที่ใช้ AI ทำงานแทนตัวเองทั้งหมดจะตกงาน ส่วนคนที่ใช้ AI เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานจะไปได้ไกล

ฉะนั้นสิ่งที่ว่าที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ขนาดใหญ่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น คอร์สระยะสั้น เพื่อให้ Upskill-Reskill ได้ตลอดเวลา ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานจริงผ่านการทดลองงานในสถานประกอบการ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณอุดหนุนให้แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน ทั้งเป็นค่าเสียโอกาสทางรายได้ของผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่จะต้องเสียไปจากการนำเวลามาช่วยสอนงานให้นักศึกษา ตลอดจนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักศึกษาเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาจบใหม่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรจัดตั้งศูนย์การเตรียมความพร้อมนักศึกษาฝึกงานกลาง โดยอาจทำเป็นศูนย์ระดับจังหวัด หรืออาศัยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ เป็นศูนย์เรียนรู้ชั่วคราวก่อนก็ได้ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ จากนั้นมีการประเมินผลตลอดจนจับคู่กับนายจ้าง พร้อมกับสร้าง Internship Fair คู่กันไปด้วย

นายเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้นทางของโดมิโนที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไปคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในภาคธุรกิจ และปัจจุบันตำแหน่งงานไม่ใช่ของคนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของโลก เพราะธุรกิจได้ขยับไปสู่การไม่มีเส้นพรมแดนประเทศขว้าง อย่าง SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ต้องมีการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ และต้องเรียนรู้ได้เร็วด้วย มีทักษะคิดอย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เพิ่มเติมคือ ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจก่อนเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริง เหมือนที่ SCG มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจโจทย์ในโลกธุรกิจผ่านการทำงานจริงกับลูกค้าจริงๆ มีทักษะทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้อผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ได้ทำอยู่แล้ว

ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังควรเข้ามาสนับสนุนเงิน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับ SMEs เพื่อให้มีการเปิดรับให้นักศึกษามาฝึกประสบการณ์จริงได้มากขึ้น เพราะบริษัทก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง เวลาที่ต้องใช้ไปกับการให้ความรู้นักศึกษา ฯลฯ หากมีการดำเนินการเช่นนี้ SMEs ก็จะได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆ จากนักศึกษาในการพัฒนาธุรกิจ และถ้านักศึกษาจบการศึกษาและกลับมาเข้าสู่ตลาดแรงงานต่อได้ก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจยิ่งยกระดับทั้งประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องมาร่วมมือกันในการสร้างแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงตำแหน่งงานที่ว่างจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วประเทศมาจับคู่กับแรงงานที่มีอยู่ พร้อมกับทำใบรับรองทักษะให้กับแรงงานด้วย

น.ส.อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันสร้างความกดดันต่อชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจที่แย่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป PM2.5 หรือโครงสร้างและระบบของหน่วยงานราชการก็ไม่เอื้อต่อการต่อยอดทางอาชีพ รวมถึงเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากการทำงานที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอยากให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมกันหาทางออกในเรื่องเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงรอการแก้ไข ก็เป็นความท้าทายของนักศึกษาเช่นกันในการจะสร้างทักษะให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะ Soft Skill และ Hard Skill โดย Soft skill ที่มีความสำคัญนั้น มองว่าอย่างแรกคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งในคนรุ่นใหม่อาจจะยังขาดไป เนื่องจากเติบโตมาในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ไม่ได้สื่อสารกับคนจริงๆ แบบเจอหน้ากัน ส่งผลให้มีช่องว่างในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และอีกทักษะที่ควรมีคือการประสานงาน และการปรับตัวเข้าหาคนหลากหลายรุ่น ในส่วน Hard Skill ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ AI จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของโลกยุคหลังจากนี้ แต่ต้องคิดต่อในเรื่องการใช้งาน ไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรให้นอกจากงานดีขึ้นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของตนเองด้วย

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า มีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันที่เป็นความท้าทายและคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต คือ 1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และผู้สูงอายุยังมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น 2. การที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่มีทักษะการทำงานระดับกลาง ที่จะทำให้หลายอาชีพจะหายไปอย่างแน่นอน และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม

ดังนั้น จึงอยากฝากให้รัฐบาลทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีผลิตภาพ รวมถึงควรจะมีการปรับแก้ระบบกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างสตาร์ตอัปทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปทางการเงินหลายแห่งของคนไทยเป็นการไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฎหมายเอื้อมากกว่าในไทย และสุดท้ายคือ การแก้ไขในระดับครัวเรือน จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเด่น ไม่ใช่พฤติกรรมด้อยที่มาจากนโยบายประชานิยมที่ส่งผลระยะสั้น และเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เหมือนที่ผ่านมา

ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ภาคการศึกษาของไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือ ครูและอาจารย์มีการเรียนการสอนอย่างไรเมื่อ 100 – 200 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือทำเพียงแต่สอนเนื้อหาให้ครบและวัดผล ไม่มีกระบวนการกลับมาทบทวน และไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กนักเรียนและนักศึกษาหลังจบไปจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้งที่ครูอาจารย์เป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมากในการเตรียมคนรุ่นใหม่ไปสู่โลกการทำงาน และควรจะสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่องคาพยพต่างๆ ในสังคมจะหันกลับมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ไขนั้นทางสถาบันการศึกษาก็ควรจะต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับแนวคิดโดยมองให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและองค์รวมทั้งสังคม ขณะที่รัฐควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา รวมถึงมีระบบงบประมาณ และการตรวจสอบที่เป็นไปเพื่อเด็กจริงๆ มากไปกว่านั้น ควรประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น การสร้างโรงเรียนควรจะมีการคำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเด็กด้วย อย่างปัญหาสุขภาพจิตที่ควรจะมีระบบในการดูแล ฯลฯ รวมถึงการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดการใช้ในระดับปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 23/1/2569

สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงการลงทุนหุ้น TU Dome เริ่มตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ยืนยันยังได้รับผลตอบแทน ขอผู้ประกันตนไม่ต้องวิตก กองทุนสถานะมั่นคง

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่าสถานะการเงิน และการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 มียอดเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มั่นคง และพร้อมดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่จัดตั้งกองทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้ถึง 1,130,678 ล้านบาท ในปี 2568 สร้างผลตอบแทนได้รับกว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.1% ของพอร์ตการลงทุน ส่วนกองทุนเงินทดแทนในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้วกว่า 4,228 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.68% ของพอร์ตการลงทุน

ขณะที่ นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีการนำเงินกองทุนประกันสังคม ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โครงการ TU Dome ว่า สำนักงานประกันสังคมลงทุน ผ่านการซื้อหน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าสำนักงานประกันสังคม ไม่เคยใช้วิธีซื้ออาคารหรือตึกโดยตรง แต่เป็นลงทุนในฐานะผู้ถือหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อรับผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารหรือมีอำนาจบริหารจัดการพื้นที่ ส่วนกรณีมูลค่าของ TU Dome ลดลงจาก 800 บาทเหลือ 100 ล้านบาท ชี้แจงว่าตัวเลข 100 ล้านบาท เป็นมูลค่ายุติธรรมในตลาดการลงทุน ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงของอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในกองทุน TU Dome ยังคงทำผลกำไรให้กับประกันสังคมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ขณะที่ภาพรวมตั้งแต่มีการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไป 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันประกันสังคมมีผลตอบแทนปันผลที่รับมาแล้ว 18,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า กองทุนประกันสังคมไม่ได้ขาดทุน

ขณะที่ นายอำนาจ รจิตกนก ผู้บริหารสายงานลงทุน กองทุนประกันสังคม ระบุว่า TU Dome เป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องยอมรับว่าในส่นของอพาร์ทเมนต์หอพักเติบโตดี มีอัตราการอยู่ที่ 70–80% แต่ส่วนของโซนพลาซ่าชั้น 1 กับชั้น 3 ผู้เช่าเต็ม แต่ชั้น 2 ส่วนที่มีภาพปรากฏตามข่าว ขออย่าเรียกว่าร้าง แต่เป็นพื้นที่ว่าง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งผู้บริหารโครงการกำลังเร่งหาผู้เช่าใหม่ ทั้งนี้ แม้พอร์ตทียูโดม (TU Dome)  ผลตอบแทนไม่ได้ตามคาด แต่สำนักงานประกันสังคมยังได้รับปันผลปีละ 8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8%

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 23/1/2569

'ประกันสังคม' เผยเงินลงทุนสะสม 2.9 ล้านล้านบาท ปี 68 ผลตอบแทนโต 6.1% ย้ำฐานะกองทุนมั่นคง พร้อมดูแลผู้ประกันตนระยะยาว

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงสถานะการเงินและการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ประจำปี 2568 มียอดเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าภาพรวมการดำเนินงานจนถึงไตรมาสที่ 4 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มั่นคง และมีความพร้อมในการดูแลสิทธิประโยชน์ของพี่น้องแรงงานทั่วประเทศ

โดยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้กล่าวให้รายละเอียดของกองทุนประกันสังคม ว่าปัจจุบันมีเงินลงทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 2,859,400 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งกองทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้สูงถึง 1,130,678 ล้านบาท โดยในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นผลมาจากการจัดกลยุทธ์การลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพกองทุน เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวเป็นลำดับแรก โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53%

ในส่วนของกองทุนเงินทดแทน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวว่า กองทุนมีเงินลงทุนสะสมรวม 88,136 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 35,472 ล้านบาท

โดยในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 4,228 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 5.68% ของพอร์ตการลงทุน โดยมีนโยบายเน้นความปลอดภัยของเงินทุนอย่างเข้มงวด โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูงถึง 81.37% หลักทรัพย์เสี่ยงเพียง 18.63% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศที่สัดส่วน 71.54% และต่างประเทศ 28.46%

“จากรายงาน ณ สิ้นปี 2568 เป็นเครื่องยืนยันว่ากองทุนที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่มีเสถียรภาพสูง ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ/ประกาศ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและรัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้น การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กลับคืนมาเป็นสวัสดิการที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนทุกคน” นางสาวกาญจนา พูลแก้ว กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: การเงินการธนาคาร, 22/1/2569

ชวนผู้ประกันตน ร่วมคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ไอซ์ รักชนก ศรีนอก, เซีย จำปาทอง และปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชนโหวต “ไม่เห็นด้วย” ในการประชาพิจารณ์ของสำนักงานประกันสังคม กรณีแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงผู้ประกันตนอย่างมีนัยสำคัญ โดยจัดกิจกรรมบนรถไฟฟ้าจากสถานีบางหว้าไปศาลาแดง และเดินรณรงค์ต่อไปยังซอยละลายทรัพย์

ระหว่างกิจกรรมดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไอซ์ รักชนก ได้เดินสวนกับ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส บริเวณซอยละลายทรัพย์ โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการทักทายหรือแสดงปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน

ขณะเดียวกัน มีประชาชนสะท้อนว่าระบบเว็บไซต์สำหรับร่วมประชาพิจารณ์และโหวต “ไม่เห็นด้วย” ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถแสดงความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ได้

รักชนกระบุว่า ระเบียบใหม่เป็นการรัฐประหารบอร์ดประกันสังคม เปิดทางให้กลุ่มเดิมกลับมามีอำนาจ ลดความเป็นเอกภาพของผู้ประกันตนจาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 21 หากผ่านจะทำให้กลุ่มเดิมวนกลับมาใช้อำนาจและงบประมาณเช่นเดิม พร้อมระบุว่าการเมืองมีบทบาทในบอร์ดประกันสังคมมาโดยตลอด เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาจากพรรคการเมืองและสามารถควบคุมเสียงบอร์ดได้

ทั้งนี้ พรรคประชาชนระบุจุดยืนผลักดันความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราบปรามการทุจริต และคุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน พร้อมขอให้ประชาชนร่วมโหวตคัดค้านเพื่อให้เกิดฉันทามติในวงกว้าง โดยเห็นว่าประกันสังคมต้องเป็นหลักประกันชีวิตที่คุ้มค่าและปลอดภัยจากการทุจริต

ที่มา: Thai PBS, 22/1/2569

เตือนภัย “AI ดิสรัปชัน” เร็วกว่าคาด ชี้แรงงานไทยเสี่ยงตกงานพุ่ง 10 ล้านคน ในปี 2570

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบันพัฒนารวดเร็วมากทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) โดยมีการนำเอา AI เข้ามาแทนการทำงานของคนมากขึ้นจนเกิดปัญหาการว่างงาน ซึ่งหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐเริ่มปลดคนงานจำนวนมาก จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วงและเกิดปัญหาทางสังคม

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยี AI ปัจจุบันรวดเร็วก้าวกระโดด ซึ่งแม้มีประโยชน์มากแต่กระทบแรงงาน โดยคาดการณ์เดิมช่วงเริ่มทำแผนผลกระทบเทคโนโลยีดิสรัปชันตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี AI จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ จนทำให้มีคนตกงาน 10 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2580

อย่างไรก็ตามปัจจุบันคาดว่าวิกฤติแรงงานอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด เนื่องจากความก้าวหน้า AI การใช้งานหุ่นยนต์ และการปรับเปลี่ยนการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วสุดภายในปี พ.ศ.2570 ถือว่าเร็วขึ้นกว่า 10 ปี

สำหรับอัตราเร่งการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคนหลายอุตสาหกรรม ขณะที่อีกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบมาก คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น

“ทางรอดเดียวดีที่สุดในการรับวิกฤติแรงงานไทย คือ การกลับไปสู่เศรษฐกิจชุมชนและอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้ ซึ่งต่างจากนโยบายส่วนใหญ่ที่เน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Engine of Growth) แต่ละเลยสร้างกลไกรับรองแรงงานระดับพื้นที่” ดร.กิตติ กล่าว

รวมทั้งหากรัฐบาลยังมองแค่ GDP โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน โอกาสที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจหรือวิกฤตหนี้สิน และเป็นครัวเรือนยากจนดักดานจะมีสูงมากในอนาคตอันใกล้นี้

“อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปที่มีชิ้นส่วนจำนวนมาก เหลือเพียงไม่กี่ชิ้นในรถ EV จะทำให้แรงงานในสายพานการผลิตและวิศวกรฝีมือดีหายไปมหาศาล ซึ่งอาจกระทบแรงงาน 200,000 ถึง 1 ล้านคน ในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทยหากแรงงานกลุ่มนี้ปรับทักษะไม่ทันจะตกงาน”ดร.กิตติ กล่าว

นอกจากนี้อีกกลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นมากจาก AI และมีโอกาสตกงานสูง คือ กลุ่มงานดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งหากมีทักษะต่ำกว่าระดับปานกลางขึ้นไป (B+) เทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่ได้เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน

ขณะที่ในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งภาคบริการได้นำหุ่นยนต์ (Humanoi) มาใช้แพร่หลาย โดยเริ่มทดลองใช้หุ่นยนต์แทนพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) พนักงานทำความสะอาด พนักงานเสิร์ฟ และหุ่นยนต์พยาบาล ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมแบบไม่มีมาตรการรองรับ ธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลไปใช้เทคโนโลยีแทนคนทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องวางมาตรการรองรับไว้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 22/1/2569

สำนักงานประกันสังคมแจงปรับปรุงโรงอาหาร 12 ล้าน ผู้ประกันตนรู้มาตลอด

จากกรณีมีการเปิดข้อมูล ‘โรงอาหาร’ กระทรวงแรงงาน ใช้เงินกองทุนประกันสังคม 12 ล้านบาทให้การก่อสร้าง จนกลายเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมขอ ชี้แจงว่า กรณีการปรับปรุงพื้นที่โรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้ผ่านกระบวนการพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งในระดับคณะกรรมการประกันสังคม หน่วยงานด้านงบประมาณ และหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงการขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง ผู้ประกันตนและสาธารณชนในขณะนั้นได้รับรู้รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานเห็นว่าการนำประเด็นที่ได้ผ่านการตรวจสอบและสิ้นสุดกระบวนการแล้วกลับมาเสนอ ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่เขตดินแดง พญาไท ราชเทวี และห้วยขวาง ครอบคลุมผู้ประกันตนกว่า 597,960 คน นายจ้าง 12,905 ราย และสถานประกอบการ 13,314 แห่ง โดยมีผู้มารับบริการเฉลี่ย 300–400 คนต่อวัน อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ ศูนย์บริการจัดหางาน (Smart Job Center) ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแรงงาน ลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนทั่วไป ในช่วงเวลาดังกล่าว พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีโรงอาหารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับผู้มาติดต่อจำนวนมาก การปรับปรุงพื้นที่จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนและแรงงานที่มาติดต่อราชการโดยตรง

ทั้งนี้ โรงอาหารดังกล่าวจัดให้เป็น สวัสดิการสาธารณะในลักษณะไม่แสวงหากำไร เปิดให้บริการแก่ผู้ประกันตน แรงงาน และประชาชนทั่วไป รวมถึงประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงในราคาย่อมเยา โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและการช่วยลดภาระค่าครองชีพเป็นสำคัญ พ่อค้าแม่ค้าในโรงอาหารจำนวนมากก็เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการ กระทรวงแรงงานขอยืนยันอีกครั้งว่า การดำเนินการทั้งหมดมุ่งประโยชน์ต่อผู้ประกันตนและประชาชนผู้ใช้บริการเป็นหลัก มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนการให้บริการสาธารณะที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ที่มา: ข่าวออนไลน์7HD, 22/1/2569

กยศ. แจ้งนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง หักเงินเดือนผู้กู้ 1.2 แสนราย เริ่ม มี.ค. 69

นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า “ขณะนี้ กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ นอกจากนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์

www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย ทั้งนี้เงินที่ได้รับชำระคืนจะนำไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป

ที่มา: NBT Connext, 21/1/2569

ห่วงระบบประเมินบุคลากรทางการแพทย์ซ้ำเติมภาระงาน

นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านรายการเปลี่ยนมุมคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา ว่า ปัจจุบันบุคลากรในระบบสาธารณสุขต้องเผชิญภาระงานที่สูงเกินกว่าคนทั่วไป ทั้งชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความเครียดสะสม และเวลาพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในวิชาชีพพยาบาลและสายงานบริการทางการแพทย์ ซึ่งนอกจากภาระงานด้านการดูแลผู้ป่วยแล้ว บุคลากรยังต้องรับผิดชอบต่อระบบการประเมินคุณภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมาพร้อมแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาให้ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่งผลให้บุคลากรต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารจำนวนมาก โดยมองว่าแม้การประเมินคุณภาพจะมีเจตนาดีเพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ แต่ในทางปฏิบัติกลับมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วย

นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เสนอว่า การประเมินที่เหมาะสมและสะท้อนคุณภาพการให้บริการได้ดีที่สุด ควรมาจากความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ มากกว่าการประเมินจากเอกสารหรือเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะในสถานพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ ไปจนถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันมีระบบการประเมินที่ละเอียด จนต้องตั้งคำถามว่าเกินความจำเป็นหรือไม่

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/1/2569

กรมการจัดหางาน เตือนภัยระวังเพจปลอมระบาดหนัก ชวนทำงานเกษตรออสเตรเลีย ย้ำตรวจสอบก่อนโอนเงิน

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เตือนคนหางานไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นต่าง ๆ สร้างเพจปลอม และบัญชีผู้ใช้ปลอมในการโฆษณาชักชวนรับสมัครไปทำงานในต่างประเทศ

โดยเฉพาะงานภาคเกษตรกรรม ฟาร์ม หรือเก็บผลไม้ในประเทศออสเตรเลีย โดยอ้างว่าเป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี และเป็นบริษัทจัดหางานต่างประเทศที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับกรมการจัดหางาน เพื่อหลอกลวงให้คนหางานหลงเชื่อ

นายสมชาย กล่าวว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการคุ้มครองคนหางานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยที่ผ่านมาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ ชี้แจง และตอบโต้ข้อมูลในสื่อโซเชียล อาทิ เฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชันไลน์ รวมทั้งดำเนินคดีกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักลอบจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการระงับเพจหรือโพสต์บนสื่อโซเชียล (เฟซบุ๊ก) ที่มีการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้คนหางานตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ ทั้งนี้ ผู้ที่จะสามารถจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศได้ จะต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการจัดหางานเท่านั้น หากเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดอ้างว่าสามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขอให้คนหางานอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด

“ขอย้ำเตือนผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือถูกชักชวนไปทำงานก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทใด ขอให้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ หรือเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนจัดหางานของบริษัทที่ได้รับอนุญาต และได้จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางานหรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เสียใจและไม่เสียเงินในภายหลัง และขอประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ 1) บริษัทจัดหางานจัดส่ง (จดทะเบียนถูกต้องกับกรมการจัดหางาน) 2) กรมการจัดหางานจัดส่ง 3) เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง 4) นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และ5) นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกสาย/นายหน้าหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ และผู้ประสงค์ไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: บ้านเมือง, 20/1/2569

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นเชฟอีสานทักษะสูง ยกระดับเมนูท้องถิ่นสู่ Soft Power โลก

19 มกราคม 2569 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM)  จัดบิ๊กอีเวนต์ปิดคอร์ส Master Thai Chef  “ปัจฉิมนิเทศ และสานสัมพันธ์เชฟชุมชน” เชื่อมโยงเครือข่าย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โชว์ศักยภาพเชฟไทยภาคอีสานกว่า 300 ชีวิต มุ่งยกระดับผลักดันเมนูไทย ประกาศศักดา Soft Power ไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวสุวิมล จินตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชฟชุมชน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

นางสาวสุวิมล จินตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับฐานรากผ่านนโยบาย 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power โดยเฉพาะสาขาอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการฝึกอบรมหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 17,000 คน ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งสามารถพัฒนาองค์ความรู้ เสริมสร้างทักษะ ให้แก่บุคลากร และประชาชนสู่การเป็นเชฟอาหารไทยมืออาชีพ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบน และตอนล่าง มีเชฟชุมชนเข้าร่วมโครงการ รวม 4,000  คน

ดร.ปริยะดา วิสุทธิแพทย์ รองผู้ว่าการบริหารสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ไม่เป็นเพียงการสิ้นสุดการอบรมเชฟชุมชน แต่คือจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมทักษะ ภูมิปัญญา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายใหญ่ในการ สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้กระจายตัวสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในครั้งนี้จะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจใน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างงานที่จะเปลี่ยนแรงงานในท้องถิ่นให้เป็นเชฟทักษะสูง ที่มีความเชี่ยวชาญมาตรฐานสากล การยกระดับเชฟผู้ผลิตสู่นักสร้างสรรค์เมนูอาหาร (Food Creator) ที่สามารถดึงเสน่ห์ของวัตถุดิบถิ่นอีสานมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตนเอง รวมทั้งเกิดการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน จากการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบ และองค์ความรู้ระหว่างชุมชน ก่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เข้มแข็งภายในภูมิภาค

โดยไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การรวมตัวของเชฟชุมชนที่ผ่านการอบรมเข้มข้นในหลักสูตร Master Thai Chef Program โดยได้รับเกียรติจาก เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟระดับโลกเจ้าของมิชลินสตาร์ เชฟตั้ม ณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต อาจารย์ใหญ่สถาบันการอาหารไทย มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ และถ่ายทอดทักษะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ให้อาหารไทยครองใจคนทั่วโลก พร้อมกิจกรรมเสริมสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น เพื่อให้เชฟชุมชนได้ก้าวไปสู่การเป็นเชฟระดับมืออาชีพในเวทีระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับ Soft power ด้านอาหารของไทยไปสู่ระดับอินเตอร์

ที่มา: NBT Connext, 19/1/2026

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ตรวจสอบกระบวนการแก้ระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รับเรื่องร้องเรียนจากนายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน และนายชลิต รัษฐปานะ กรรมการประกันสังคม (สัดส่วนผู้ประกันตน) จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการแก้ไขระเบียบสำนักงานประกันสังคมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม)

นายธนพงษ์ กล่าวว่า ระเบียบเดิมเมื่อปี 2564 ถูกใช้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อปี 2566 สำหรับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเมื่อมีผู้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหาร มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้งโดยตั้งเป็นคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 เมื่อเดือนเมษายน 2568 และมีการลัดคิวให้ระเบียบนี้ผ่านไป โดยใช้การเสนอเป็น “เรื่องเพื่อทราบ” ในที่ประชุมบอร์ดบริหารประกันสังคม ซึ่งกรรมการประกันสังคมเองมีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงไม่เห็นระเบียบนี้ ก่อนจะทำประชาพิจารณ์ จึงมีการเสนอให้นำระเบียบดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดอีกครั้ง เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ทราบว่าระเบียบใหม่เป็นอย่างไร โดยทราบว่ามีการตัดสิทธิผู้ประกันตนจากเดิม 1 คน เลือกผู้สมัครได้ 7 คน เป็น 1 คน เลือกผู้สมัครได้ 1 คน เป็นการลิดรอนสิทธิผู้ประกันตน อีกทั้งยังทราบว่าคณะอนุกรรมาธิการด้านการประสังคมในคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา มีการเสนอระเบียบใหม่ที่คล้ายกันกับคณะอนุกรรมการฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เพราะผู้ที่อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการฯ บางคนแพ้การเลือกตั้งและมีส่วนในการเสนอระเบียบใหม่นี้ออกมา

ด้าน นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เมื่อมีการเปลี่ยนกติกาสาธารณะที่กระทบคนกว่า 10 ล้านคน ข้อมูลทุกอย่างต้องชัดเจนและตรวจสอบได้ ขณะนี้มีการทำประชาพิจารณ์ระเบียบดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ นี้ ตนมีความกังวลว่าผู้ประกันตนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอหรือไม่ และได้รับรายงานว่าอาจมีการชี้นำให้ลงมติเห็นชอบโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม ซึ่งหากผู้ประกันตนพบเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้แจ้งมายังคณะกรรมาธิการฯ ทันที โดยยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนกติกาครั้งนี้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เข้าไปทำประชาพิจารณ์ร่างระเบียบใหม่ พบปัญหามาก ทั้งความไม่จำเป็นที่ต้องกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน ไม่อาจรู้ได้ว่า 1 คน สามารถแสดงความเห็นได้กี่ครั้ง คำถามเข้าใจยากและบังคับให้ใส่เหตุผลในทุกคำตอบ ทำให้เสียเวลาเป็นอย่างมาก

ขณะที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเสริมว่า ในฐานะเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 และ 39 หากมีการลิดรอนสิทธิในการเลือก ตนจะใช้สิทธิทางกฎหมายในการปกป้องสิทธิของตนเอง โดยความพยายามปรับปรุงระเบียบดังกล่าวนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงสิทธิของผู้ประกันตน แม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ เดิมทีมีสิทธิเลือกได้ 7 คน เต็ม แล้วไปปรับเหลือ 1 คน เนื่องจากเชื่อว่าผู้ประกันตนจะเลือกเป็นผู้สมัครไปเป็นแพ็ค ซึ่งเป็นการคิดแทน และจะมีผลร้ายตามมา เนื่องจากการให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกตั้งทำให้รู้สึกเป็นเจ้าของประกันสังคมร่วม แต่หากไปตัดสิทธิอาจทำให้ผู้ประกันตนย้ายออกจากกองทุนประกันสังคม ส่วนเรื่องสิทธิของเสียงส่วนน้อย ไม่ได้หมายความว่าเลือกตั้งแล้วจบ แต่มันมีกระบวนการตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ อยู่ สามารถดึงเข้ามามีส่วนร่วมได้ และอีกประเด็นหากการเลือกตั้งบอร์ดเมื่อปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิน้อย จึงคิดว่าผู้สมัครที่ชนะไม่มีความชอบธรรม ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องแก้ให้ผู้ประกันตนมาใช้สิทธิให้มากขึ้น ไม่ใช่แก้ระเบียบฯ ลดสิทธิของผู้ประกันตนลง

ทั้งนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ ขอให้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อตรวจสอบที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไข รวมถึงตัวบุคคลที่เสนอประเด็นซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นธรรม ขอให้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการประกันสังคม เพื่อตรวจสอบความเห็นรายบุคคล โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของผู้ที่อาจลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคตแต่กลับมามีส่วนกำหนดกติกา และขอให้เปิดเผยบันทึกการประชุมบอร์ดประกันสังคมทุกครั้ง โดยเฉพาะวาระที่เกี่ยวข้องกับการรับรองร่างระเบียบฉบับนี้ เพื่อให้สังคมเห็นว่ากรรมการคนใดมีจุดยืนอย่างไร และเหตุใดข้อทักท้วงต่าง ๆ จึงถูกปัดตกไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/1/2569

หวัง รธน.ฉบับใหม่มีนโยบายด้านแรงงานอิสระ

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวในการเสวนาย่อย Policy Forum ความเหลื่อมล้ำ - รัฐสวัสดิการ ภายใต้เวทีเสวนาเรื่อง “Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ” ว่า สิ่งที่ตนต้องการเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือนโยบาด้านแรงงานอิสระ ซึ่งควรจะมาตราที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน บัญญัติว่า หากเป็นแรงงานในประเทศไทยไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ต้องมีสิทธิได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียม ซึ่งหากมีมาตราดังกล่าวพ.ร.บ.ประกันสังคม ก็จะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่กลไกที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมได้นั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน และภาคประชาสังคม มาคิดร่วมกัน ในการหาแนวทาง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมี นโยบายในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่มให้เข้าถึงง่ายขึ้น

นอกจากนี้ นายพรชัย กล่าวอีกว่า ตนต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใดจะต้องได้รับการคุ้มครอง และสวัสดิการขั้นต่ำ ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ซึ่งหากผลักดันเรื่องดังกล่าวได้ เชื่อว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดพ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้คนได้หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม LGBTQ กลุ่มคนพิการ

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/1/2569 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง