Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ช่วงบ่ายของเวที “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยเป็นไปได้” ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายภาคประชาสังคมร่วมนำเสนอ “ความฝันที่เป็นจริงได้ เพื่อชีวิตใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” พันธุ์ทิพย์ คำอ่อน เครือข่ายสลัมสี่ภาคชี้รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดสิทธิ-จำกัดการตรวจสอบ ตัวแทนจากกรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ว่าสิทธิสิ่งแวดล้อมหายไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 โดยย้อนอดีตนิคมมาบตาพุดขึ้นศาลปกครองสิทธิชุมชนเคยใช้ได้ หลังรัฐประหาร คสช. เจอทางด่วน EEC อุตสาหกรรมส่งผลกระทบทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ปสุตา ชื้นขจร มูลนิธิทำทาง อยากเห็นรัฐธรรมนูญรับรองยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ส่วนวิฑูรย์ เลี่ยมจำรูญ ไบโอไทย ชี้รัฐธรรมนูญ 2560 สุดเลวร้าย ดัชนีสิ่งแวดล้อม-คอร์รัปชันทรุด คดี SLAPP พุ่ง กาลล่มสลายอยู่ข้างหน้า

โดยภาคประชาสังคมยังมีความหวังเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนกำกับทุน-รัฐ ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ขอบคุณทุกคนทุกฝ่ายที่เห็นความสำคัญของการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชวนร่วมกันรณรงค์ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงประชามติ 8 ก.พ.


เวทีพูดคุยนำเสนอจากเครือข่ายภาคประชาสังคม “ความฝันที่เป็นจริงได้ เพื่อชีวิตใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” เมื่อ 25 ม.ค. 2569 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


กรรณิการ์ กิจติเวชกุล จาก FTA Watch ผู้ดำเนินรายการ

25 ม.ค. 2569 สิ่งแวดล้อมดี โรงเรียนดี การรักษาพยาบาลดี เศรษฐกิจดี และอนาคตประเทศที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมกำหนด คือภาพฝันของสังคมไทยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยบนเวทีเสวนา “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยเป็นไปได้” ซึ่งจัดโดยศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ iLaw เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ณ หอประชุมศรีบูรพา หรือหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00–17.00 น.

เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ภาควิชาการ ภาคประชาชน และพรรคการเมือง ร่วมกันออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่บรรจุ “ความฝันที่หลากหลาย” ของผู้คน พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะไปต่ออย่างไร หากโครงสร้างกติกาการเมืองยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

โดยเวทีช่วงบ่าย มีการพูดคุยนำเสนอจากเครือข่ายภาคประชาสังคม ภายใต้หัวข้อ “ความฝันที่เป็นจริงได้ เพื่อชีวิตใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่” ชวนผู้แทนจากเครือข่ายภาคประชาชนหลากหลายด้านเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมี กรรณิการ์ กิจติเวชกุล จาก FTA Watch เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมอภิปรายโดย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI), ปสุตา ชื้นขจร จากมูลนิธิทำทาง, มนูญ วงษ์มะเซาะห์ ตัวแทนจากกรีนพีซ ประเทศไทย และพันธุ์ทิพย์ คำอ่อน จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค

สลัมสี่ภาคชี้รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดสิทธิ-จำกัดการตรวจสอบ


พันธุ์ทิพย์ คำอ่อน จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค

พันธุ์ทิพย์ คำอ่อน จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค ชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นผลผลิตจากกระบวนการยกร่างภายใต้เผด็จการ ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และตัดสิทธิสำคัญหลายประการออกไป ทั้งสิทธิการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ รวมถึงการไม่รับรองสิทธิด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างมีนัยสำคัญ

เขาย้อนถึงการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในประชามติปี 2559 ที่มีประชาชนจำนวนมากรวมทั้งสมาชิกเครือข่ายสลัมสี่ภาคด้วยถูกจับกุมและดำเนินคดี ขณะที่การรณรงค์เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้อย่างเปิดเผย สะท้อนความไม่เป็นธรรมของกระบวนการที่ “ไม่เห็นหัวประชาชน” และถูกอธิบายว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ทั้งที่เนื้อหากลับขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

พันธุ์ทิพย์ยังตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ที่ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวในปีก่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก โดยถามว่ากระบวนการตรวจสอบความรับผิดชอบคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ภายใต้กติกาที่จำกัดการตรวจสอบของประชาชนรัฐธรรมนูญ 2560 จึงควรถูกแก้ไขได้แล้วเพราะไม่ได้ร่างโดยประชาชน

กรีนพีซชี้สิทธิสิ่งแวดล้อมหายไปจาก รธน.60 ย้อนอดีตคดีมาบตาพุด บทเรียนสิทธิชุมชนที่เคยใช้ได้


มนูญ วงษ์มะเซาะห์ กรีนพีซ ประเทศไทย ที่มา: iLaw

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ ตัวแทนจาก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวในมิติด้านสิ่งแวดล้อมว่า ไม่พบการรับรองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยในอดีตประชาชนเคยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตรวจสอบการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ผ่านมาตรา 67 จนศาลปกครองมีคำสั่งให้ในปี 2552 ประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ และสั่งให้สถานประกอบการของเอกชนกว่า 60 แห่งยุติการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและก่อมลพิษ

มนูญระบุว่า หลังจากนั้นมีความพยายามของกลุ่มทุนในการทำให้มาบตาพุดพ้นจากการเป็นแหล่งควบคุมมลพิษพิเศษ กระทั่งหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มีการออกกฎหมายที่เปรียบเสมือน “ทางด่วน” คือ “พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561” ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ต้องมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้ ชุมชนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับการสะสมมลพิษจากอุตสาหกรรมหนัก โดยประชาชนไม่สามารถใช้กลไกศาลคัดค้านหรือปฏิเสธโครงการในพื้นที่ของตนได้อีกต่อไป

เขากล่าวว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนไม่ถูกรับรอง ทำให้ชุมชนไม่สามารถบอกได้ว่าไม่ต้องการให้โครงการใดเกิดขึ้นในพื้นที่ของตน ทั้งที่ผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งผลโดยตรงต่อชุมชน ทั้งภาคเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน

ในประเด็นที่สอง มนูญกล่าวถึงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ว่า หลังรัฐธรรมนูญ 2560 กระบวนการดังกล่าวขาดความชอบธรรม บริษัทที่รับจ้างจัดทำรายงาน EIA มีหน้าที่ทำให้โครงการ “ผ่าน” ขณะที่ภาคประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือทักท้วงได้อย่างแท้จริง แม้จะมีขั้นตอนการมีส่วนร่วมตามกระบวนการ แต่ประชาชนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าโครงการควรได้รับอนุญาตหรือไม่ อีกทั้งกระบวนการจัดทำ EIA ยังถูกรวมศูนย์อำนาจกลับไปอยู่ที่หน่วยงานรัฐเป็นหลัก

มนูญยังกล่าวว่า หน้าที่ในการรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเดิมเป็นสิทธิของประชาชน ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหน้าที่ของรัฐ ส่งผลให้แผนแม่บทด้านทรัพยากร เช่น เหมืองแร่ ถูกกำหนดให้เป็นทรัพยากรของรัฐและเปิดให้เอกชนเข้ามาสัมปทาน เมื่อเกิดผลกระทบจากเหมืองหรืออุตสาหกรรม ชุมชนกลับต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ความเสียหายด้วยตนเอง โดยไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบังคับให้ผู้ก่อมลพิษออกมารับผิดชอบอย่างแท้จริง

และเมื่อเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทยฉบับ 2560 กับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น เช่น เอกวาดอร์ หรือฟิลิปปินส์ ไม่พบว่ามีประเทศใดนิยาม “การพัฒนา” ในกรอบที่แคบและถูกกำหนดระยะยาวเช่นในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยชี้ว่ากติกาปัจจุบันเปิดทางให้อุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลดำเนินต่อไป เห็นได้จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่ยังคงมีการเพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่ ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว

อยากเห็นรัฐธรรมนูญรับรองยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน


ปสุตา ชื้นขจร มูลนิธิทำทาง ที่มา: iLaw

ปสุตา ชื้นขจร จากมูลนิธิทำทาง ซึ่งทำงานด้านการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย กล่าวในนามของผู้ที่ทำงานในประเด็นความเป็นธรรมทางเพศว่า สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของปัจเจกยังไม่ถูกรับรองอย่างแท้จริงในสังคมไทย พร้อมตั้งคำถามต่อผู้ร่วมงานว่า ในชีวิตประจำวัน หลายคนสามารถเลือกอาหารเช้าที่จะกิน เลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ได้ แต่กลับมีบางคนเมื่อเลือกตัดสินใจเรื่องสำคัญเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง อย่างการยุติการตั้งครรภ์ กลับกลายเป็นอาชญากรในสายตาของรัฐ

ปสุตากล่าวถึงคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ที่ชี้ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ซึ่งกำหนดให้หญิงที่ทำแท้งมีความผิดทางอาญา มีปัญหาขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกรณีการกำหนดให้ผู้มีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์เป็นความผิดทางอาญา อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายยังคงวางความผิดไว้ที่ฝ่ายหญิงผู้ตั้งครรภ์

เธอระบุว่า กฎหมายยังมองการทำแท้งว่าเป็นเรื่องที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐเสียก่อน ทั้งที่การตั้งครรภ์เป็นผลจากคนสองฝ่าย และการตั้งคำถามเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายต้องมารับโทษแทน แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายควรเป็นสิทธิของเจ้าของร่างกายเอง

ปสุตายังยกข้อมูลที่มีการสำรวจในโลกว่าผู้ที่ยุติการตั้งครรภ์ร้อยละ 60 เป็นผู้ที่เคยมีบุตรมาแล้ว ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด แต่รัฐยังคงมองการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์เป็นความผิดทางอาญา พร้อมยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไม่จำกัดเฉพาะสถานะพลเมืองฝรั่งเศสเท่านั้น
เธอกล่าวว่า หลักการเดียวกันนี้ควรถูกนำมาพิจารณาในบริบทของประเทศไทย โดยทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยควรเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม และสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายควรถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างชัดเจน

วิฑูรย์ไบโอไทยชี้รัฐธรรมนูญ 2560 สุดเลวร้าย ดัชนีสิ่งแวดล้อม-คอร์รัปชันทรุด SLAPP พุ่ง กาลล่มสลายอยู่ข้างหน้า


วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวบนเวทีว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตที่เขาเติบโตมา โดยเขาผ่านช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเกิดกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และในเวลานั้นประเทศไทยถูกจับตามองว่าจะก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม หลายคนมองว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็น “แมวป่วยของเอเชีย” ซึ่งต้องขอโทษด้วยสำหรับคนรักแมว โดยความหวังดังกล่าวค่อยๆ เสื่อมถอยและล่มสลายลงอย่างช้าๆ โดยเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 และรุนแรงที่สุดในรัฐธรรมนูญ 2560

วิฑูรย์ชี้ว่า ตัวชี้วัดด้านต่างๆ สะท้อนความเสื่อมถอยอย่างชัดเจน ทั้งดัชนีด้านสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง และดัชนีคอร์รัปชัน โดยในปี 2548 ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 59 ของโลก อยู่ในระดับกลางของตาราง แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกลงมาอยู่ในอันดับราว 107–110 ของโลก ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มท้ายของตารางแล้ว

เขาระบุว่า ภายใต้กติกาทางการเมืองที่เป็นอยู่ โอกาสเดียวที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันคือ หากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในครั้งนี้ วิกฤตหรือ “กาลล่มสลาย” จะรออยู่ข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในด้านสิ่งแวดล้อม วิฑูรย์ยกตัวอย่างสถานการณ์ฝุ่นพิษที่เชียงใหม่ซึ่งรุนแรงเรื้อรังมานับ 10 ปี และปัญหาดังกล่าวได้ลามมาถึงกรุงเทพฯ ขณะที่ประชาชนไม่สามารถใช้กลไกทางกฎหมายฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษได้ เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่เคยมี ถูกตัดทอนไปในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560

เขายังกล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลางที่มีสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ภาคตะวันออกที่เผชิญมลพิษรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงพื้นที่ราบลุ่มซึ่งพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยระบุว่า หน่วยงานรัฐไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้

วิฑูรย์เชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ากับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงการผูกขาดในหลายภาคส่วน ทั้งการสื่อสาร อาหาร และพลังงาน พร้อมระบุว่า หากระดับการผูกขาดในลักษณะนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพียงร้อยละ 30 ก็ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว แต่ในประเทศไทย ผู้ที่ทำผิดกลับไม่ถูกจัดการอย่างจริงจัง

เขากล่าวว่า เมื่อชาวบ้านหมดทางเลือกและลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ กลับต้องเผชิญกับคดีปิดปากหรือ SLAPP โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีมากกว่า 400 คน ในจำนวนนี้ราว 30–40 เปอร์เซ็นต์เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และสัดส่วนมากที่สุดเป็นคดีทางการเมือง ซึ่งเขามองว่าเป็นผลโดยตรงจากกระบวนการที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560

ความหวังของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนกำกับทุน-รัฐ มีสิทธิอยู่รอดในยุคโลกรวน เข้าใจความหลากหลายและมิติทางเพศ

ต่อคำถามเรื่อง “ความหวังของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ปสุตา ชื้นขจร จากมูลนิธิทำทางอ้างถึงเอกสารบันทึกกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คณะผู้ยกร่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และขาดความอ่อนไหวต่อมิติทางเพศอย่างชัดเจน

ปสุตาระบุว่าเมื่อมีการพูดถึงมิติทางเพศในกระบวนการยกร่าง รัฐธรรมนูญกลับไปปรากฏเพียงถ้อยคำสั้นๆ ในมาตรา 27 ที่ระบุว่า “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน” โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ ขณะที่กรรมาธิการยกร่างซึ่งเป็นผู้หญิงพยายามเสนอประเด็นสิทธิสตรี ความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศ กลับถูกโต้แย้งว่าเป็นการ “สิ้นเปลืองคำ” หรือกระทั่งมีข้ออ้างว่าจะทำให้กองทัพอ่อนแอ

เธอกล่าวว่า กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้คำนึงถึงมิติทางเพศอย่างแท้จริง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ยังมีความฝันอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะการรับรองสิทธิทางสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ปสุตายกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรับรองการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐาน และแสดงความหวังว่า ประเทศไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ โดยย้ำว่า การรับรองสิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องไปทำแท้ง แต่หมายถึงการประกันว่า ทุกคนจะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างแท้จริงและเท่าเทียม

พันธุ์ทิพย์ คำอ่อน จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวถึงความหวังในรัฐธรรมนูญใหม่จากมุมมองของคนจนเมือง โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรรับรอง “ปัจจัย 4” โดยเฉพาะสิทธิด้านที่อยู่อาศัยให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทางกลุ่มใช้ชื่อว่า “เครือข่ายสลัมสี่ภาค” เพราะในประเทศไทยยังมีสลัมอยู่จริงๆ

พันธุ์ทิพย์กล่าวว่า เมื่อที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง อาชีพและชีวิตก็ไม่มั่นคงตามไปด้วย และคนในสลัมไม่ได้ต้องการอยู่ในสภาพเช่นนั้น แต่ต้องการมีบ้านที่มั่นคง ปลอดภัย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เธอย้อนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่า “รัฐพึงจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชากร” และเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “รัฐพึงจัดหาที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและเพียงพอแก่ประชากร” เพื่อให้เป็นหลักประกันที่แท้จริง

อย่างเรื่องสาธารณูปโภค การเคหะสร้างที่อยู่ให้คนที่ย้ายจากสลัมไปอยู่ชานเมืองสมุทรปราการเลย แล้วพวกเราจะออกมาทำงานอย่างไร นอกจากนี้อยากให้การเคหะมีนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัย สำหรับเด็กจบใหม่ แต่กู้เงินเรียนมา เป็นหนี้สองสามแสน จะไปทำงานต้องตื่นแต่เช้า แบกหนี้เต็มหลัง แต่ที่อยู่อาศัยก็ไม่มั่นคง จึงอยากเห็นวาระเรื่องที่อยู่อาศัยที่มั่นคงบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่าอยากเห็น “สิทธิของประชาชนหรือของสังคม” ซึ่งควรต้องมีอำนาจในการกำกับกลุ่มทุนและรัฐได้มากกว่านี้ โดยชี้ว่าใจความสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 คือการลดบทบาทของประชาชนและชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรและการพัฒนา แล้วไปรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐ พร้อมกับส่งเสริมบทบาทของเอกชน และลดการกำกับบรรษัทขนาดใหญ่

เขาระบุว่า แนวคิดเช่นนี้ปรากฏชัดในบทบัญญัติเรื่องการป้องกันการผูกขาดและการแข่งขันทางการค้า รวมถึงกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยรัฐธรรมนูญ 2560 ตัดบทบาทของรัฐในการกำกับการแข่งขันของเอกชน กลายเป็นการ “ส่งเสริมการแข่งขัน” แทน ขณะเดียวกันก็ลดการคุ้มครองผู้บริโภค

วิฑูรย์กล่าวต่อว่า ภายหลังยังมีการออกกฎหมายในปี 2560 ในช่วง คสช. ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ส่งผลให้การควบรวมกิจการในช่วงหลัง “ผ่านได้หมดเลย”

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ จากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง แต่ขาดการเคารพและปกป้องประชาชนในฐานะ “ผู้ทรงสิทธิ” เขาระบุว่า อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้ประชาชนกลับมาเป็นผู้ทรงสิทธิอย่างแท้จริง และรัฐต้องมีหน้าที่เคารพและปกป้อง ไม่ใช่ใช้อำนาจสั่งการให้ประชาชน “ต้องไปซ้ายไปขวา”

รัฐธรรมนูญใหม่ควรคืนสิทธิให้ประชาชนสามารถกำหนดเจตจำนงของตนเองได้ คืนบทบาทของประชาชนทั้งในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสิทธิในการตัดสินใจ รวมถึงต้องรับรอง “สิทธิในการอยู่รอด” ของประชาชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งควรเป็นพันธะกรณีของรัฐ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงรัฐกลับนำทรัพยากรไปจัดการเอง หรือเปิดให้กลุ่มทุนเข้ามาใช้ประโยชน์

นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น “สิทธิทางธรรมชาติ” ที่ให้ชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองเป็นผู้ทรงสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยยกตัวอย่างชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้รับการรับรองสิทธิในรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์

เธอกล่าวด้วยว่า อยากเห็นชุมชนเป็นผู้กำหนดเองว่า อยากเห็นธรรมชาติเป็นแบบไหน และอยากฟื้นฟูธรรมชาติกลับมาอย่างไร โดยรัฐธรรมนูญต้องเปิดพื้นที่ให้การตัดสินใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จริง

ภาคประชาสังคมยังมีความหวัง ชวนโหมรณรงค์ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงประชามติ 8 ก.พ.

ในช่วงแลกเปลี่ยน ทิชา ณ นคร ผู้อํานวยการบ้านกาญจนาภิเษก เชื่อว่าการเมืองไม่มีทางที่จะหยุดอยู่กับที่ เพราะเด็กรุ่นหลังกำลังเติบโตตามมา ถึงรอบนี้เราไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อย่างที่เราปรารถนา แต่รอบหน้าก็ไม่แน่ เพราะเด็กรุ่นหลังที่รับภาระทั้งหมดมาตกอยู่ที่รุ่นเขา ซึ่งเขาจะไม่ยอมต่อสภาพที่เป็นอยู่ และเราหวังว่าการไม่ยอมของพวกเขา จะผลักผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งที่หมดอายุทางการเมืองต้องกลับไปอยู่บ้าน และปล่อยให้การเมืองเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ นั่นเป็นสัจจะวาจาอย่างที่มีผู้นำของบางพรรคการเมืองบอกว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว และเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น ยอมรับว่าโลกเป็นของทุกคน ไม่ใช่แต่ของพวกเราเท่านั้น

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา สื่อมวลชนและผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Media Lab กล่าวในช่วงแลกเปลี่ยนว่า ไม่ว่าผลของวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะออกมาอย่างไร สิ่งที่เธอคิดมาตลอดคือ ในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ย่อมต้องเผชิญอุปสรรคอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางคือ “การเรียนรู้” และการได้ยินเสียงข้อเรียกร้องของผู้คน ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่มักเกิดขึ้นในกระบวนการขับเคลื่อนประชาธิปไตย การต่อสู้ที่ผ่านมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้ เพราะมีหลายสิ่งที่ได้เก็บเกี่ยวระหว่างทาง ทั้งในแง่ประสบการณ์และพัฒนาการของขบวนการ ทำให้ผู้คนเติบโตและเดินมาไกลจากจุดเดิม ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนเรื่องการไม่ยอมรับการรัฐประหาร หรือการผลักดันประเด็นประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งเธอมองว่ายังเป็นเส้นทางที่ยาวไกล และจะยังมีการรณรงค์ประชามติในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ที่ยากกว่านี้รออยู่ข้างหน้า

เธอย้ำว่า หากมองด้วยความหวัง เส้นทางนี้คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และในแง่ของการขับเคลื่อนทางสังคม “ได้เรียนรู้แน่นอน” แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ปรากฏในทันที

อรพิณยังเล่าถึงประสบการณ์การทำงานภาคสนามในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะทีมที่ลงพื้นที่เดินตลาดเพื่อพูดคุยเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างจากภาพที่เห็นในโซเชียลมีเดียอย่างมาก ประสบการณ์จากภาคสนามที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกันในที่ประชุม ทำให้เห็นว่า การเดินตลาดเป็นเหมือนการค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ เชื่อมผู้คนให้มาเจอกัน เธอกล่าวว่า ทีมงานที่ไปรณรงค์ประชามติได้พบประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งผู้สนับสนุน ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ผู้ที่เห็นต่าง แต่สิ่งที่ทุกคนพบตรงกันคือ เมื่อได้สบตาและพูดคุยกันโดยตรง ก็ยังสามารถพูดคุยกันได้จริง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างทางของการขับเคลื่อนรณรงค์ประชามติในครั้งนี้

ผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวก่อนถึงวันลงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าช่วงเวลานี้อาจต้องเริ่ม “เปิดบทสนทนา” กับผู้คนที่ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่า ความเห็นที่แตกต่างเหล่านั้นมีเหตุผลที่ควรรับฟัง และหลังจากการลงประชามติรอบแรกแล้ว ก็ยังจะมีกระบวนการพูดคุยกันอีกมาก ไม่ใช่เพียงก่อนวันลงประชามติเท่านั้น

เธอกล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้ในทางปฏิบัติ คือการช่วยกันจับตาการลงคะแนน ทั้งการเลือกตั้งและการลงประชามติ โดยขณะนี้เว็บไซต์ Vote62 [https://www.vote62.com/] เปิดให้ลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครเฝ้าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ทำให้เรามีความหวังมากๆ

ฐิติรัตน์ระบุว่า การมีอาสาสมัครจำนวนมากไปสังเกตช่วงนับคะแนนที่คูหาเลือกตั้งยังเป็นการส่งกำลังใจไปถึงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ให้รู้ว่าการทำงานของพวกเขามีความหมาย และยังมีผู้คนให้ความสำคัญ การอยู่ดูผลการนับคะแนนเลือกตั้ง และจะมีบทสนทนาหน้าหน่วย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทางข้างหน้าไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงการทำงานรณรงค์ประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ว่าเขาเองก็ “ไม่รู้จริงๆ ว่าควรต้องทำอะไร” เพราะการรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเรื่องใหญ่จึงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ในเมื่อพรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงจนได้คะแนนหลายสิบล้านเสียง ภาคประชาชนก็ต้องทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกัน นักการเมืองไปเดินตลาด เราก็ไปเดินตลาด เขามีเวทีปราศรัย เราก็จัดเวทีปราศรัย เขามีรถแห่เราก็มีรถแห่ การรณรงค์ตอนนี้ไม่ได้วางแผนระยะยาวแบบตายตัว แต่คิดแบบวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ และต้องเปลี่ยนแผนอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งชีพระบุว่า เขาอยากขอบคุณทุกคนที่เห็นความสำคัญของการผลักดันเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมย้ำว่า ใครที่คิดหรือเชื่อในวิธีการอื่นก็สามารถลงมือทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอหรือทำเหมือนกันทั้งหมด สำหรับเขา การทำงานรณรงค์ประชามติตลอดช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ช่วงสำคัญในอีก 2 สัปดาห์ที่เหลือก่อนวันลงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ กระแสจะจุดติดหรือไม่จะได้เห็นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง