'สุชาติ' โต้ประกันสังคมถูกใส่ร้าย ป้องปมตัดชุดสูท ต้องช่วย จนท.เงินเดือนน้อย
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสโจมตีสำนักงานประกันสังคมในขณะนี้ว่า เราต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ประกันสังคม ที่ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเอง เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนอิสระที่เกิดขึ้นมา 36 ปี ซึ่งการพิจารณาต่างๆ เกิดจากคณะกรรมการไตรภาคีทั้งหมด รัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับนโยบาย แต่เข้าไปล้วงลูกไม่ได้ ถ้านักการเมืองไปยุ่งเกี่ยวกับประกันสังคมได้ กองทุนก็ไม่มีมาจนถึงวันนี้หรอก ซึ่งเงินของประกันสังคมทั้งหมด เป็นเงินที่สมทบกันมาจากสามฝ่าย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล รวมกันแค่ 1.7 ล้านล้านบาท แต่งอกมาเป็น 2.9 ล้านล้านบาทได้ เกิดจากดอกและผล และมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คอยตรวจสอบบัญชีทุกปี และต้องคอยชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ เพราะฉะนั้น คนที่ออกมาพูดนั้นไม่รู้ว่าระบบการบริหารจัดการเป็นอย่างไร วันนี้ไม่มีใครกล้ามาเป็นบอร์ดลงทุน เพราะกลัว สส.ใส่ร้ายป้ายสี และถ้าไม่มีบอร์ดลงทุน ประกันสังคมจะเอาเงินที่ไหนจ่าย
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ถ้าการลงทุนมีความผิดพลาด สตง.และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็คอยตรวจสอบข้าราชการบอร์ดลงทุนอยู่แล้ว ส่วนคนที่เป็นรัฐมนตรี ถ้าให้ยกตัวอย่างเช่น มีหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ลูกพรรคโดนจับข้อหาฟอกเงินและสแกมมเมอร์ หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคนคัดเลือกผู้สมัคร สส. แต่คุณก็บอกว่าไม่สามารถรู้ได้เพราะมีผู้สมัครเยอะ ดังนั้น ประกันสังคมลงทุนครั้งหนึ่ง 2 ล้านล้านบาท จะมาบอกให้คนที่เป็นรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบไม่ได้ เขายิ่งไม่มีหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย เพราะฉะนั้น อย่ามาเบี่ยงเบนประเด็นนี้เพื่อหวังคะแนนเสียงจากผู้ประกันตน เพราะหลังจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หลายคนต้องได้รับผลกรรมที่ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
“อยากให้กำลังใจข้าราชการประกันสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องตัดชุดสูท เจ้าหน้าที่เงินเดือนน้อย 9,000-10,000 บาท แต่เขาต้องการให้ใส่ชุดยูนิฟอร์มเหมือนกัน ถ้าไม่ช่วยเขาจะทำยังไง อยากให้ประกันสังคมออกมาปกป้องศักดิ์ศรีในความเป็นข้าราชการที่ดี” นายสุชาติ กล่าว
นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนที่มีการกล่าวหาตนกรณีซื้อตึกสกายไนน์ ตนได้ฟ้องเรื่องนี้ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และมีการประทับรับฟ้องแล้ว ผู้ต้องหาคือ สส. 2 คน ประกันตัวไปเรียบร้อยแล้ว และคงมีการไต่สวนภายในปลายปีนี้ ซึ่งก็มาหาว่าตนฟ้องปิดปาก อย่างไรก็ตาม ถ้าเรื่องนี้ไม่มีมูล ศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่ แล้วถ้าไม่ผิดจะไปประกันตัวทำไม
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เรื่องประกันสังคมถูกพูดถึงช่วงนี้ จะกระทบกับคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการศาลยุติธรรม ตนเป็นผู้เสียหายเพราะถูกใส่ร้าย ยํ้าว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการบอร์ดลงทุน และบอร์ดลงทุนถูกแต่งตั้งโดยคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้ที่มีองค์ความรู้ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งวันนี้คนที่มีความรู้ในประเทศไม่มีใครอยากนั่งบอร์ดนี้แล้ว เพราะวาทกรรมที่ใส่ร้ายประกันสังคม เพราะฉะนั้น ต้องมองเหรียญสองด้าน ถ้าไม่มีบอร์ดกองทุนเมื่อไหร่ เงินทั้งหมดจะฝากกองอยู่ในธนาคาร แล้วดอกผลจะพอในการดูแลผู้ประกันตนหรือไม่
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 31/1/2569
ILO เตือนเอเชีย-แปซิฟิกเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วสุดในโลก
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดงานประชุมระดับภูมิภาคในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์และโลกอนาคตแห่งการทำงาน” (Demographic Shifts and the Future of Work) เพื่อให้ความรู้และพิจารณามาตรการด้านนโยบายที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน
งานประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากรัฐบาล องค์กรนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงสถาบันวิจัยจาก 8 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐปาเลา สาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ และไทย เข้าร่วมสำรวจแนวโน้ม ความท้าทาย และโอกาสในการวิจัยและผลักดันนโยบาย พร้อมรับฟังการอภิปรายหัวข้อแรงงานสูงอายุ การแก้ไขอุปสรรคต่อการจ้างงานเยาวชนที่มีคุณภาพ การใช้แรงงานต่างประเทศเพื่อลดการขาดแคลนทางทักษะ และบทบาทสำคัญของระบบคุ้มครองทางสังคม
คาโอริ นากามูระ-โอซากะ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน สถานที่ทำงาน และระบบคุ้มครองทางสังคมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก วิธีที่เราตอบสนองจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านความเท่าเทียมและงานที่มีคุณค่า หรือปล่อยให้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของความเหลื่อมล้ำและการกีดกัน
รายงาน Asia-Pacific Employment and Social Outlook 2024 ระบุว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของภูมิภาคมีแนวโน้มลดลงจาก 61% ในปี 2023 เหลือ 55% ภายในปี 2050 ขณะที่สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อแรงงาน การพัฒนาทักษะ และระบบคุ้มครองทางสังคม
หลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ต้องอาศัยแนวทางแก้ไขร่วมกัน สหภาพยุโรปภูมิใจที่ได้สนับสนุนพื้นที่ความร่วมมือเช่นเวทีนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และร่วมกันเสริมศักยภาพในการออกแบบนโยบายที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ให้เป็นโอกาสในการทำงานที่ดี อันนำไปสู่การผลิตผลงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ของประเทศไทยว่า ประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคต่างเผชิญกับความท้าทายสองประการ คือปริมาณแรงงานสูงวัยจำนวนมาก และความจำเป็นในการสร้างงานที่มีคุณภาพสำหรับคนหนุ่มสาว การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดในการสร้างสรรค์ผลงาน การมีส่วนร่วม และความสมานฉันท์ทางสังคมไปอีกหลายทศวรรษ
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ Managing a Decent Future of Work Together – Asia and the Pacific (Future of Work: APAC) ซได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรป ฝ่ายบริการด้านนโยบายต่างประเทศ และดำเนินการโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
มีระยะเวลา 4 ปี (2025-2029) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สูงขึ้น ท่ามกลางกระแสสำคัญในด้านต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่มา: ประชาติธุรกิจ, 30/1/2569
นักวิชาการ มธ. เตือน "บอร์ดประกันสังคม" ปรับพอร์ต 50:50 เสี่ยงเงินบำนาญวูบ
รศ. ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการในการปรับแผนและกรอบนโยบายการลงทุน (SSA) ใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้ได้มากขึ้น โดยการขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) เพิ่มขึ้นเป็น 50:50 จากเดิมที่อยู่ที่ 40:60 แต่หากโครงสร้างการตัดสินใจลงทุนยังเหมือนเดิม ทั้งในแง่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เกณฑ์การตัดสินใจ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจ ไม่แตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
“ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขสัดส่วนการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของกระบวนการตัดสินใจลงทุนเป็นสำคัญ เมื่อกองทุนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น ย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การปรับตัวเลขสัดส่วนการลงทุนโดยไม่ปรับกลไกการบริหารจัดการกองทุนและการกำกับดูแลธรรมภิบาล อาจเป็นเพียงการเพิ่มความผันผวนและความเสี่ยง โดยไม่สามารถเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวตามที่คาดหวังได้” รศ. ดร.ทีปกร กล่าว
รศ. ดร.ทีปกร กล่าวว่า รากของปัญหาการลงทุน การบริหารจัดการ และความโปร่งใสกองทุนประกันสังคม อยู่ที่ข้อจำกัดเชิงสถาบันและโครงสร้างการกำกับดูแลที่ไม่สอดคล้องกับขนาดและความซับซ้อนของกองทุน กล่าวคือ แม้กองทุนจะมีมูลค่าสูงมาก แต่โครงสร้างการตัดสินใจและการกำกับตรวจสอบยังคงอยู่ในกรอบราชการแบบดั้งเดิม และ ถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจชุดเดิมหรือเครือข่ายเดิมทางการเมือง ดังนั้น ถึงแม้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะยืนยันว่าการดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ แต่คำถามสำคัญคือ ระเบียบเหล่านั้นเพียงพอและเหมาะสมกับยุคสมัยและการบริหารเงินสำหรับระยะยาวหรือไม่ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าปัญหาตัวบุคคล
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุน โดยเฉพาะในขั้นตอนการคัดเลือกสินทรัพย์ ซึ่งต้องมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาศัยความเป็นมืออาชีพ ผู้จัดการการลงทุนควรมีความเป็นอิสระ และต้องมีระบบการประเมินผลที่ชัดเจน โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. แยกบทบาทระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารการลงทุน และผู้กำกับตรวจสอบอย่างชัดเจน 2. เพิ่มความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการด้านการลงทุน 3. เปิดเผยข้อมูลการลงทุนให้สามารถตรวจสอบจากภายนอกได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงถูกต้องตามระเบียบภายใน
รศ. ดร.ทีปกร กล่าวว่า หากยังปล่อยให้เกิดการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพต่อไป แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ส่งเงินสมทบลดลง หากผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นต่อไป ในที่สุดแรงกดดันจะตกอยู่ที่การลดสิทธิประโยชน์ การเพิ่มอัตราการเก็บเงินสมทบ หรือการพึ่งงบประมาณรัฐมากขึ้น
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของกรณี ตึก SKYY9 เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งต้องการมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าปกติ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่ สปส. ควรดำเนินการได้แก่ 1. กำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนให้ชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ 2. ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 3. มีกลไกตรวจสอบกำกับดูแลแบบย้อนหลัง (Ex-post Monitoring) ที่ประชาชนเข้าถึงได้
“หากพบการทุจริตในการลงทุน ส่วนตัวคิดว่ากลไกระบบยุติธรรมจะต้องเอาผิดกับผู้ทุจริตทั้งการจำคุกและยึดทรัพย์ให้ได้ ขณะเดียวกันประชาชนและสื่อมวลชนต้องช่วยกันติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการบริหารที่ผิดพลาด พร้อมขอความร่วมมือจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมของความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปิดโปงข้อมูลการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะเบื้องหลังการทุจริต คือชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานไทยที่ถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบโดยเสมอมา” รศ. ดร.ทีปกร กล่าว
ที่มา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 30/1/2569
Gen Z ไทยอยู่ไม่นาน กว่า 50% วางแผนลาออกภายใน 1–2 ปี
เมื่อพนักงานกลุ่ม Gen Z เข้าสู่ตลาดแรงงานไทยมากขึ้น ความต้องการ ความท้าทาย และความคาดหวังที่แตกต่างของคนรุ่นนี้ได้ส่งผลต่อรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างชัดเจน Gen Z เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี มีจุดแข็งในด้านความคล่องตัวทางดิจิทัล และการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน การดูแลด้านสุขภาวะ และการทำงานที่มี “เป้าหมาย” ขับเคลื่อน
อย่างไรก็ตาม บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ระบุว่า แม้ Gen Z จะนำมุมมองใหม่และศักยภาพอันมหาศาลมาสู่องค์กร แต่หลายองค์กรยังคงเผชิญความท้าทายในการทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ และยังไม่สามารถรองรับความต้องการของ Gen Z ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึง “ลำดับความสำคัญ” ที่ชัดเจนของคนรุ่น Gen Z ในการเลือกสถานที่ทำงาน โดย ความยืดหยุ่น (flexibility) เป็นความต้องการอันดับต้น ๆ มากกว่าครึ่ง (54%) ของพนักงาน Gen Z ต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible remote work) รองลงมาคือ การทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน (25%) และ การทำงานแบบร่วมมือเป็นทีม (17%) แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าคนรุ่นนี้ต้องการความเป็นอิสระและการปรับตัวที่รวดเร็วเพื่อให้เกิดสมดุลของชีวิตและงาน (work-life balance) โดยมองว่าความยืดหยุ่นเป็น “มาตรฐานที่ควรมี” มากกว่าจะเป็นเพียงสวัสดิการเพิ่มเติม
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ โอกาสการเรียนรู้และพัฒนา (learning & development) โดย 50% ของ Gen Z ระบุว่า การเรียนรู้จากการทำงานจริง (on-the-job training) เป็นวิธีพัฒนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด รองลงมาคือ โปรแกรมพี่เลี้ยง (25%) และ การเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา (17%) ส่วน “การเรียนรู้ผ่านคอร์สภายนอก” ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่เลือก สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ชอบการเรียนรู้แบบ “ลงมือทำจริง” ที่จะได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกับการสร้างผลงานที่ตนได้มีส่วนร่วม องค์กรจึงควรเชื่อมโยงรูปแบบ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (immersive learning) เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพ เสริมสร้างความผูกพันในระยะยาว และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของพนักงานรุ่นใหม่
คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ให้ความเห็นว่า “โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงาน Gen Z โดย 52% มองว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจอยู่กับองค์กร สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปิดกว้าง ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยอยู่ในอันดับที่สอง (24%) ขณะที่ ความยืดหยุ่นด้านชั่วโมงการทำงานและสถานที่ทำงาน อยู่ในอันดับที่สาม (20%) ซึ่งตอกย้ำว่าคนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับ สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (work-life balance) เป็นอย่างมาก”
เมื่อพิจารณาเลือกสถานที่ทำงาน ความมั่นคงของงาน และ การสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เป็นประเด็นที่พนักงาน Gen Z ให้ความสำคัญมากที่สุด โดย 37% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการทำงาน และอีก 37% ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าความมั่นคงทางการเงินและความก้าวหน้าในสายอาชีพจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ สุขภาพจิต และ คุณภาพชีวิต ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม “ความภักดีต่อองค์กร” ยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจาก 56% ของพนักงาน Gen Z คาดว่าจะทำงานกับนายจ้างรายเดิมเพียง 1–2 ปี เท่านั้น ดังนั้น หากองค์กรต้องการรักษาบุคลากรกลุ่มนี้ให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว องค์กรจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบองค์รวมที่ผสานทั้งความมั่นคงและการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของ Gen Z และให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่เปิดเผยตั้งแต่เริ่มต้น
แม้พนักงาน Gen Z จะมีจุดแข็ง เช่น ทักษะด้านดิจิทัล (52%) และความคิดสร้างสรรค์ (25%) แต่การผสานคนรุ่นนี้เข้ากับการทำงานในองค์กรยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้มีวิธีการทำงานและรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้จัดการระบุว่าการบริหารพนักงาน Gen Z เป็นเรื่องยาก เนื่องจากความคาดหวังและแนวทางการทำงานที่ไม่เหมือนกับคนต่างช่วงวัย Gen Z มักชอบการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล (digital-first) ซึ่งมีความรวดเร็วและสะดวก แต่ในบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือถูกมองว่าขาด ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal skills) ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
แนวคิดของ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ ความยืดหยุ่น ความเป็นอิสระ และการทำงานที่มีเป้าหมาย มักแตกต่างจากวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิม โดยพวกเขาต้องการทำงานที่มีความหมาย มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองหาความสอดคล้องกับค่านิยมองค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการบริหารจัดการใหม่ ผ่านการส่งเสริม การสื่อสารอย่างเปิดเผย ความยืดหยุ่นในการทำงาน และระบบพี่เลี้ยง (mentorship) แม้ Gen Z จะนิยมใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำงานและการสื่อสาร แต่สิ่งนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการสื่อสารยุคใหม่ มากกว่าจะเป็นการต่อต้านการสื่อสารแบบพบหน้าโดยตรง
แม้จะมีความท้าทายในการบริหารGen Z แต่องค์กรจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพของคนรุ่นนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย มากกว่า 72% ขององค์กร ระบุว่าเปิดรับการจ้างงานพนักงาน Gen Z เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างช่วงวัยในที่ทำงาน องค์กรต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับแนวทาง เช่น การส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผย การจัดระบบพี่เลี้ยง (mentorship) และการเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้ Gen Z สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คุณปุณยนุชกล่าวว่า “พนักงาน Gen Z มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในประเทศไทยได้อย่างมาก หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นนี้ พร้อมทั้งบริหารจัดการความท้าทายด้านการทำงานร่วมกันและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ—ทั้งสองฝ่ายต้องสามารถสื่อสารความคาดหวังได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่ความสำเร็จ”
และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในโลกการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน ซึ่งมีคนหลากหลายวัยทำงานร่วมกัน องค์กรควรสร้างสภาพแวดลล้อมที่เปิดกว้างและครอบคลุม เพื่อให้ทุกวัยสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้”
ที่มา: โรเบิร์ต วอลเทอร์ส, 29/1/2569
กรมการค้าภายในหวั่นปีนี้ขาดแรงงานเก็บทุเรียน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้เตรียมแผนรับมือสินค้าเกษตรสำคัญไว้ล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะออก โดยเฉพาะข้าวและทุเรียน ทั้งมาตรการระยะกลางและยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาให้กับเกษตรกร โดยสินค้าที่กำลังเร่งทำแผนรับมือ คือ ทุเรียน ที่ปีนี้คาดผลผลิตอยู่ที่ 1.78 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 10% เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน และภาคใต้ 7.2 ล้านตัน ซึ่งเดือน เม.ย.-พ.ค.69 จะออกมากที่สุด แต่ปีนี้ น่าจะมีปัญหาแรงงานเก็บทุเรียน เพราะที่ผ่านมา ใช้แรงงานกัมพูชาที่มีทักษะและความชำนาญ ปีนี้จึงต้องเร่งหาแรงงานอื่นมาทดแทน และต้องมีระยะเวลาในการฝึกทักษะด้วย โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิต สำหรับปีนี้ตั้งเป้าหมายราคาขายทุเรียนไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนราคาส่งออกยังเป็นห่วงเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า
นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมแก้ปัญหาการเข้มงวดสารตกค้าง ทั้ง BY2 และแคดเมียม การเตรียมตู้คอนเทนเนอร์รองรับ ประสานด่านชายแดนที่จะส่งทุเรียนเข้าจีน และยังเตรียมแผนรับมือช่วงรอยต่อทุเรียนภาคตะวันออกและใต้ ที่จะออกมาชนกันช่วงเดือน มิ.ย.69 โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเรื่องล้ง หากบริหารจัดการไม่ดี จะฉุดราคาทุเรียนใต้ช่วงต้นฤดูกาลได้ รวมทั้งเตรียมการเรื่องขนส่งไปจีนผ่านเส้นทาง R8, R12, R9 ที่ต้องไม่ให้ติดขัดหน้าด่าน โดยเฉพาะเส้นทางผ่านจากไทย ลาว และเวียดนาม
“ปีนี้ จะมีทุเรียนของเวียดนามที่จะออกถึง 2 ล้านตัน มาแข่งกับทุเรียนไทยในตลาดจีน เราจึงจะเจาะตลาดจีนทางภาคตะวันตกให้มากขึ้น โดยผ่านเวียดนาม เพื่อเจาะให้ถึงเฉิงตู รวมถึงจะใช้เส้นทาง R3A จากไทยผ่านลาวเข้าคุนหมิง ไม่น่าจะมีปัญหา และมีแผนที่จะเปิดตลาดใหม่อย่างตะวันออกกลาง ที่จะเน้นการขายทุเรียนแช่แข็ง ทำเป็นเหมือนไอศกรีม ซึ่งเท่าที่หารือและนำไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ดูไบ ตลาดให้การตอบรับดี”
ขณะเดียวกัน มีแผนกระตุ้นการบริโภคทุเรียนไทย ทั้งจัดเทศกาลวันทุเรียนไทย สร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกทุเรียนตู้คอนเทนเนอร์แรกเข้าสู่จีน รวมทั้งกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ที่มีสัดส่วน 25% ส่งออก 75% โดยตั้งเป้าบริโภคในประเทศ 500,000 ตัน ส่งออก 1.28 ล้านตัน ซึ่งจะร่วมมือกับตลาดค้าส่ง นำทุเรียนกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกล เชิญอินฟลูเอนเซอร์ ไลฟ์สดขายทุเรียนที่ตลาด จัดกิจกรรมโปรโมตให้กับนักท่องเที่ยว เป้าหมายจีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ เป็นต้น
สำหรับข้าว ในส่วนข้าวหอมมะลิ ไม่มีปัญหาด้านราคา แต่จะสนับสนุนให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้รอขาย ไม่จำเป็นต้องขายทันทีที่ผลผลิตออกมา และจะช่วยผลักดันใช้ช่องทางของร้านอาหาร Thai SELECT ส่วนข้าวขาว ข้าวหอมปทุม และข้าวเหนียว มีมาตรการช่วยชะลอการขาย เชื่อมโยงผู้ประกอบการข้าวถุง และช่วงผลผลิตออกมา จะเข้าไปเปิดจุดรับซื้อ รวมถึงกำลังหารือผู้ประกอบการ ทำข้าวกล่องราคาประหยัดจำหน่ายผ่านตู้อัตโนมัติ
“ตอนนี้ คุยกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแล้ว เรื่องทำข้าวกล่องขายผ่านตู้อัตโนมัติ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกได้ว่า จะเอาข้าวและกับข้าวอะไร เช่น ผัดกะเพรา ซึ่งจะใช้ให้เชฟมีชื่อเสียงช่วยทำกับข้าวให้ ส่วนตู้กด ก็คุยกับหลายๆ เจ้า ตั้งเป้าขายที่กล่องละ 35 บาท นอกจากนี้ ยังคุยกับร้านสะดวกซื้อเพื่อนำไปวางขาย แต่คิดค่าส่วนแบ่งการขาย (จีพี) สูงมาก ซึ่งได้ขอให้ช่วยปรับลดให้อีก คาดว่า เดือน ก.พ.69 น่าจะรู้ผล ถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ ก็หาวิธีอื่น”
นอกจากนี้ มีแผนที่จะช่วยลดต้นทุนผ่านโครงการธงเขียว จำหน่ายปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรราคาประหยัด แก้ไขกฎระเบียบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เอกชนทำได้เร็วขึ้น ส่งเสริมการแปรรูปข้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเดินหน้าผลักดันข้าวประณีต เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณลักษณะพิเศษ ข้าวสี ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) โดยจะสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมมือกับมาสเตอร์เชฟ สายการบิน ในการโปรโมต เชื่อมโยงเข้าสู่โรงแรมและร้านอาหาร ผลักดันเป็นของขวัญเชิงสุขภาพ เป็นต้น
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 29/1/2569
รมว.แรงงาน ขอโทษผู้ประกันตนเจอสารพัดปัญหา เห็นด้วยนำประกันสังคมออกจากราชการ
นางสาว ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางไปที่สำนักงานประกันสังคม จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจและมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย คุณกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการประกันสังคม รวมถึง คุณนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และผู้เกี่ยวข้อง
โดยนางสาวตรีนุช ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับกรณี และประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสำนักงานประกันสังคม ก่อนเดินทางกลับออกไป
จากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปรอที่ช่อง 9 หลังทราบว่ามีการเดินทางไปที่นั่น โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยความคืบหน้าประเด็นการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมว่า ขณะนี้รูปแบบการเลือกตั้งยังคงเป็นไปตามระเบียบเดิม ส่วนกรณีที่มีการจับตาการปรับเปลี่ยนจากระบบหนึ่งต่อเจ็ดเป็นหนึ่งต่อหนึ่งนั้น อยู่ระหว่างการจัดทำร่างโดยคณะอนุกรรมการ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านการทำประชาพิจารณ์ ระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์นี้ ดังนั้นขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างดังกล่าว ว่าเหมาะสมหรือควรปรับแก้ในประเด็นใด หลังจากสิ้นสุดการประชาพิจารณ์ ก็จะมีการประมวลผลและนำเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมพิจารณาก่อนเสนอถึงรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่า ในฐานะรัฐมนตรีจะรับฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก และพร้อมเคารพผลประชามติส่วนใหญ่
ส่วนมุมมองส่วนตัวต่อรูปแบบการเลือกตั้งแบบเดิมหรือแบบใหม่นั้น นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ไม่ติดขัดในรูปแบบใด ขอเพียงเป็นระบบที่เปิดกว้าง มีความหลากหลาย และได้บอร์ดที่สามารถเป็นตัวแทนผู้ประกันตนไปทำงานได้อย่างแท้จริง โดยขอรอผลประชามติให้ชัดเจนก่อนพิจารณาในขั้นต่อไป
สำหรับข้อสังเกตที่มีการตั้งคำถามว่า จะมีการเร่งผลักดันร่างใหม่ให้แล้วเสร็จภายในสมัยของนางสาวตรีนุชนั้น รัฐมนตรีแรงงาน ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนประชาพิจารณ์ ยังไม่ได้เสนอถึงรัฐมนตรี และยังต้องผ่านการประมวลความคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด ยืนยันว่ารูปแบบการเลือกตั้งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการผลักดันประกันสังคมออกจากระบบราชการ นางสาวตรีนุช ตอบว่า เห็นด้วยกับการนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการ โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรมการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม เนื่องจากประกันสังคมดำเนินงานมากว่า 35 ปี และต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อดูแลผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และนายจ้างกว่า 5 แสนราย ให้มีความโปร่งใส คล่องตัว และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการบริหารเงินกองทุนกว่า 2.8 ล้านล้านบาท
ซึ่งคณะกรรมการศึกษาจะประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกันตน ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และภาควิชาการ ซึ่งหากผลการศึกษานำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ก็จะต้องนำไปสู่การยกร่างที่ผ่านกลไกของรัฐสภา เพราะประกันสังคมอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ดังนั้นวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตนและกระทรวงแรงงานที่จะทำร่างนี้ขึ้นมา เพื่อสอดรับให้ผู้ประกันตนได้มั่นใจในอนาคตว่า “เงินทุกบาททุกสตางค์ของเขาจะอยู่อย่างมั่นคงและเติบโต”
ส่วนที่เมื่อเช้านี้ ได้เดินทางไปสำนักงานประกันสังคมนั้น ได้มีการกำชับอะไรหรือไม่ นางสาวตรีนุช ระบุว่า หลายเรื่องที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยของตน แต่ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันหลังบ้านอยู่ตลอด และทางบอร์ดประกันสังคมก็ได้ทยอยชี้แจงต่อประชาชน ว่าแต่ละเรื่องมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งบางเรื่องก็ได้สื่อสารไปบ้างแล้ว ส่วนข้อกังวลอย่างยิ่ง คือเรื่องของความล่าช้าต่อการเบิกจ่ายของผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ที่ว่างงานช่วงนี้ ซึ่งระบบประกันสังคมเป็นระบบที่ใหญ่ ที่ดูแลทั้งผู้ประกันตนและผู้ประกอบการ ในเรื่อสุขภาพ และสวัสดิการใดๆ
ซึ่งตั้งแต่ช่วงมกราคมที่ผ่านมาเป็นช่วงระหว่างรอยต่อการเปลี่ยนแปลงระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้การบริการต่างๆ ดีขึ้น แต่เราก็ประสบปัญหาในเรื่องของฐานข้อมูลสองระบบที่ยังไม่เชื่อมต่อกัน ตนขอประทานโทษต่อผู้ประกันตนทุกคนกับปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น แต่ขอยืนยันว่าตนและกระทรวงแรงงานก็ยังทำงานหลังบ้านกันอยู่ตลอด ซึ่งตอนนี้จะต้องใช้การทำงานระบบ manual เพื่อให้ผู้ประกันตนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้เบิกจ่ายให้รวดเร็วอย่างสุดความสามารถ พร้อมกล่าวย้ำว่าต้องขอประทานโทษต่อผู้ประกันตน เบื้องต้นคาดการณ์ว่า ระบบจะกลับมาใช้ได้วันที่ 1 ก.พ. นี้
ส่วนโครงการ “สูตรCARE” ตอนนี้ติดขัดอะไรหรือไม่ ทำไมถึงไม่นำเข้าครม. นางสาวตรีนุช ยืนยันว่า ไม่ติดขัดและไม่ได้มีปัญหาในหลักการอะไร ซึ่งตอนนี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาด้านกฎหมายของกระทรวง และจะเร่งผลักดันเสนอ ครม. อย่างแน่นอน
กังวลหรือไม่ กับกระแสดราม่าประกันสังคม จะส่งผลกระทบต่อการหาเสียงเลือกตั้งของนางสาวตรีนุชในตอนนี่ นางสาวตรีนุช กล่าวว่า หลายประเด็นไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยของตน แต่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน หากพบข้อบกพร่องก็พร้อมปรับแก้ และหากเป็นเรื่องสำคัญจะต้องตรวจสอบทันที เพื่อให้ผู้ประกันตนมั่นใจต่อการทำงานของประกันสังคม
บอร์ดประกันสังคมเคาะตั้งคณะกรรมการศึกษาปฏิรูปประกันสังคม
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบทั้ง 3 ฝ่าย ในการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปคณะกรรมการประกันสังคม ประกอบด้วย ฝ่ายผู้ประกันตน 4 คน ฝ่ายนายจ้าง 4 คน ฝ่ายราชการ มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน รมว.แรงงานเป็นที่ปรึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการประกันสังคม และผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนคณะการกฤษฏีกา และผู้แทน กพร.
โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีการทำโรดแมปต่างๆ ตลอดจนสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ เช่น ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศ หรือ กองทุนกบข. รวมถึงศึกษามุมมองประกันสังคมจากประเทศต่างๆ และต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน และสามารถมีที่ปรึกษาที่มีความหลากหลาย มีความรู้ความสามารถจนเป็นองค์กรสมัยใหม่ ตามที่เราคาดหวังว่า จะมาทำหน้าที่ให้ประกันสังคมเกิดคุณภาพที่ดีต่อไป
พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวถึง ระบบการใช้งานที่เป็นความกังวลของผู้ประกันตน โดยยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มีการรายงานบอร์ดให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ในแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ
“ขอเป็นตัวแทนคณะกรรมการประกันสังคม ที่ต้องประทานโทษ ขอกราบขอโทษท่านพี่น้องประกันตนที่ไม่ได้รับความสะดวก เป็นสิ่งที่ทางสำนักงานและคณะกรรมการประกันสังคมถกเถียงกันอย่างมาก…จริงๆแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่อาจไม่ทันต่อความเดือดร้อนพี่น้องประกันตน ผมต้องขอกราบขอโทษด้วยความตั้งใจจริงๆของผม” พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าว
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง กรณีประเด็นแชทไลน์ ที่หลุดออกมา และมีข้อความที่ระบุว่ “สื่อเฮงซวย” ว่า น่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นการสื่อสารอยู่ในกลุ่มที่มีการพูดคุยกัน และสำนักงานประกันสังคมมองว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องที่ทางองค์กรสื่อสารออกไป
เมื่อถามว่า แม้จะมองว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ในแชทไลน์มีการกล่าวถึงชื่อที่ชัดเจน แบบนี้ไม่ดีหรือไม่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า “ท่านที่สื่อสารต้องรับรับผิดชอบเรื่องนั้น เพราะไม่ได้สื่อสารในนามองค์กร
และเมื่อถูกถามย้ำว่าอยู่ (ในที่ประชุม) นี้หรือไม่ พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวว่า “ผมยังไม่ทราบ เพราะผมยังไม่อยู่ในกลุ่มไลน์ด้วย”
ด้านนายทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ กรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง ยืนยันว่า กรณีเรื่อง “สื่อเฮงซวย” ตนไม่ได้มีการนำออกไปสื่อที่ไหน ไม่ได้ออกมาจากตน ตนก็เตรียมการแถลงไว้แล้ว ภายใน 2-3 วันนี้
สำหรับความชัดเจน เรื่องระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะเดินหน้าต่อหรือไม่ พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในช่องทางทางกฏหมาย สุดท้าย รมว.แรงงานจะเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่จะต้องเดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่แน่นอน ส่วนช่วงเวลาเลือกตั้งไม่น่าเกินมิ.ย.-ก.ค.
ขณะที่ นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน กล่าวถึง การตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปคณะกรรมการประกันสังคม ว่า ได้มีข้อสังเกตในที่ประชุมว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ไม่เหมาะสมที่จะเซ็นร่างระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่
นายษัษฐรัมย์ ย้ำว่า เรื่องระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมยังไม่เคลียร์ ซึ่งที่ยืนยันมาตลอดว่า ตัวร่างระเบียบเลือกตั้งมีกระบวนการที่มีปัญหา และยังไม่ได้รับรองผลการประชุมในวันที่ 13 ม.ค. และทีมประกันสังคมก้าวหน้าตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมใช้ถ้อยคำว่า จะเร่งรัดให้รมว.แรงงานดำเนินการให้แล้วเสร็จในสมัยนี้ ซึ่งเรามองว่า ตามแนวทางปฏิบัติไม่ควรเป็นแบบนั้น ยิ่งช่วงนี้ประชาชนสนใจประกันสังคมมากเป็นพิเศษ และการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.จะเป็นตัวตัดสินว่า ทิศทางปฏิรูปประกันสังคมจะไปทางไหน ดังนั้นจึงไม่ควรอนุมัติตัวระเบียบการเลือกตั้งฉบับใหม่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน
“เราต้องการให้ใช้ระเบียบเลือกตั้งแบบเดิมที่เพิ่งใช้มาเพียงหนึ่งครั้ง เพื่อเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกตั้งให้ไวที่สุด เราไม่ต้องการเป็นบอร์ดรักษาการที่ยาวนาน และเป็นการเสียโอกาสที่จะผลักดันประโยชน์พี่น้องประชาชน” นายษัษฐรัมย์ กล่าว
ส่วนประเด็นปัญหาแอปพลิเคชันล่มนั้น นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ข้อสังเกตของบอร์ดประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตนทั้ง 6 คน ยืนยันให้เห็นว่า ต้องมีการสื่อสารตรงไปตรงมาว่า ปัญหาเกิดจากอะไร โดยเฉพาะผู้ที่รับผิดชอบต่อตัวชิ้นงาน ต้องให้ทางคณะกรรมการประกันสังคมต้องพิจารณาค่าปรับและชดเชยให้กับผู้ประกันตนที่เสียโอกาสในเรื่องนี้
นายษัษฐรัมย์ กล่าวถึง กรอบการบริหารการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (SAA) แนวใหม่ หรือ SAA เฟส 2 จะมีผลบังคับใช้ช่วง 2571 ว่า การเปลี่ยนผ่านอนุมัติในครั้งนี้จะมีผลต่อการกระจายสินทรัพย์ทั้งไทยและต่างประเทศที่สมดุลมากขึ้น และกระจายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้อัตราสินทรัพย์เสี่ยงสูงต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ สัดส่วน 50 ต่อ 50 จะเป็นเพดานขั้นสูง สามารถบริหารกรอบความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม
ทั้งนี้ กรอบบริหารความเสี่ยงใหม่ต้องใช้เวลาแก้ไข 15 เดือน และคาดหวังจะให้มีผลบังคับใช้ปี 2571 โดยที่คาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุน 5-6% โดยในช่วงปี 68 แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนในเชิงตัวเลขที่ดูสูงขึ้น แต่ก็เป็นเงื่อนไขของความเฉพาะของตราสารหนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การวางแผนระยะยาวที่จะทำให้ได้ ผลการตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสม จะทำให้ยืดอายุของกองทุนขึ้นได้ 2 ปี
นางกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึง ปัญหาแอปพลิเคชันล่ม ว่า ตอนนี้มีปัญหาที่ระบบ เนื่องจากมีผู้ประกันตนเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบมีความล่าช้า โดยยืนยันว่า จะพยายามเร่งรัดดำเนินการให้สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตน กรณีว่างงานหรือกรณีอื่นๆรวดเร็วมากขึ้น
ส่วนประเด็นการตัดสูทมูลค่า 35 ล้านบาท จำนวน 7 พันคน ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ใช้งบจากประกันสังคมนั้น ตัวแทนจากคณะกรรมการประสังคม ชี้แจงว่า เรื่องสูทถือเป็นยูนิฟอร์มให้กับเจ้าหน้าที่ประกันสังคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้กับเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเอง ส่วนที่ตั้งใช้จากประกันสังคม เนื่องจากสำนักงานประกันสังคม เราไม่ได้รับการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน เราได้รับเฉพาะเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น
เมื่อถามย้ำว่า เงินที่ไปซื้อสูท มาจากผู้ประกันตนหรือเงินส่วนอื่น ตัวแทนจากคณะกรรมการประสังคม ชี้แจงว่า “อย่าลืมว่า การจัดเก็บสมทบมาจาก 3 ฝ่าย ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลก็จ่ายด้วย การจัดสรรเงินเพื่อไปใช้ในการบริหารงานให้ใช้ 10 % ของเงินสมทบประจำปี ตัวนี้มีเงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน”
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 27/1/2569
ประกันสังคม รายงานนายกฯ ข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าว หลังถูกสอบถาม มีอะไรร้ายแรงหรือไม่?
27 ม.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เรื่องประกันสังคม ว่า เมื่อช่วงเช้าตนได้เชิญ น.ส.ตรีนุช, ปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการประกันสังคม เพื่อสอบถามเรื่องราวว่าเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ตนไม่เคยได้รับรายงานเลยว่ามีปัญหาอะไร มีอะไรร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งทุกคนยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าว
โดยตนได้บอกไปว่าต้องพูด จะชี้แจงแค่นี้ไม่ได้ ต้องไปแถลงข่าวให้ผู้สื่อข่าวได้ซักถามและตอบข้อสงสัยทั้งหมด ซึ่งในส่วนราชการคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแถลงข่าว เพราะทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง แต่ตนก็บอกไปว่าช่วงนี้เป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ และเป็นช่วงยุบสภาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นเรื่องของหน่วยงานก็ควรออกมาชี้แจง ซึ่งก็เห็นว่าหลังประชุมคณะกรรมการบอร์ดประกันสังคม ปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการประกันสังคม จะมีการแถลงข่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนมีข้อเสนอแนะเป็นการดำเนินการในหน่วยงาน เสียอย่างเดียวที่ทำให้คนนั้นคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาล เพราะเลขาธิการเป็นข้าราชการประจำ ซึ่งในการดำเนินการขึ้นอยู่กับคณะกรรมการไตรภาคี ที่มี 3 ฝ่าย ไม่มีใครสั่งได้อยู่แล้ว โดยเมื่อเช้าได้พูดคุยกันก็เป็นประเด็นที่ดีเหมือนกัน ถ้าหากพวกตนได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานต่อ และได้กำกับดูแลในส่วนงานนี้ ก็ต้องมาคิดดูว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นอิสระ อาจจะทำในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แทนที่จะเป็นการโยกย้ายข้าราชการกรมนั้นกรมนี้ มาเป็นเลขาธิการ ซึ่งในเมื่อรูปแบบเป็นคณะกรรมการอยู่แล้ว ก็น่าจะมีการใช้วิธีการสรรหา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ตนคิดอยู่ในตอนนี้
ส่วนจะต้องออกจากระบบราชการโดยให้เอกชนมาบริหารหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนก็คิดของตนไปเรื่อยก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะไม่สามารถทำอะไรที่จะผูกพันไปถึงรัฐบาลอื่นได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ยุบสภา
เมื่อถามถึงข้อถกเถียงเรื่องสูตรบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีการตัดอำนาจประชาชนในการเลือกได้เพียง 1 คน จากเดิม 7 คน นายกฯ กล่าวว่า ตนยังไม่เคยลงรายละเอียดถึงที่มาที่ไปของบอร์ดว่าเป็นอย่างไร ต้องถาม รมว.แรงงาน
ส่วนที่พรรคประชาชนนำเรื่องนี้มาใช้หาเสียงในการโจมตีรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าบอร์ดประกันสังคมมีอยู่ฝ่ายหนึ่ง ที่เข้ามาจากการสนับสนุนของกลุ่มพวกนี้ และจริงๆ ก็อยู่มา 2 ปีแล้ว และค่อนข้างจะมีพลังพอสมควรด้วย เท่าที่ตนทราบ โดยการดำเนินการก็ขึ้นอยู่กับบอร์ด และเรื่องนี้จริงๆไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล รัฐบาลไม่เคยไปก้าวก่าย
ส่วนตอนนี้มีการเปิดประเด็นหลายอย่างที่เป็นจุดด่างพร้อยของประกันสังคม นายกฯ ย้อนถามว่าเช่น? ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า เช่น การนั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาสไปดูงาน และการตัดสูท นายกฯ กล่าวทันทีว่า "เนี่ย ก็พูดแบบนี้" นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีต รมว.แรงงาน ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่เคยนั่งเฟิร์สคลาส เป็นการกล่าวหาลอยๆ ซึ่งพอกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จแล้ว ก็จบแล้ว ไม่มีคืออะไรต่อ ไม่ใช่ว่าอันนี้เท็จ แต่ก็ยังมีจริงอยู่ ถ้าจริงก็เปิดเผยมา
อันไหนจริงอันไหนผิดระเบียบ ต้องไปดำเนินการร้องเรียน ฟ้อง ป.ป.ช. ว่าทำผิดมาตรา 157 ดำเนินการอย่างเต็มที่เลย แต่อย่ากล่าวหาไปกล่าวหามา ไม่มีประโยชน์ เพราะเราลงโทษกันเองไม่ได้ บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คนไหนผิดไปตรงนั้น ถ้าข้าราชการทำผิดก็ไป ป.ป.ช. ซึ่งคนที่ผิดก็ไม่เคยเห็นรอดสักราย คนที่ไม่ผิดเขาก็ไปชี้แจงข้อกล่าวหา แต่จะมากล่าวหากันทางโซเชียล สื่อออนไลน์ ผ่านทางการปราศรัย โยนกันไปโยนกันมา เดี๋ยวเขาก็โยนกลับมาบ้าง มันก็ไม่จบไม่สิ้น กลายเป็นว่าทะเลาะกันให้ประชาชนเห็น ไม่มีประโยชน์
สว.เทวฤทธิ์ ยันเสรีภาพสื่อมวลชนต้องได้รับการเคารพ หลังถูกกรรมการประกันสังคมกล่าวหาโจมตี
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสื่อสารมวลชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีข้อความสนทนาภายในกลุ่มสนทนาของกรรมการประกันสังคมที่หลุดออกสู่สาธารณะ และมีถ้อยคำพาดพิงสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องย้ำหลักการร่วมกันว่าสื่อมวลชนไม่ใช่คู่ขัดแย้งของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และไม่ควรถูกโจมตีเพียงเพราะทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจของหน่วยงานรัฐ
นายเทวฤทธิ์ ระบุว่า การรายงานข่าว การตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ และการตรวจสอบการตัดสินใจขององค์กรสาธารณะไม่ใช่ความผิด สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่พื้นฐานของสื่อในสังคมประชาธิปไตย ความไม่พอใจต่อเนื้อหาข่าวไม่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการดูหมิ่นวิชาชีพสื่อหรือทำให้การตรวจสอบกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไปได้
ตนขอย้ำว่าเงินในกองทุนประกันสังคม คือ เงินของผู้ประกันตนและประชาชนทุกคน การตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความเหมาะสมในการบริหารจึงไม่ใช่การจ้องจับผิด แต่คือการทำให้ระบบตรวจสอบยังทำงานได้จริง และยิ่งไม่อาจถูกเบี่ยงประเด็นด้วยการยกตัวเลขผลกำไรมาเป็นเกราะป้องกันการตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาล
ที่สำคัญการโจมตีสื่อมวลชนในช่วงเวลานี้ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องความพยายามเปลี่ยนระบบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหายไป ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้สังคมหันมาจับตาประเด็นเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะนี่คือสิทธิของผู้ประกันตนในการมีตัวแทนเข้าไปตรวจสอบการบริหารกองทุนของตนเอง
ตนเห็นว่าคำถามสำคัญคือใครกำลังพยายามเปลี่ยนกติกาและเปลี่ยนไปเพื่อใคร การพุ่งเป้าโจมตีสื่อไม่อาจกลบฝังข้อเท็จจริงว่าการปรับระบบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกำลังส่งผลโดยตรงต่อความโปร่งใส และต่อดุลอำนาจระหว่างฝ่ายที่บริหารกับฝ่ายที่ตรวจสอบอย่างสื่อมวลชนและภาคประชาชน เชื่อว่าสังคมที่เข้มแข็ง คือ สังคมที่สามารถอยู่กับคำวิจารณ์ได้อย่างมีวุฒิภาวะ หากข้อมูลไม่ถูกต้องก็ควรชี้แจง หากมีข้อกังวลในสังคมก็เปิดให้ตรวจสอบ เพราะความน่าเชื่อถือเกิดจากการเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การพยายามปิดปากผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์
ในสถานการณ์เช่นนี้ ตนในฐานะอดีตสื่อมวลชน ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนต้องได้รับการเคารพ และการโจมตีสื่อไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือกลบประเด็นการเปลี่ยนกติกาอำนาจได้ ยิ่งโจมตีสื่อสื่อก็จะยิ่งทำหน้าที่ขุดคุ้ยมากเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วหากสื่อถูกทำให้เงียบเสียงของผู้ประกันตนและประชาชนก็จะเงียบลงไปพร้อมกันด้วย
ตนขอยืนยันว่า สื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบตามหลักการทำงานในฐานะ “หมาเฝ้าบ้าน” และที่สำคัญคือเรื่องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และยังสืบเนื่องมาในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งยืนยันว่ากองบรรณาธิการต้องไม่อยู่ใต้อำนาจรัฐหรือเจ้าของธุรกิจ และมีกลไกคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อโดยเฉพาะ แต่หลักการเหล่านี้กลับหายไปจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งคิดว่านี่คือประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยแต่สำคัญอย่างยิ่ง หากไม่มีหลักการและกลไกคุ้มครองสื่อในระดับรัฐธรรมนูญ สื่อก็ย่อมไม่มีหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ดังตัวอย่างกรณี สปส. ที่สื่อถูกสบประมาทอย่างไร้ศักดิ์ศรี นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อทวงคืนหลักประกันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในระดับรัฐธรรมนูญด้วย
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 26/1/2569
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แนะเพิ่มมูลค่าประกันสังคม ย้ำความมั่นคงแรงงาน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้มุมมองต่อประกันสังคม กับความมั่นคงให้แก่แรงงานและผู้ประกอบการ ว่า หลักประกันสังคมกับความมั่นคงของคุณภาพชีวิตแรงงาน การส่งเสริมสวัสดิการคุ้มครองที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนการประกันตนของแรงงานให้อยู่ในระบบประกันสังคมเพื่อความเชื่อมั่น ไว้วางใจในอนาคตของของลูกจ้างหรือผู้ประกันตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างมีคุณภาพ ครบถ้วนและยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม มีจำนวนผู้ประกอบการ 538,439 ราย กว่า 90% เป็นเอสเอ็มอีไทย โดยมาตรา 33 มีผู้ประกันตนราว 12.183 ล้านราย มาตรา 39 มีผู้ประกันตนราว 1.650 ล้านราย และมาตรา 40 มีผู้ประกันตนราว 11.035 ล้านราย แต่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง 1.265 ล้านรายหรือเพียงร้อยละ 14.4 ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ทั้งหมด หากรวมทั้ง 3 มาตรามีจำนวนผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านราย
ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 เพื่อสร้างความแตกต่างกับระบบประกันสุขภาพอื่นอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่าต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ส่งเสริมการจ้างงานและสวัสดิการที่เหมาะสมของผู้ประกอบการและช่วยภาครัฐในการลดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายกับโครงสร้างประชากรอัตราการเกิดต่ำ อัตราการตายน้อย สภาวะสังคมไทยที่ “ชราไปยังจน ชราจนหนี้ท่วมท้นจนแก่ตาย”
หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข ป้องกันปัญหาจะเกิดเป็นระเบิดเวลาดังเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น เริ่มต้นลีน (Lean) ก่อนสายและเพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ สปีดก่อนเกินแก้ อีกทั้งการถอดบทเรียนประกันสังคมและระบบบำนาญของประเทศชั้นนำ อาทิ เนเธอแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ค สิงคโปร์ อิสราเอลที่เข้มแข็งในโลกจะเป็นการหาความแตกต่าง
ดังนั้น แนวทางการยกระดับมาตรฐานและสร้างปัจจัย ตัวชี้วัดที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนี้
1. การบริการทางการแพทย์ตอบโจทย์ ประกันตนออกแบบเองได้
โดยผู้ประกันตนสามารถเลือกรายการการให้บริการสวัสดิการประกันตนตามความต้องการอย่างมีทางเลือกที่เหมาะสมและมุ่งเน้นการให้บริการทางสุขภาพเชิงป้องกันโรคมากกว่าการรักษา เพื่อยกระดับสุขภาพผู้ประกันตนทั้งการตรวจสุขภาพประจำปีทำให้เกิดเฝ้าระวังและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกต้อง
รวมทั้งขยายผลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานในแต่ละพื้นที่เป็นศูนย์สวัสดิการดูแลผู้ประกันตนสูงวัย การบริการฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพที่ดีแรงงาน การบริการ Telemedicine การปรึกษาแพทย์และการจ่ายยาทางไกล ยกระดับคุณภาพยารักษา เป็นต้น
2. การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อสร้างผลตอบแทน
ให้ผู้ประกันตนมีฐานข้อมูลแรงงานในระบบ มีระบบการประเมินทักษะแรงงานเพื่อการพัฒนาทักษะ สมรรถนะและยกระดับขีดความสามารถแรงงานที่มีคุณค่าเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และมีทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและการจ้างงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างเหมาะสมตรงตามความต้องการของภาคเอกชนหรือผู้จ้างงาน
ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง รองรับการลงทุนของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การจับคู่แรงงานและการจ้างงานที่เป็นธรรม ลดปัญหาการว่างงาน การเตรียมพร้อมแรงงานหรือผู้ประกันตนก่อนเข้าสู่สูงวัยหรือเกษียณอย่างมีคุณค่าและไม่เป็นภาระสังคมสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า
3. ส่วนลดค่าครองชีพเพื่อเพิ่มการตอบรับ
ส่งเสริมและจูงใจให้แรงงานนอกระบบเพิ่มเข้าในระบบประกันสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรา 40 โดยการให้แต้มต่อด้านค่าครองชีพ อาทิ ส่วนลดราคาสินค้าอุปโภบริโภคที่จำเป็นต่อการเนินชีวิตแบบรายเดือน ส่วนลดค่าโดยสารขนส่งมวลชนสาธารณะเพื่อลดภาระของผู้ประกันตนและผู้ประกันตนได้รับมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถร่วมมือกับแพลตฟอร์ม e-commerce ไปรษณีย์ไทย ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ร้านค้าชุมชนต่างๆในพื้นที่ เป็นต้น
4. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอบสนองอนาคต
เพื่อการออมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแรงงานและผู้ประกอบการในระบบ มุ่งเน้นการออมเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตและสามารถนำเงินออมมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่ิอร่วมกับสินเชื่อนโยบายรัฐเพื่อส่งเสริมการลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนนอกระบบ หรือ แหล่งทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยสูง
อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต เป็นต้น การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยแทนการเช่าเพื่อความมั่นคงชีวิต โดยความร่วมมือของสถาบันการเงินรัฐ ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนทางการเงินต่ำให้กลุ่มเปราะบางเท่าที่จำเป็น และมีกลไกเข้าถึงในการแก้หนี้อย่างเป็นระบบให้แรงงานและผู้ประกอบการ
สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระบบและมี digital footprint ทางการเงินเพื่อจัด Credit scoring ในการประเมินทางการเงินที่ชัดเจน
5. สลากรางวัลเลขประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการเพื่อการตอบรับ
การกระตุ้นจูงใจให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการลุ้นเงินรางวัลจากเลขบัตรประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบประกันสังคม อาจเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส เป็นต้น
ส่วนด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ปี 2568 มูลค่าราว 2.859 ล้านล้านบาท ผลตอบแทน 6.1% ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตน ผู้ประกอบการและภาคประชาชนในการบริหารจัดการที่โปร่งใสอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถตรวจสอบได้
โดยอาจนำ Digital Blockchain เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการการลงทุนและรายงานรายการการซื้อ-ขาย ผลตอบแทนการลงทุนด้วย Dashboard แบบ Real time ทุกรายการ การเผยแพร่กลยุทธ์การลงทุนและเหตุผลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียรับรู้และมีส่วนร่วมในการลงทุน การประเมินและพยากรณ์ฉากทัศน์การเงินของกองทุนในอนาคตที่เพียงพอสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้ผู้ประกันตนเพื่อ เปลี่ยนความลึกลับลวงพรางให้เป็นความรักและศรัทธาในประกันสังคม
