Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรมประมง จัดทำแนวทางต่ออายุหนังสือคนประจำเรือสำหรับต่างด้าว

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมขับเคลื่อนนโยบาย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เร่งยกระดับอุตสาหกรรมการประมงของไทยให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยได้จัดทำแนวทางการออกหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว (Seabook) ให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังกล่าว เพื่อให้แรงงานภาคประมง สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ดำเนินการ ดังนี้

1. เปิดให้ใช้ใบรับคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมเป็นเอกสารแทนใบอนุญาตทำงาน ประกอบกับเอกสารหลักฐานอื่นตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ยื่นขอหนังสือประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว (Seabook เล่มสีเขียว) ได้ ณ สถานที่รับคำขอ (สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล) โดยให้มีอายุตามระยะเวลาการอนุญาตทำงาน

โฆษณา - Advertising

2. เมื่อคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว ให้นำมายื่นประกอบปรับปรุงข้อมูลหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว กรณีที่มีใบอนุญาตทำงาน (Seabook เล่มสีเขียว) ณ สถานที่รับคำขอ (สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล) ให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำงานด้วย

ตามที่ กระทรวงแรงงานเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ 1 จำนวน 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 31 มี.ค.2569 สามารถยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตเพื่อทำงานในประเทศไทยถึงวันที่ 31 มี.ค.2570

แรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ 2 จำนวน 2 สัญชาติ ได้แก่ ลาว และเวียดนาม ซึ่งได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 ก.พ.2569 สามารถขอยื่นต่ออายุใบอนุญาตเพื่อทำงานได้ถึงวันที่ 13 ก.พ.2570

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่า ชาวประมงที่ประสงค์จะนำแรงงานกลุ่มดังกล่าวทำงานในเรือประมง ต้องไปดำเนินการขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยและดำเนินการ ตามประกาศกระทรวงแรงงานให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป มิเช่นนั้น หากการอนุญาตทำงานหรืออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง จะส่งผลให้หนังสือคนประจำเรือสิ้นอายุด้วย

โฆษณา - Advertising

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตร กลุ่มกิจการแรงงานในภาคประมง โทรศัพท์ 06-6114-5077 หรือที่ Facebook Page : กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ https://www.facebook.com/fishmanagement

ที่มา: ข่าวสด, 9/2/2569

ประกันสังคมแจงปมตัวเลขข้อมูลเงินชราภาพในแอป SSO Plus ใหม่ไม่เหมือนเดิม

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงกรณีผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินชราภาพในแอปพลิเคชัน SSO Plus แล้วพบว่ายอดเงินสะสมไม่สอดคล้องกับข้อมูลเงินชราภาพเดิมว่า จากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุเกิดได้จากหลายกรณี ได้แก่ เช่นผู้ประกันตนอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศลดอัตราเงินสมทบในบางช่วงเวลา เช่น ได้แก่ กรณีวิกฤตอุทกภัยน้ำท่วมที่มีการลดอัตราเงินสมทบเป็นบางพื้นที่ กรณีโควิด-19 กรณีช่วงประสบสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ประกันตนมีประวัติการทำงานกับนายจ้างหลายรายในช่วงเวลาเดียวกัน และผู้ประกันตนตนที่มีสถานะเป็นผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งระบบเดิมของแอปพลิเคชัน SSO Plus ไม่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณเพื่อแสดงผล

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ปรับรูปแบบการแสดงผลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Self Service แอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและสอดคล้องกัน

ทั้งนี้ การแสดงข้อมูลเงินสมทบกรณีชราภาพบนแอปพลิเคชัน SSO Plus คำนวณมาจากเงินสมทบกรณีชราภาพจากผู้ประกันตน 3% และนายจ้าง 3% รวมเป็น 6% ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะส่งเงินสมทบกรณีชราภาพรวมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเดือนละ 900 บาท เป็นต้น ซึ่งระบบแอปพลิเคชัน SSO Plus ใหม่ มีการนำช่วงเวลาที่มีการลดอัตราเงินสมทบจะมีการคำนวณเงินสมทบชราภาพลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดอัตราเงินสมทบ เช่น เงินสมทบงวดเดือนพฤษภาคม 2565 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2565 มีการจัดเก็บเงินสมทบ 1% โดยแบ่งเป็นเงินสมทบกรณีชราภาพ 0.05 % ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะมีเงินสมทบสะสมกรณีชราภาพเดือนละ 7.50 บาท รวมสองฝ่ายสะสมเงินสมทบชราภาพ 15 บาท เป็นต้น

สำหรับหลักเกณฑ์ในการรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จชราภาพพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับเงินมากกว่ายอดเงินที่แสดงบนแอปพลิเคชัน SSO Plus ส่วนผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญชราภาพตลอดชีวิตพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน โดยสำนักงานประกันสังคมจะประกาศผลประโยชน์ตอบแทน บำเหน็จชราภาพประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะได้รับไม่เท่ากัน

สำนักงานประกันสังคมต้องขออภัยในความไม่สะดวก ทั้งนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

โฆษณา - Advertising

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 5/2/2569

ประกันสังคมโชว์ตัวเลขผลตอบแทนลงทุนกองทุนปี 68 โต 6.16% ฝ่าปัจจัยเสี่ยง

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 ว่า แม้ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีความท้าทายอย่างมากจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายภูมิภาค รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก

โดยผลตอบแทนรวมจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 6.16% วัดตามราคาตลาด ส่งผลให้มูลค่าเงินกองทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,177 ล้านบาท ประกอบด้วย

โฆษณา - Advertising

1. กำไรสุทธิจากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain) จำนวน 80,161 ล้านบาท ซึ่งมาจากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลงทุน

2. กำไรสุทธิจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Unrealized Gain) จำนวน 88,016 ล้านบาท อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ต

เลขาธิการ สปส. กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารเงินลงทุนที่รอบคอบ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสามารถสร้างผลตอบแทนควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของกองทุนได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ยังคงมุ่งมั่นพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของกองทุน และเป็นหลักประกันให้แก่ประกันตนในระยะยาวอย่างยั่งยืนตลอดไป

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 5/2/2569

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แนะ รบ.ใหม่รีเซ็ตโครงสร้าง ดันลงทุนเทคโนโลยี-พัฒนาทักษะแรงงาน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศที่เคยถูกยกให้เป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” กลับถูกเปรียบเป็น “คนป่วยโคม่า” ท่ามกลางปัญหาโครงสร้าง ทั้งสังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งใกล้ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมืองว่า การใช้คำดังกล่าวจำเป็นต้องแยกแยะในเชิงความหมาย เพราะแม้จะเป็นภาษาข่าวที่สะท้อนความกังวล แต่ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ติดตามบริบทเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ไทยถูกมองว่าป่วยคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่เคยตั้งไว้ว่าไทยควรเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่เคยขยายตัวเกิน 3% แม้ตัวเลขจีดีพี จะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19แล้วก็ตาม

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ 1.โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบหดตัว กระทบต่อศักยภาพการผลิตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและตลาดภายในประเทศที่เติบโตช้าลง เมื่อจำนวนประชากรลดลง ความต้องการบริโภคภายในประเทศย่อมชะลอตัว ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ตลาดในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักได้เหมือนในอดีต และต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า 3.โครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลของไทยยังอ่อนแอ ไทยมีแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI ได้อย่างเต็มที่ และ 4.โครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก สินค้าส่งออกจำนวนมากยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเร่งปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก

นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อันดับเศรษฐกิจของไทยในอาเซียนมีแนวโน้มถดถอยลง จากเดิมที่ไทยเคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันถูกสิงคโปร์แซงขึ้นมาแล้ว และหากมาเลเซียยังเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ขณะที่ไทยต่ำกว่า 3% ภายใน 5 ปี มาเลเซียอาจขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทนไทย ขณะเดียวกัน หากเวียดนามยังขยายตัวได้ 5-7% ต่อปี ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยอาจถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงลำดับลงไปอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่าและยังมีโอกาสฟื้นตัว หากรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยควรเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำ หากเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย 12 S-Curve อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย และหากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และช่วยให้ไทยกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้งในอนาคต

ที่มา: มติชนออนไลน์, 5/2/2569

ประกาศบอร์ดแพทย์ สปส. ปี 69 จ่าย 15,000 บ./AdRW ให้หัตถการ ‘โรคหลอดเลือดสมอง’

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการรักษาของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์ในโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทั้งนี้ มีสาระสำคัญระบุให้สำนักงานจ่ายค่าบริการทางการแพทย์แก่สถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตนประเภทผู้ป่วยใน ด้วยการทำหัตถการ 1. หัตถการโรคหลอดเลือดสมอง (Thrombectomy)จ่ายโดยคำนวณตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group: DRGs) ที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative weight : AdjRW) ในอัตรา 15,000 บาทต่อหนึ่งน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative weight: AdRW)

2. หัตถการโรคหัวใจและหลอดเลือด จ่ายตามแผนการรักษาแบบเหมาจ่ายรายครั้งของการรักษา (Package) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกช้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกันตนขณะที่ทำการรักษา หรือยังอยู่ในช่วงพักรักษาตัวในสถานพยาบาล

นอกจากนี้ยังระบุว่า ในกรณีสถานพยาบาลได้รับค่าบริการทางการแพทย์จากการทำหัตถการตามประกาศฉบับนี้ สถานพยาบาลไม่สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์จากการทำหัตถการตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้

สำหรับประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569

ที่มา: The Coverage, 5/2/2569

ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานในสถานประกอบการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวจุลดา มีจุล  ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ : กลไกยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไก ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ’

โครงการดังกล่าวออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Demand–Driven, Competency–Based และ Workplace–Based โดยใช้สถานประกอบการเป็นพื้นที่หลักของการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการประเมินสมรรถนะ มุ่งเน้นให้สถานประกอบการสามารถจัดฝึกอบรม ประเมินสมรรถนะ และรายงานผลการรับรองสมรรถนะแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานอาชีพและระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาศักยภาพ ครูฝึกและหัวหน้างานในสถานประกอบการ ให้มีบทบาทมากกว่าผู้สอนงานในหน้างาน แต่เป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ’ ที่สามารถเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพเข้ากับบริบทการทำงานจริง ส่งผลให้แรงงานมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถยกระดับคุณภาพแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินโครงการครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์มาตรฐานอาชีพ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครูฝึก การจัดฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะ ไปจนถึงการสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการรับรองสมรรถนะแรงงานภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 10 แห่ง พัฒนาครูฝึกและหัวหน้างานไม่น้อยกว่า 80 คน และส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานไม่น้อยกว่า 800 คน

ภายในงานแถลงข่าว มีการนำเสนอภาพรวมโครงการ การปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของระบบคุณวุฒิวิชาชีพในการยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง การเปิดตัวเครือข่ายสถานประกอบการ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ : กลไกใหม่ของการพัฒนากำลังคนไทย’ ซึ่งสะท้อนมุมมองจากภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคสมาคมวิชาชีพ และภาคสถานประกอบการ พร้อมทั้งการนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากองค์กรที่นำระบบไปใช้

โครงการนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศ สู่การปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาสมรรถนะที่มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา: แนวหน้า, 4/2/2569

สำนักงานประกันสังคม ยืนยัน จัดซื้อที่ดินชลบุรี เหมาะสมตามราคาตลาด เป็นไปตามระเบียบพัสดุ และไม่ได้ปล่อยทิ้งรกร้าง อยู่ระหว่างสรุปแบบแปลนก่อสร้าง

นางนิยดา เสนีมโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงกรณีการจัดซื้อที่ดิน  5 ไร่ 1 งาน ในซอยแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี วงเงิน 84.5 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีแห่งใหม่ แทนอาคารเดิมที่มีความคับแคบและขาดแคลนที่จอดรถ ว่า ก่อนจัดซื้อได้มีการสอบถามขอแบ่งใช้ที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์และหน่วยงานราชการใน จ.ชลบุรี เพื่อประหยัดงบประมาณแล้ว แต่พบว่า พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรอยู่ไกลจากแหล่งชุมชนและมีขนาดไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องจัดซื้อจากเอกชน

“ย้ำว่า กระบวนคัดเลือกไม่ใช่เจาะจงแปลงนี้แปลงเดียว มีคณะกรรมการสรรหาพิจารณาที่ดินที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์รวม 11 แห่ง ก่อนคัดเลือกจนเหลือ 3 แห่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งที่ดินผืนที่ได้รับคัดเลือกนี้อยู่ห่างจากสำนักงานเดิมเพียง 800 เมตร และเข้าซอยจากถนนสุขุมวิทเพียง 200 เมตร แม้ไม่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่ในเขตชุมชนที่เดินทางสะดวก” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว

สำหรับการจัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจง รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า เป็นไปตามระเบียบพัสดุที่อนุญาตให้ดำเนินการได้ ส่วนประเด็นราคาจัดซื้อที่ 84.5 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของกรมธนารักษ์นั้น ตามระเบียบต้องอ้างอิงราคาตลาด หรือราคาซื้อขายจริงย้อนหลัง 3 ปี ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจากการตรวจสอบราคาที่ดินติดถนนสุขุมวิทในย่านนั้นมีราคาสูงมากประมาณไร่ละ 50 ล้านบาท การเลือกที่ดินในซอยจึงช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับพื้นที่ดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่ที่ดินที่จัดซื้อมา ยังมีสภาพรกร้าง รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ข้อเท็จจริงคือ เมื่อซื้อขายเสร็จ ต้องไปขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยออกแบบ ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างแบบแปลนอาคาร เพื่อปรับปรุงฟังก์ชันการใช้งานให้สอดคล้องกับภารกิจ ก่อนจะดำเนินการกำหนดราคากลางเพื่อขออนุมัติงบประมาณก่อสร้างต่อไป ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินนั้นได้มีส่งมอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้หน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

ที่มา: NBT Connext, 4/2/2569

เปิดปมงบตัดสูทประกันสังคม พบชื่อบริษัทเลิกกิจการโผล่คว้างานเพียบ

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ผู้สื่อข่าวสามมิติ ได้ลงพื้นที่ไปตามที่อยู่ของ ‘ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์’ ที่ระบุไว้ใน DBD เลขที่ 150 ซอยมีสุวรรณ 3 ถนนพระโขนง-คลองตัน แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. ปรากฏว่า เจอแต่ตึกร้าง โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ได้ข้อมูลว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนในพื้นที่จะรู้จักกันดีว่าตรงนี้คือโรงงานเย็บผ้าศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แต่ปิดไปนานแล้ว ร้างมา 10 กว่าปีแล้ว

และเมื่อไปดูในเว็บ DBD พบว่า ข้อมูลที่ระบุไว้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ อยู่ในสถานะร้าง ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2553

ขณะที่ข้อมูลที่ปรากฏของสำนักงานประกันสังคม เมื่อปี 2555, 2559 และปี 2562 ระบุชื่อ ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ เป็นผู้ชนะการประกวดราคา และรับตัดสูทให้สำนักงานประกันสังคม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ที่ทิ้งร้างนี้ เป็นร้านตัดสูทให้ประกันสังคมหรือไม่

คงได้แค่คำตอบที่ตรงกันกับข้อมูลใน DBD ว่า ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ตอนนี้อยู่ในสถานะร้างจริง

ที่มา: เดลินิวส์, 3/2/2569

จ่ายแล้วเงินชดเชยว่างงาน กว่า 2 แสนราย  วงเงิน 618 ล้านบาท “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคมเร่งจ่ายเงินบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตนให้มากที่สุด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงาน ตัวเลขการจ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานแล้ว กว่า 618 ล้านบาท โดยมีผู้ประกันตนได้รับเงินแล้วมากกว่า 2 แสนราย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจ่ายเงินอาจล่าช้าเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบประมวลผลใหม่ แต่หลังจากที่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของระบบไอทีและการบริหารจัดการ สามารถที่จะจ่ายเงินชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งในส่วนของสำนักงานประกันสังคมในทุกจังหวัดได้ระดมเจ้าหน้าที่ขยายเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่ 06.00–20.30 น. เพื่อเร่งพิจารณาและอนุมัติคำสั่งจ่าย สามารถดำเนินการได้มากกว่า 35,000 รายต่อวัน ยืนยันว่าจะเร่งจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด

รมว.แรงงงาน กล่าวว่า ส่วนการให้บริการในส่วนของแอพพลิเคชั่น sso plus ได้เปิดให้ผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินสมทบ สิทธิประโยชน์ ขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้าง ตรวจสอบข้อมูลการส่งเงินสมทบ ตรวจสอบสถานพยาบาล เปลี่ยนสิทธิสถานพยาบาล และสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ รวมถึงสามารถใช้ E-Self service เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์และเงินทดแทนได้ โดยสามารถให้บริการผู้ใช้งานได้เร็วขึ้น เฉลี่ย 1,700 คนต่อนาที

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 2/2/2569

เปิดพิกัดที่รกร้างชลบุรี จับพิรุธ “ประกันสังคม” ทุ่มซื้อ 84.5 ล้าน เซอร์ไพรส์ผู้ประกันตน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายสหัสวัต คุ้มคง ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน ชลบุรี เขต 7 ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในโครงการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 84 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับถูกทิ้งร้างและพบข้อสังเกตหลายประการ

นายสหัสวัตระบุว่า โครงการดังกล่าว (เลขที่ 67089559825) อนุมัติในช่วงปลายปี 2566 และเริ่มใช้งบประมาณในปี 2567 โดยตั้งงบไว้ 88 ล้านบาท และจบที่ราคา 84,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลางเพียง 3.98%) เป็นการซื้อที่ดินรวม 5 แปลง พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน ในพื้นที่โซนบ้านสวน

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดิน นายสหัสวัตพบข้อสังเกตที่น่าสงสัย ที่ดินตั้งอยู่ใน "ซอกหลืบ" เข้าซอยลึก ถนนทางเข้าแคบ สวนทางกันลำบาก ไม่เหมาะสมกับการรองรับผู้ประกันตนจำนวนมากในชลบุรี

ผิดสเปก (TOR): มีข้อมูลระบุว่ากำหนดการเดิมต้องติดถนนใหญ่ แต่กลับมีการใช้วิธี "เฉพาะเจาะจง" ซื้อที่ดินในซอยแทน อีกทั้งปัจจุบัน TOR ดังกล่าวได้หายไปจากหน้าเว็บไซต์ สปส.

ราคาสูงผิดปกติ: ราคาประเมินกรมธนารักษ์อยู่ที่ประมาณ 24 ล้านบาท แต่มีการซื้อจริงสูงถึง 84.5 ล้านบาท (ตกตารางวาละกว่า 40,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับที่ดินในซอยลึก

โครงการชะงัก: ผ่านมานานกว่าปีเศษ ยังไม่มีการก่อสร้างใดๆ ปล่อยทิ้งให้หญ้าขึ้นสูงจนกลายเป็นพื้นที่รกร้าง

"เราเป็นเจ้าของที่ดินรกร้างกันเฉยเลยพี่น้องผู้ประกันตน การใช้เงิน 84.5 ล้านบาทจากกองทุนประกันสังคมคุ้มค่าหรือไม่ กับที่ดินที่เข้าถึงยากขนาดนี้" นายสหัสวัตระบุ

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/2/2569

มจธ.ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 อาคารจอดรถ 14 ชั้น (S2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)

การแถลงข่าวได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้บริหารจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 9 แห่ง เข้าร่วมแสดงพลังความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียง

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

โดยมีหลักสูตรฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ ระยะที่ 2 รวม 12 หลักสูตร ได้แก่

1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน – มจธ. (บางมด)

2. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ (Business Developer) ประเภทวิสาหกิจชุมชน - มจธ. (บางขุนเทียน)

3. หลักสูตรทักษะอาชีพด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า – มจธ. (ความร่วมมือในจังหวัดสระแก้ว)

4. หลักสูตรส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี - มจธ. (ราชบุรี)

5. โครงการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพคนพิการ จังหวัดขอนแก่น – มหาวิทยาลัยขอนแก่น

6. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

7. หลักสูตรการประกอบอาหารไทยเพื่อการประกอบอาชีพ – มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี

8. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัลเพื่อคนพิการสร้างงานสร้างอาชีพ รุ่นที่ 2 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

10. หลักสูตรแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

11. หลักสูตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรี – มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

12. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น – มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี

โครงการมุ่งเน้นการ Upskill และ Reskill คนพิการให้สามารถทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่นของตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งบูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้ทักษะมีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

การดำเนินโครงการยังได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เพื่อสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน จนถึงการมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ที่มา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), 2/2/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising