Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปล่อยสินเชื่อช่วยผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ซ่อมแซมบ้าน 500,000 บาท

"ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)" ร่วมกับ "สำนักงานประกันสังคม (สปส.)" ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และสนับสนุนให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ผ่านโครงการสินเชื่อซ่อมแซมหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 กู้ซ่อมแซมบ้าน 500,000 บาท

พื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี

สำหรับ อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1–5 คิดอัตราพิเศษเพียง 1.59% ต่อปี ปีที่ 6–8 เท่ากับ MRR–2.00% ต่อปี และปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR–0.50% ต่อปี

โฆษณา - Advertising

ในส่วนของวงเงินกู้ แบ่งเป็น 1. กรณีซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันตน วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท และ 2. กรณีปลูกสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนหลังเดิมที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันตน วงเงินไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยผู้กู้สามารถขอระยะเวลากู้นานสูงสุด 40 ปี โดยผ่อนชำระเงินงวดต่ำสุดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,500 บาท

ทั้งนี้ สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่สาขาธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และต้องทำนิติกรรมภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยผู้ประกันตนต้องขอหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตน เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของธนาคารทุกช่องทาง

ที่มา: ธนาคารอาคารสงเคราะห์, 15/2/2569

โฆษณา - Advertising

สธ.เล็งปรับ “เวรพยาบาล” เป็น 12 ชม. นำร่อง 'รพศ.-รพท.-รพช.' 1-2 หน่วยงานติดต่อกัน 3 เดือน

ในการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 2/5269 โดยมีนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธาน ซึ่งได้มีการติดตามสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แนวทางการบริหารจัดการอัตรากำลังเพื่อแก้ปัญหากำลังคนทางการพยาบาล

สำหรับการพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการอัตรากำลังเพื่อแก้ปัญหากำลังคนทางการพยาบาลนั้น กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหากำลังคนทางการพยาบาล ด้วยการจัดเวรพยาบาลรูปแบบเวร 12 ชั่วโมง เพื่อมุ่งแก้ปัญหาขาดแคลนอัตรากำลัง พยาบาลลาออก หาอัตรากำลังทดแทนได้ยาก พยาบาลต้องขึ้นเวรถี่ขึ้น วันหยุดเวรน้อยลง เวลาพักลดลง คุณภาพชีวิตลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และฝืนนาฬิกาชีวิตส่งผลต่อสุขภาพของพยาบาล

สำหรับการจัดอัตรากำลังรูปแบบเวร 12 ชั่วโมงมีประโยชน์ ดังนี้ 1.ลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน 2.มีวันหยุดยาวฟื้นฟูร่างกายและปรับนาฬิกาชีวิตได้ 3.ลดความถี่การเปลี่ยนกะ ซึ่งลดความผิดพลาดของการส่งต่อข้อมูล 4.เพิ่มเวลาการดูแลต่อเนื่อง 5.ลดความต้องการในการใช้บ้านพัก 6. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

โฆษณา - Advertising

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเพื่อพิจารณา โดย1. มอบหมายให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน (รพศ.รพท.รพช.) จัดเวรพยาบาลแบบ 12 ชั่วโมงในหน่วยงานแผนกผู้ป่วยใน(IPD) และผู้ป่วยฉุกเฉิน (ICU) โดยอาจจัดเวร 12 ชั่วโมงแทน 8 ชั่วโมง หรือจัดเวรแบบผสม 2.ปลดล็อกหลักเกณฑ์โดยให้การเบิกจ่ายค่าตอบแทนนอกเวลา และค่าเวร เป็นรายชั่วโมงหรือช่วงเวลา เพื่อให้พยาบาลไม่เสียสิทธิ์ต่างจากการขึ้นเวรรูปแบบ 8 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้มีคำสั่งชัดเจนหรือรายละเอียดว่าจะให้ดำเนินการหรือไม่ อย่างไร

ที่มา: Hfocus, 13/2/2569

รมว.แรงงาน วางโจทย์ทีมปฏิรูปประกันสังคม มุ่งสู่องค์กรรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ-ปลอดการเมือง

โฆษณา - Advertising

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่าได้มีการประชุมคณะทำงานครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.พ.69 โดยที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันในเรื่องที่เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขของสำนักงานประกันสังคม 3 ด้านหลัก คือ 1.การติดกรอบระบบราชการ ทำให้งานล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการ หรือความเดือดร้อนของผู้ประกันตน 2.ความเชื่อมั่นในเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลได้ และ 3.ต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมในอนาคต

รมว.แรงงาน กล่าวว่า การปฏิรูปประกันสังคม ไม่ได้ต้องการให้แปรสภาพเป็นเอกชน (Privatization) แต่ต้องการทำให้เป็น “องค์กรของรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ” เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 500,000 ราย มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ในส่วนของการทำให้สินทรัพย์งอกเงย ก็ต้องมีกลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนที่นอกจากการบริหารโดยมืออาชีพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทั้ง ผู้ประกันตน นายจ้าง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

“ต้องยอมรับว่า กองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่มาก จนการบริหารแบบเน้นความเสี่ยงต่ำตามระเบียบราชการ อาจไม่เพียงพอต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในอนาคต พูดง่าย ๆ ก็คือมีความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่าย หากยังบริหารแบบเดิม จึงได้มีข้อเสนอมาก่อนหน้านี้ ในเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานบริหารการลงทุนแบบมืออาชีพแยกออกมาชัดเจน คล้ายกับรูปแบบของ กบข.” รมว.แรงงานกล่าว

พร้อมระบุว่า การบริหารกองทุน เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงโดยปกติอยู่แล้ว แต่มืออาชีพจะรู้ว่าจะกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้นได้อย่างไร เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ และรองรับสังคมสูงวัยที่มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายปี

โฆษณา - Advertising

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร หรือ Restructuring โจทย์ใหญ่ คือ ลดความเทอะทะแบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร ไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่อาจจะล้าหลังไปแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถดึงดูดคนที่มีความเชี่ยวชาญสูงในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน และการลงทุน เข้ามาทำงานด้วยอัตราค่าจ้างที่แข่งขันกับเอกชนได้ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีความโปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่สามารถตรวจสอบได้ และจะดีที่สุด คือ มีความเป็นอิสระจากการเมือง

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการบริการ จำเป็นต้องยกระดับโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ ทั้ง AI, Co-Bot หรือ Big Data ที่เชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนแบบ Real-time สามารถวิเคราะห์เพื่อออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงทิศทางการปฏิรูปองค์กร โดยยืนยันพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ เพื่อเดินหน้าปรับปรุงการทำงาน และรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน

ประเด็นที่ 1 การปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม

กองทุนประกันสังคม คือหลักประกันขั้นพื้นฐานของผู้ประกันตนที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ขณะเดียวพร้อมปรับเปลี่ยนและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นทั้งในด้านการให้บริการ และการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

กระทรวงแรงงาน โดย รมว.แรงงาน และปลัดกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการเร่งด่วนให้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษา และคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยมีผู้แทนจากไตรภาคี ได้แก่ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวได้กำหนด Roadmap ศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้มีความเท่าเทียมเท่าองค์กรเอกชน เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองความต้องกรของผู้ประกันตนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ 2 ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้งบประมาณ

งบประมาณที่ใช้ในการบริหารมาจากเงินสมทบประจำปีของผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ ซึ่งมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม บัญญัติให้สำนักงานประกันสังคม สามารถนำเงินสมทบประจำปี มาใช้ในการบริหารงานของสำนักงานฯ ได้ไม่เกิน 10% ซึ่งการใช้จ่ายเงินบริหารงานที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมใช้งบประมาณส่วนนี้เฉลี่ยในอัตราไม่เกิน 3% ต่อปี

ทั้งนี้ การใช้งบประมาณ อยู่ภายใต้การตรวจสอบหลายขั้น ทั้งจากคณะกรรมการประกันสังคมในระบบไตรภาคี ที่ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ประกันตน ผู้แทนนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายรัฐ และการตรวจสอบบัญชีจากองค์กรอิสระ เช่น สำนักงานการตรวจสอบเงินแผ่นดิน (สตง.) และการรายงานงบการเงินประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินบริหารสำนักงานประกันสังคมเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด สำนักงานประกันสังคม ได้ประชุมทบทวนค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ให้เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบันอีกด้วย

ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปแนวทางการลงทุน เพิ่มความรัดกุม และผลตอบแทนที่ยั่งยืน

สำนักงานประกันสังคม ได้เร่งปรับปรุงระเบียบการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคมแล้ว พร้อมถอดบทเรียนการลงทุนที่ผ่านมา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพื่อนำมาปรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ให้รอบคอบและเข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการประกันสังคม ยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การลงทุนฉบับใหม่ ปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ความมั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง จาก 60:40 เป็น 50:50 รวมถึงขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจาก 5.2% เป็น 5.9% ต่อปี แม้การลงทุนบางส่วนอาจมีผลขาดทุนในบางช่วง สำนักงานฯ ยืนยันว่ามีการติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยในปี 2568 กองทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่น่าพอใจ และมีคณะอนุกรรมการลงทุน และคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญภายนอก ผู้แทนนายจ้าง และผู้ประกันตน เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่าจะดำเนินการปฏิรูปด้านโครงสร้างองค์กร ระบบจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริหารให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกันตนในระยะยาว พร้อมย้ำว่าการดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน จะยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของสำนักงานประกันสังคมต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 12/2/2569

“ษัษฐรัมย์” ชี้ 20 ก.พ.ประชุม ‘คณะทำงานปฏิรูปประกันสังคม’ เชื่ออีก 2 ปีเป็นยุคทอง

จากกรณีที่สหภาพคนทำงาน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ย้อนหลัง 10 ปี เพื่อดูว่ามีคนร่ำรวยผิดปกติหรือไม่นั้น

รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ให้สัมภาษณ์ว่า  เห็นด้วย ซึ่งบอร์ดชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระในวันที่ 13 ก.พ.2569 เป็นบอร์ดชุดแรกที่ต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรมการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้บอร์ดประกันสังคมไม่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหากใช้ตามแนวทางความบริสุทธิ์ใจแล้วเปิดเผยออกมาได้ก็ไม่มีข้อเสียหาย

“ผมไม่สามารถพูดถึงบุคลลที่ 3 ได้ แต่ต้องบอกว่าเรามองบอร์ดชุดก่อนๆในอดีต ก็จะมีส่วนผสมของสิ่งที่เรียกว่าเป็นล็อบบี้ยีสต์ เป็นตัวกลางตัวประสาน หากตรวจสอบไปอาจจะไม่ได้เจออะไร ไม่เห็นอะไรมาก ก็ต้องพยายามป้องปรามการใช้จ่ายงบประมาณต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประกันสังคม ผมคิดว่าจะเป็นแนวทางที่จะเห็นรูปธรรมมากกว่า”รศ.ษัษฐรัมย์กล่าว

ถามว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะนำทีมเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินบอร์ดประกันสังคม ย้อนหลัง 10 ปีหรือไม่ รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังจะมี สภาฯชุดใหม่ ตนก็ขอกระตุ้นเตือนเรื่องที่ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569  ได้มีฉันทามติของ การปฏิรูปประกันสังคม จึงต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. 500 คน ที่มีการหาเสียงเรื่องประกันสังคมอย่าลืมคำหาเสียงเรื่องการปฏิรูปที่ให้คำมั่นสัญญาไว้

ถามถึงกรณีบอร์ดชุดนี้จะหมดวาระในวันที่ 13 ก.พ.2569 ยังมีเรื่องใดที่ผลักดันไม่สำเร็จ รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า นโยบายที่ยังผลักดันไม่สำเร็จ เช่น การขยายเงินดูแลบุตรไปจนถึงอายุ 12 ปี เนื่องจากติดปัญหาความล่าช้าในการขยายเพดานเงินสมทบ ทำให้ไม่สามารถขยายสิทธิ์นี้ได้ และสิทธิ์ลาไปดูแลคนในครอบครัว รวมถึงสูตรบำนาญใหม่สูตรแคร์ที่แม้จะผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดประกันสังคมแล้ว แต่ยังรอการลงนามตัดสินใจจากรัฐมนตรี

“เมื่อกระแสประกันสังคมมาขนาดนี้ รัฐบาลทุกรัฐบาลพูดกันขนาดนี้ ผมคิดว่าอีก 2 ปี น่าจะเป็นยุคทองของประกันสังคมและสวัสดิการของคนไทย”รศ.ษัษฐรัมย์กล่าว   

ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลเรื่องธรรมาภิบาลหากแต่งตั้งว่าที่ ส.ส. เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานปฏิรูปประกันสังคม รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า  ไม่ได้มีข้อกำหนด ข้อห้าม ข้อบังคับ อย่างคุณตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ก็เป็นส.ส. เหมือนกันก็เป็นที่ปรึกษาได้ ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีฝ่ายนิติบัญญัติมาร่วมสังเกตการณ์และให้ความเห็นตั้งแต่ต้น เพื่อความโปร่งใสก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการร่างกฎหมายในอนาคต  เหมือนกรรมาธิการวิสามัญ

“ในวันที่ 20 ก.พ. นี้ ที่จะมีการประชุมคณะทำงานฯครั้งที่ 2 น่าจะมีการนำเสนอโมเดลการปฏิรูปประกันสังคม ก็เป็นการอนุมัติการเปลี่ยนแปลง แนวทางตุ๊กตา คงไม่ได้เคาะออกมาถึงขั้นเป็นพ.ร.บ. หรือหากถึงเป็นพ.ร.บ.จริง ๆ ก็มีกระบวนการในกรรมาธิการวิสามัญ” รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าว

ที่มา: Hfocus, 11/2/2569

“ทีดีอาร์ไอ” ชี้ปรากฎการณ์ AI ทำยอดจ้างงานวูบเกือบ 9.6% "นักออกแบบกราฟิก" ความต้องการจ้างงานลดวูบ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน ใครอยู่ ใครไป โดยการวิเคราะห์ข้อมูลของทีม Big Data พบว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่จากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการจ้างงานในช่วงปี 2567–2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลงถึง 9.6% ขณะที่ทักษะด้าน AI กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่นายจ้างต้องการ

กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงที่สุด คือ นักออกแบบกราฟิก ซึ่งมียอดรับสมัครงานลดลงถึง 13% เนื่องจากความก้าวหน้าของ AI ที่สามารถสร้าง Infographic พร้อมจัดวางตัวอักษรได้ในเวลาไม่กี่นาที ทำให้งานกราฟิกพื้นฐานถูก AI แย่งงาน ส่วนกลุ่มที่ยังแข็งแกร่ง คือ นักบัญชี ซึ่งมีความต้องการจ้างงานเติบโตสวนกระแสถึง 7% และ วิศวกรโยธา เนื่องจากทั้งสองอาชีพนี้ต้องอาศัยความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบความถูกต้อง และการตัดสินใจเชิงวิชาชีพที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ขณะที่กลุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์ แม้ความต้องการจ้างงานจะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 5.3% แต่ทักษะ AI กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยมีประกาศงานที่ต้องการทักษะนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว 94.6%

ขณะที่ยังพบว่าวิกฤตเด็กจบใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากองค์กรต่างๆ เริ่มต้องการแค่คนตรวจงาน AI และประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ความลำเอียงต่อผู้มีประสบการณ์ (Seniority Bias) โดยนายจ้างจะเรียกหาแรงงานที่มีประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไปเพื่อมาใช้งาน AI มากกว่าที่จะจ้างเด็กจบใหม่มาฝึกฝน ส่งผลให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่อส่งกำลังคนเสียหายในระยะยาว เนื่องจากแรงงานรุ่นใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อสะสมประสบการณ์ได้ เราจะเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรงเมื่อคนรุ่นเก่าเกษียณไป

ทั้งนี้ ทีม Big Data ของ TDRI มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ใน 3 ด้านคือ 1. ภาคการศึกษา ต้องปรับเกณฑ์การวัดผลจากการดูเพียงผลลัพธ์มาเป็นการเน้นกระบวนการคิดและการตรวจสอบ 2. ภาคเอกชน ต้องเปิดพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้เติบโต และ3. ภาครัฐ ควรมีมาตรการจูงใจ ให้บริษัทต่างๆ ปรับโครงสร้างองค์กรแบบ "AI-Human Partnership" มากกว่าการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงานเพียงอย่างเดียว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 11/2/2569

‘ไทยมีงานทำ’ เปิดรับสมัครงานผู้สูงอายุ ตำแหน่งว่าง 1,969 อัตรา

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุจึงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม การมีงานทำไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังช่วยให้ผู้สูงอายุเกิดความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการจัดหางานได้ลงพื้นที่พบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยที่ผ่านมา มีผู้สูงอายุได้รับการจ้างงานแล้ว 554 คน จากผู้ที่มาใช้บริการจัดหางาน 632 คน คิดเป็นมูลค่ารายได้รวมกว่า 53 ล้านบาทต่อปี

สำหรับตำแหน่งงานที่ผู้สูงอายุได้รับการจ้างงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แรงงานทั่วไป, แม่บ้าน, พนักงานดูแลความปลอดภัย, พนักงานธุรการ และพนักงานขับรถยนต์ ขณะเดียวกัน ยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับผู้สูงอายุอีก 1,969 อัตรา เช่น พนักงานขายสินค้า แรงงานทั่วไป แม่บ้าน และพนักงานรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการจัดหางาน ยังส่งเสริมให้ผู้สูงอายุประกอบอาชีพอิสระ โดยให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพ การตลาดออนไลน์ การใช้เทคโนโลยี การทำบัญชี และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดภูมิปัญญา สร้างรายได้และคุณค่าให้แก่ตนเองและสังคม

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานได้ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ทางเว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ”

ส่วนผู้ที่สนใจประกอบอาชีพอิสระสามารถใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ และสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 10/2/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising