Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

Jobsdb by SEEK เผยช่วงครึ่งหลังปี 2568 คนไทยหางาน Marketing ทางออนไลน์มากที่สุด

แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ Jobsdb by SEEK (จ๊อบส์ดีบี บาย ซีก) เปิดเผยรายงานอันดับคำค้นหางานยอดนิยม (Top Keywords Search) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 พบว่าสายงาน Marketing (การตลาด) และรูปแบบการทำงานแบบ Work from Home (ทำงานที่บ้าน) เป็นคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมสูงสุด 2 อันดับแรก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยที่มุ่งเน้นทักษะด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และความต้องการสมดุลในการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

รายงานระบุว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2568 คำค้นหาที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย Marketing, Work from Home, Data Analyst (นักวิเคราะห์ข้อมูล), HR (ทรัพยากรบุคคล) และ Engineer (วิศวกร) โดยกลุ่มสายงานการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงทิศทางขององค์กรที่ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเน้นการวัดผลจริงผ่านข้อมูลและการสื่อสารผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม ขณะที่สายงานวิศวกรรมยังคงมีความต้องการสูงในฐานะกำลังหลักด้านนวัตกรรม ส่วนสายงานทรัพยากรบุคคลได้ยกระดับสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์ในการเฟ้นหาและรักษาบุคลากรท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น

คุณดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า “คีย์เวิร์ดการค้นหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานยุคใหม่ในไทยล้วนมองหา ทักษะ โอกาสเติบโต และความยืดหยุ่น ควบคู่กัน ทั้งในมิติของการยกระดับทักษะให้สอดรับกับโลกดิจิทัล การบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นอย่าง Work from Home ที่ไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือเทรนด์ฮิตอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจสมัครงานและเลือกองค์กรด้วยเช่นกัน”

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ยังพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในช่วงปลายปี เมื่อคำค้นหาอย่าง New Graduate (บัณฑิตจบใหม่) และ Internship (การฝึกงาน) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงการตื่นตัวของแรงงานรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดงาน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งงานที่มีความก้าวหน้าชัดเจนและโอกาสในการพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง ซึ่งถือเป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การสรรหาและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้เพื่อดึงดูดบุคลากรกลุ่มนี้

ภาพรวมการค้นหาดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความนิยมของผู้สมัครงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ให้องค์กรนำไปปรับใช้ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความยืดหยุ่นของสถานที่ทำงาน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟบริค, 22/2/2569

'ประกันสังคม' แจงปรับสูตรเลือกบอร์ดเพื่อลดความยุ่งยาก

โฆษณา - Advertising

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาข้อร้องเรียนต่อการปรับกติกาเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนผู้ประกันตน คณะก้าวหน้า ยื่นเรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการรปรระชุม นายษัษฐรัมย์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการประชาพิจารณ์การปรับเปลี่ยนกติกาเลือกบอร์ด สปส. ว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันการกำหนดเงื่อนไขเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเลือกตั้งได้เพียงแค่ 1 ตำแหน่ง เท่ากับลดทอนอำนาจให้ผู้ประกันตนที่เคยมีสิทธิ์ 100% เหลือสิทธิ์เพียงแค่ 14% ถือเป็นการหมุนเข็มนาฬิกาให้ประกันสังคมเข้าไปสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์แบบที่เคยเป็นมาแล้ว

นายษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมของคณะอนุ กมธ.ของ สว.ชุดหนึ่ง ว่ามีการบันทึกคำพูดของว่าแม้แต่การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็อาจจะเข้าข่ายความไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยกรณีที่มี สส.ช่วยผลักดันประเด็นประกันสังคมอาจจะถือว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นความพยายามตัดขาดอำนาจนิติบัญญัติสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้คือ ความพยายามผลักดันระบบเลือกตั้งใหม่ เพื่อวางกลไกจำกัดอำนาจของผู้ประกันตน

ด้าน นายชินโชติ แสงสังข์ สว. ฐานะ กมธ. กล่าวว่า ตนสงสัยเหมือนกับผู้ร้องว่ากติกาใหม่เอามาจากไหน ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทำไมประกันสังคมจึงเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง และที่เลือกกันไปเมื่อปี 2566 มีปัญหาอย่างไร

โฆษณา - Advertising

ขณะที่ น.ส.มาลากัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงว่า การปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่งตัวแทนฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนมีที่มาคำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ผลการเลือกตั้งบอร์ด สปส. เมื่อ 24 ธ.ค. พบผลการเลือกตั้งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วน ลักษณะการเลือกตั้งคือเป็นทั้งโดยตรง และโดยลับ ทำให้สำนักงานประกันสังคมถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาให้นายจ้าง และผู้ประกันตนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกองทุนและเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทุกคน  ดังนั้นเมื่อต้นปี 2568 จึงมีการเสนอคณะกรรมการประกันสังคมในชุดที่เพิ่งครบวาระไป ซึ่งเห็นชอบให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงร่างระเบียบเลือกตั้ง และได้รับฟังความคิดเห็นในระบบกลางของกฎหมาย สำหรับผลจะทราบในช่วงเดือนมี.ค. นี้

น.ส.มาลากัญ กล่าวต่อว่าจากนั้นจึงพิจารณาว่าควรปรับปรุงประเด็นใดบ้าง ส่วนข้อเรียกร้องมาว่าอยากให้ผู้แทนของแต่ละมาตรามีโอกาสเข้ามานั่งในกองทุนประกันสังคม จึงคิดว่าควรจะกำหนดสัดส่วน 5 ต่อ 1 ต่อ 1 แบ่งเป็นมาตรา 33 จำนวน 5 คน มาตรา 39 จำนวน 1 คน และมาตรา 40 จำนวน 1 คน ทั้งนี้การลงคะแนน 1 คน 7 เบอร์ มีเสียงสะท้อนว่าจำไม่ได้ มีความยุ่งยากในการนับคะแนน ดังนั้น จึงคิดถึงการเลือกตั้งการเลือกจะให้ 1 คน 1 สิทธิ์

ขณะที่นายชินโชติ กล่าวว่า ฟังแล้วไม่มีประโยคใดที่สุดการเลือกตั้งใหม่มาจากคณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา หรืออนุกรรมมาธิการด้านประกันสังคม หรือมาจากนายชินโชติแม้แต่คำเดียว สูตรดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับวุฒิสภา สูตรของประกันสังคมมีคนนำเรื่องนี้มาเสนอในคณะอนุกรรมธิการที่ตนเองนั่งอยู่ โดยระบุถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ว่าน้อยเกินไป

"การพูดในสภาฯ ข้อดีคือโกหกไม่ได้ กะล่อนไม่ได้ สูตรของคณะอนุกกรรมาธิการที่ผมเป็นประธานพิจารณากันในเวลาเดือนเศษ คิดมาได้ 4 สูตร เป็นเพียงดราฟหยาบ ๆ ไม่มีรายละเอียดอะไร ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมาธิการแรงงาน จากนั้น 4 สูตรก็ไปอยู่ในมือนักข่าว สิ่งที่ผมเจ็บปวดทุเรศที่สุดคือใน 4 สูตรยังอยู่การรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ไปถึงกมธ.ชุดใหญ่ และวุฒิสภา แต่ มีความพยายามยัดเยียด ผมขอให้บันทึกไว้ว่าการเปลี่ยนสูตรประกันสังคม ไม่ได้เกี่ยวกับผม วุฒิสภา และกรรมาธิการแรงงานวุฒิสภา” นายชินโชติ กล่าว

โฆษณา - Advertising

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 21/2/2569

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เปิดเวทีถกกติกาเลือกบอร์ดประกันสังคม คลายข้อกังวลความโปร่งใส – การมีส่วนร่วมผู้ประกันตน

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดยนายนรเศรษฐ์ ปรัญชากร สว. เป็นประธานการประชุมกมธ.วาระพิจารณา ศึกษารูปแบบการเลือกคณะคณะกรรมการประกันสังคม อันเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในกระบวนการ กำหนดทิศทางและกำกับดูแลการบริหารกองทุนประกันสังคม โดยมีการเชิญ 1. ปลัดกระทรวงแรงงาน  2. ประธานคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564  3. พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 4. ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง 5. นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า

นายนรเศรษฐ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า เหตุที่ต้องเชิญตัวแทนทั้งสองฝ่าย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ มาร่วมประชุม เพราะสังคมยังมีข้อสับสนและข้อถกเถียงหลายประเด็น โดยเฉพาะสาเหตุและเหตุผลของการเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน ประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับจากกติกาใหม่ มุมมองของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งกังวลว่าอาจเป็นการลดทอนอำนาจและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน คณะกรรมาธิการจึงต้องการให้เวทีกรรมาธิการเป็นพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายสามารถนำเสนอเหตุผลและข้อมูลได้อย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันมีอีกประเด็นที่สังคมจับตา คือข้อสงสัยต่อกระบวนการทำประชาพิจารณ์ ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการใช้บอทจนทำให้ระบบล่ม และข้อสงสัยเรื่องการไม่เปิดเผยผลได้หลังการปิดรับฟังความคิดเห็นแล้วหลายวัน ทั้งนี้ ในการประชุมได้เชิญ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาพิจารณ์ เข้าร่วมเพื่อให้สามารถซักถามข้อสงสัยเชิงเทคนิคได้โดยตรง และยืนยันว่ากรรมาธิการจะสอบถามเรื่องผลประชาพิจารณ์อย่างแน่นอน

โฆษณา - Advertising

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตนยังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดกติกาและวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงไม่ครบถ้วน จึงคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ก่อนที่สังคมจะนำข้อมูลไปหารือต่อ

ด้าน นายษัษฐรัมย์ อดีตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า เผยว่า คำร้องที่ยื่นต่อคณะกรรมาธิการ เป็นการขอให้ตรวจสอบขั้นตอนการจัดทำประชาพิจารณ์ต่อร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่ โดยเห็นว่ากระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ต้น และได้ทักท้วงไว้แล้วตั้งแต่ในที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม พร้อมระบุว่าตนยังตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหา กติกาเลือกตั้งใหม่ว่าอาจเป็นการลดทอนอำนาจและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และมีลักษณะมุ่งเป้าเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ จะมีการเปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม 2 ครั้ง และข้อมูลจากอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนข้อสงสัยต่อเจตนารมณ์ของการจัดทำระเบียบดังกล่าว

นอกจากนี้ นายษัษฐรัมย์ ยังกล่าวถึงข้อสังเกตช่วงท้ายของการทำประชาพิจารณ์ที่เกิดระบบล่ม และมีข้อกังวลเรื่องการยิงบอท รวมถึงการที่ยังไม่เห็นการเปิดเผยผลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคม พร้อมชี้ว่าอำนาจประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคม

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/2/2569

เรียกร้อง ก.แรงงาน ประกาศใช้บำนาญสูตร Care ได้แล้ว ไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ ชี้ 5.7 แสนคนรอรับบำนาญเพิ่ม บรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) สำนักงานประกันสังคม และทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานควรเร่งรัดกฎกระทรวงประกาศใช้บำนาญสูตร Care และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลชุดนี้โดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ เพราะสามารถดำเนินการได้เลย และยังมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งเสร็จเมื่อไหร่ ระบบสวัสดิการชราภาพไม่ควรผูกกับความไม่แน่นอนทางการเมือง รัฐบาลนี้ควรประกาศใช้สูตร Care ทันทีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง ได้รับสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพอย่างเหมาะสม โดยจะมี 5.7 แสนคน รอรับบำนาญเพิ่ม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสำหรับผู้มีเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

การพัฒนาสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเงินบำนาญ ชราภาพ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณสูตรบำนาญชราภาพเป็นสูตรใหม่ ที่เรียกกันจนติดปากว่า บำนาญสูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) ที่ยึดหลักความสอดคล้องทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของผู้ประกันตนวัยเกษียณ ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่นคง เพียงพอในการดำเนินชีวิตของผู้ประกันตนวัยเกษียณ และสอดคล้องทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เนื่องจากสูตรคำนวณบำนาญเดิมของสำนักงานประกันสังคมนั้นใช้ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบในช่วง 60 เดือนสุดท้ายมาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นฐานค่าจ้างในการคำนวณบำนาญ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแต่มีค่าจ้างลดลงในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน ทำให้บำนาญที่ได้รับไม่สอดคล้องกับการครองชีพที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นต้องมีการปรับสูตรบำนาญให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ในการพิจารณาการปรับสูตรมีการกำหนด index สำหรับใช้ในการปรับค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน และวิธีคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยสำหรับคำนวณบำนาญ โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับบำนาญทุกคน

ทางอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรคำนวณตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินการให้รวดเร็ว รอบคอบและรัดกุมเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกกลุ่มพร้อมทั้งดูแลความยั่งยืนของกองทุนด้วย ผลการศึกษาการปรับสูตรบำนาญได้เสร็จสิ้นนานแล้วและได้มีการนำเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมตัดสินใจพร้อมทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว การประกาศใช้บำนาญสูตร Care ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในต้นปีนี้ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนเปิด (Open-end Fund) ที่มีสมาชิกหรือผู้ประกันตนเข้ามาส่งเงินสมทบทั้งชั่วคราวและต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มเริ่มทำงานใหม่ ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง ผู้หยุดส่งเงินสมทบไม่ว่าจะถูกเลิกจ้าง ทุพพลภาพ เกษียณอายุ หรือ เสียชีวิต ระบบประกันสังคมก็จะดูแลให้ครอบคลุมทั้งหมด “สังคมไทยนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน เป็นความท้าทายในการต้องสร้างระบบบำนาญที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพภายใต้ระบบประกันสังคมเพื่อดูแลผู้ประกันตนวัยเกษียณได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ความวิตกกังวลเรื่องอนาคตของกองทุนชราภาพในกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงเรื่องความยั่งยืนทางการเงิน จะไม่สามารถจ่ายบำนาญได้ในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป ประชากรในวัยทำงานจ่ายสมทบให้กองทุนลดลง ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยชราที่ได้รับสิทธิบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีเงินไหลออกหรือรายจ่ายบำนาญมากกว่า ไหลเข้า (เงินสมทบ) ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในหลายประเทศที่ผู้เชี่ยวชาญและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ พยากรณ์ว่า หากไม่มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ กองทุนชราภาพในกองทุนประกันสังคมจะไม่มีเงินจ่ายบำนาญให้กับผู้ประกันตนในปี พ.ศ.2597 คืออีก 30 ปีข้างหน้า สภาวะกองทุนชราภาพล้มละลายจะไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศที่มีการวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างดี และมีการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

การสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนชราภาพของกองทุนประกันสังคมนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน หรือของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันสร้างความยั่งยืน เพื่อให้กองทุนประกันสังคม มีความก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ มีความยั่งยืน และครอบคลุมการให้หลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงาน การปฏิรูปและการดำเนินการต่างๆนั้นจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังต่อไปนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างการให้บริการเชิงรุก (Modernized Service) ยุทธศาสตร์การสร้างพลังแห่งการขับเคลื่อนสู่องค์กรแห่งความเชื่อมั่น ความไว้วางใจและมีธรรมภิบาล (Trusted organization with good governance) ยุทธศาสตร์ การเพิ่มประสิทธิผลในการสร้างและเข้าถึงหลักประกันสังคมให้แก่แรงงาน ทุกกลุ่ม ทุกวัย (Effective Social Security System) ถ้ามีการออกกฎหมายและพัฒนาระบบและกลไกดีๆ ให้ สำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ และ พัฒนาเป็น องค์กรของรัฐที่มีศักยภาพสูง บริหารด้วยมืออาชีพที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ต่างๆเหล่านี้จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น

ที่มา: มติชนออนไลน์, 19/2/2569

วงเสวนาชี้ประกันสังคมวันนี้ต้องปฏิรูป

เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.2569 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดเวทีเสวนา : ประเด็น “ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบประกันสังคม กรณีการรักษาพยาบาล” ในครั้งนี้ ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย คณะกรรมการแพทย์สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และที่ปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ชลิต รัษฐปานะ กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน นฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และเบญจวรรณ รัตกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และยังเป็นผู้ประกันตนใช้สิทธิประกันสังคมรักษาโรคมะเร็ง ร่วมกันพูดคุยเพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานประกันสังคม

คุณเบญจวรรณ รัตกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และยังเป็นผู้ประกันตนใช้สิทธิประกันสังคมรักษาโรคมะเร็ง กล่าวถึงปัญหาที่เธอต้องเผชิญว่าเธอไม่เพียงแต่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งแต่การเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยสิทธิการรักษาของประกันสังคมได้ซ้ำเติมโรคร้ายให้ยิ่งวิกฤต จากตรวจพบโรคมะเร็งกว่าจะได้รับการรักษาที่ล่าช้าทำให้โรคร้ายลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 4 กระทั่งแพทย์ก็ให้ความเห็นว่าเธอเข้าถึงการรักษาล่าช้าเกินไป

"ตรวจเจอก้อนเนื้อมะเร็งเต้านม เมื่อเดือนกุมภา68 ไปรักษาตามสิทธิที่เลือกไว้ ครั้งแรกต้องเจอหมออายุรกรรมก่อน กว่าจะได้พบหมอเฉพาะทางเพื่อตรวจชิ้นเนื้อ กว่าจะได้พบหมอศัลยกรรม และกว่าจะได้ผ่าตัดลากยาวไปจนถึงกันยาปีเดียวกัน”

ความล่าช้าไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ เบญจวรรณต้องเผชิญ เธอยังพบว่า สิทธิของผู้ประกันตนที่จะรักษาโรคมะเร็งของเธอยังสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างจำกัดใน 2 สถานพยาบาลเท่านั้น และ 1 ใน 2 สถานพยาบาลนั้นเธอยังไม่สามารถเดินทางไปรักษาได้ นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ใช้บริการต้องใช้"ใบส่งตัว"เพื่อประสานสิทธิ์ทุกครั้งทำให้ลำบากมาก" คราวใดที่เธอไม่สะดวกที่จะไปดำเนินการขอ "ใบส่งตัว" ใหม่ โรงพยาบาล อ้างว่า หากคนไข้ยืนกรานใช้ใบส่งตัวเดิม ถ้ามีค่ารักษาใดๆเพิ่มเติม หรือมีเหตุฉุกเฉิน ต้องรับผิดชอบค่าจ่ายส่วนต่างทั้งหมด ที่สำคัญคือ สิทธิของผู้ประกันสังคมต่อการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งในวันนี้ ไม่ครอบคลุม "ยามุ่งเป้า" (Targeted Therapy) หรือ "ยาเคมีบำบัด" (คีโม) ซึ่งราคาแพงหลักหลายแสนจนถึงหลักล้าน... ทำให้เธอไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้

คุณนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ซึ่งผลักดันความเท่าเทียมของทุกระบบสุขภาพ มาโดยตลอด ได้กล่าวว่า ตัวอย่างความทุกข์ใจของเบญจวรรณเป็นเพียงแค่ 1 ตัวอย่างจาก 1 โรคเท่านั้น ปัญหาของสำนักงานประกันสังคมในวันนี้มีมากมาย ทำให้เดือดร้อนกับผู้ประกันตนที่ปัจจุบันมีผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนอยู่ถึง 24.85 ล้านราย

“สำนักงานประกันสังคมมี 7 สิทธิที่ผู้ประกันตนได้รับ สำนักงานประกันสังคมมี 7 สิทธิที่ผู้ประกันตนได้รับ สิทธิที่ประชาชนใช้มากที่สุด จากข้อมูลที่มูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาคือ สิทธิการรักษาพยาบาล แต่กลับเป็นสิทธิที่พบว่ามีปัญหาอย่างมาก ทั้งที่สิทธิการรักษาของประกันสังคมเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2535 ขณะที่สิทธิบัตรทองของ สปสช. มาเริ่มในปี 2545 สิทธิการรักษาของประกันสังคมได้เริ่มเกิดขึ้นก่อนแต่คุณภาพกลับสวนทาง และการที่ยังไม่พัฒนา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ 3 มาตรฐานในวันนี้ คือ 1.ข้าราชการ 2. ประกันสังคม 3.สิทธิบัตรทอง”

“ในวันนี้ความเหลื่อมล้ำและการจัดการโดยแยกออกเป็น 3 กองทุน คือ สำนักงานประกันสังคม บัตรทองและข้าราชการทำให้ 1.ขาดอำนาจต่อรองร่วม ในการจัดซื้อยา 2. ต้นทุนบริหารซ้ำซ้อน 3. มาตรการรักษาที่แตกต่างกัน” นฤมล จึงมองว่า ในวันนี้นอกจากปฏิรูปประกันสังคมแล้ว ยังต้องไปถึงเรื่องยุติการแบ่งแยกอย่างเด็ดขาด

ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย" คณะกรรมการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และที่ปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่าขณะนี้เขามองว่า แม้ ทั้ง 3 กองทุนสุขภาพจะมีปัญหาแต่ ตอนนี้ไร้สัญญาณกองทุนล่ม ส่วนของสำนักงานประกันสังคมมีสัญญาณที่เปลี่ยนแปลง ถ้ายังทำเหมือนเดิมจะมีปัญหามากอย่างแน่นอน ถ้าไม่เปลี่ยนกองทุนก็จะยังอยู่แต่จะแย่ลง

“แหล่งเงินของกองทุนประกันสังคมมาจาก 3 แหล่ง คือ เงินสมทบนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ โดยปัจจุบันนายจ้างและลูกจ้างจ่ายสมทบไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน ส่วนรัฐบาลไม่เกิน 481.25 บาทต่อเดือน ประเด็นคือ เงินนี้เป็นของกองทุน การจะใช้ต้องคำนึงให้ดี และต้องพูดว่า เงินกองทุน ไม่ใช่เงินของผู้ประกันตน แต่กองทุนนี้ต้องใช้เพื่อผู้ประกันตน เอาไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ จึงเหมือนเป็นเงินผู้ประกันตน เพียงแต่ต้องใช้ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเงินนี้ต้องเผื่ออนาคตด้วย อย่างบัตรทอง ใช้ไม่พอต้องหาเพิ่ม แต่ประกันสังคมใช้หมดไม่ได้ จะไม่มั่นคง ซึ่งจริงๆตอนนี้ยังมั่นคงอยู่ แต่อีก 30 ปีอาจไม่มั่นคง เพราะรายจ่ายเยอะ”

เมื่อถามว่า ประกันสังคมต้องปฏิรูปอะไร ผศ.นพ.สนั่น กล่าวว่า ในวันนี้สำนักงานประกันสังคมดูแลสุขภาพและความเจ็บป่วยของผู้ประกันตน มีทั้งเรื่องที่ทำได้ดี ก็ต้องยอมรับความจริง นอกจากนี้ ต้องสร้างความยั่งยืนของกองทุน ไม่ใช่แค่เก็บสมทบเพิ่ม แต่ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย และหาผลตอบแทนเพิ่มด้วย อีกทั้ง ประกันสังคมต้องให้ความยุติธรรมกับหน่วยบริการ แปลว่า หากไม่ให้เงินแต่ให้รพ.ใช้ยาแพงๆ ย่อมทำไม่ได้ ดังนั้น จะให้ทำอะไร ต้องให้เงินพอกับสิ่งที่จะดำเนินการได้ และอีกข้อ คือ ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของผู้ประกันตนอื่นๆ ต้องถูกคำนึงถึงว่าจะช่วยผู้ประกันตนให้เข้าถึงสิทธิได้จริงด้วย

คุณชลิต รัษฐปานะ กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน กล่าวว่า “เมื่อมาทำงานผมเพิ่งพบว่า 20 ปีที่บอร์ดของ สปสช. ไม่ได้มาเจอกับบอร์ดของประกันสังคม ผมตกใจมาก ตอนแรกที่ได้ทราบ เคยเจอกันในระดับอนุกรรมการ ระดับข้าราชการ ใช่ แต่ 20 ปีที่ผ่านมา คำตอบที่สำนักงานประกันสังคมให้กับ สปสช. ที่ผ่านมาคือ เราไม่พร้อม แต่คุณไม่พร้อม 20 ปีโดยไม่มีความคืบหน้าไม่ได้ นี่ไม่ใช่วิธีที่เราจะดำรงอยู่ได้ในฐานะสังคม”

“ปัญหาหลายๆ อย่างที่ผ่านมาของสำนักงานประกันสังคม เช่น การจัดซื้อโครงการไอทีล่าช้าไป 700 วัน ใช้งานยังไม่ได้ 850 ล้าน การดูงานต่างประเทศ การจัดทำชุดสูท การซื้อตึก สกายไนน์ ที่ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ซื้อในราคาที่สูงเกินไป ขอรวบยอดว่าเป็นเรื่องการขาดธรรมาภิบาล ขาดการมีส่วนร่วม ระบบราชการเป็นใหญ่”

ในปี 2566 เมื่อมีการเลือกตั้งผู้แทนของผู้ประกันตนจึงเริ่มมีประชาธิปไตยในสำนักงานประกันสังคม ทำให้เริ่มมีการพูดคุยระหว่าง กองทุน สปสช. และสำนักงานประกันสังคม และนั่นทำให้ ชลิต มองการปฏิรูปประกันสังคมด้วยความหวังว่า สามารถทำได้ด้วยประชาธิปไตย

“ทั้งหมดนี้ปราบได้ด้วยประชาธิปไตย เราทุกคนต้องได้ไปตรวจสอบ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เรานั่งอยู่บ้านตรวจเว็บ ดูการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องตรวจไปกับเราได้และ ต้องทำให้รัฐเป็นผู้ช่วยของประชาชน การมีการกำกับดูแลที่ดี governance และ Anti-Corruption ที่ดี มาจากประชาธิปไตย”

“ทางออกคือต้องทำให้การบริหารเป็นประชาธิปไตย ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล วันนี้ข้อมูลง่ายๆ ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะอ้างเรื่องความมั่นคงองค์กร การลงทุน การจัดจ้างต่างๆ เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบเอกสารเขาก็บอกว่า ไม่เปิดเอกสารมันก็แค่นั้น แล้วปัญหาต่างๆ จะยังคงเกิดขึ้นเป็นกล่องดำต่อไป และการออกจากราชการที่ไม่ใช่การเปลี่ยนสู่เอกชน แต่คือการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมบริหารอย่างแท้จริง” ชลิต ย้ำว่าหลังจากนี้หากมีเจตจำนงค์ทางการเมืองที่เด่นชัด จากทั้งฝั่งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร สำนักงานกองทุน สปสช. และกองทุนประกันสังคม จะทำให้การปฏิรูปทำได้จริง

คุณนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงมีข้อเสนอ 3 ประการสำคัญเพื่อการปฏิรูปประกันสังคม คือ

1.บูรณาการการบริหารและข้อมูล ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานกลาง กำหนดนโยบายและมาตรฐานคุณภาพให้เป็นทิศทางเดียวกันทั้ง 3 กองทุน ลดการทำงานซ้ำซ้อนของแต่ละกระทรวง รวมศูนย์ข้อมูลการเบิกจ่ายให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกันเพื่อการตรวจสอบที่โปร่งใส และลดต้นทุนธุรกรรม กำหนดชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานให้เหมือนกันสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะถือสิทธิใด

2.ปฏิรูปการคลังและงบประมาณ ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายข้าราชการ เก็บภาษีสุขภาพจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพ ไม่พึงงบกลางอย่างเดียว และการอุดหนุนงบรายหัวที่เท่าเทียมกันทุกกองทุน

และ 3. ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพบริการ ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาพ ให้ผู้ประกันได้รับสิทธิการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ในวันนี้ต้องปฏิรูปประกันสัง หยุดการแยกส่วน สร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวเพื่อคนไทยทุกคน

ที่มา: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, 18/2/2569

เร่งตรวจสอบแรงงานกัมพูชาตกค้างในไทยกว่า 1 แสนคน

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการต่ออายุอนุญาตทำงานของแรงงานสัญชาติกัมพูชาประมาณ 1 แสนคนในประเทศไทย ว่า ขอดูสถานการณ์ก่อน โดยขั้นตอนขณะนี้อยู่ในการพิจารณาเรื่องความมั่นคง ซึ่งต้องดูให้เรียบร้อยก่อน แต่ยอมรับว่าเรื่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมก็กระทบในส่วนหนึ่ง แต่คณะเดียวกันต้องดูในเรื่องความมั่นคงด้วย ฉะนั้นขอให้ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน จึงจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเร่งให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด ยืนยันว่าดูในหลายมิติ

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่าแรงงานกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในเมืองไทยแต่เกิดสถานการณ์ชายแดนจึงตกค้าง และผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้ หากส่งกลับยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดเงื่อนไขความมั่นคง ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยแรงงานที่ตกค้างกลุ่มดังกล่าวมีประมาณ 1 แสนคน

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 17/2/2569

'สปส.' เผยประชาชนร่วมแสดงความเห็นระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับใหม่ 7 แสนราย

ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่อง ประกันสังคมแจงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการเลือกตั้งฯ อยู่ระหว่างประมวลผลข้อมูล

สำนักงานประกันสังคมชี้แจงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการ ปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ระหว่างวันที่ 15 มกราคม - 14 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งขณะนี้ครบกำหนดเวลารับฟังความคิดเห็นแล้ว สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ครบถ้วนตามประเด็น

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานได้เปิดรับฟัง ความคิดเห็นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ระบบกลางทางกฎหมาย เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม และมุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนเป็นอย่างดีซึ่งมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นมากกว่า 700,000 ราย

ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงร่างระเบียบให้มี ความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม สอดคล้องกับกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลโดยเมื่อการประมวลผลแล้วเสร็จ สำนักงานประกันสังคมจะเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนได้รับทราบ

ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคม เพื่อให้การตัดสินใจมีความโปร่งใสและสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 16/2/2569

งานเสวนาแนะเน้นนโยบาย "พุ่งเป้า" แก้ปมเด็กจบใหม่ว่างงาน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

นางวิภารัตน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนา "รวมพลังวุฒิสภา: สร้างทุน สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ" ที่รัฐสภา รายการวันนี้ที่สภาไทย 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงภาพรวมของตลาดแรงงานไทยที่แม้จะมีอัตราการว่างงานในภาพรวมต่ำเพียงร้อยละ 0.8 ของกำลังแรงงานรวม แต่เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกกลับพบความท้าทายสำคัญ 3 ประการ คือ ปัญหาเด็กจบใหม่หางานยาก ซึ่งมีอัตราว่างงานสูงถึงร้อยละ 4.8 และร้อยละ 60 ของผู้ว่างงานทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน หรือ First Jobber เนื่องจากปัญหาทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน (Skill Mismatch)

นางวิภารัตน์ได้ขยายความถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานว่า "แม้ภาพรวมการจ้างงานจะดูเกือบเต็มกำลัง แต่เราพบปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่เรียนมาในบางสาย เช่น สังคมศาสตร์ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการสายอาชีพสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่มีงานทำแต่ทำได้ไม่เต็มศักยภาพ คือทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการงานเพิ่ม สะท้อนถึงรายได้ที่ไม่มั่นคงจากการจ้างงานแบบสัญญาระยะสั้นเพื่อลดต้นทุนของเอกชน รวมถึงปัญหาแรงงานนอกระบบและเกษตรกรจำนวนมากที่ขาดหลักประกันทางสังคมและเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างได้ง่าย"

ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยพบว่าครัวเรือนไทยร้อยละ 27 ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และร้อยละ 10-20 ของหนี้ครัวเรือนเป็นหนี้นอกระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการ SME กว่าร้อยละ 60 เข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน กลายเป็นวงจรที่เมื่อเข้าไม่ถึงทุนก็ไม่สามารถขยายกิจการหรือจ้างงานเพิ่มได้

กระทรวงการคลังจึงใช้ 3 เครื่องมือหลักในการแก้ปัญหา คือ มาตรการทางคลังผ่านรายจ่ายและสวัสดิการ มาตรการภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจ และมาตรการทางการเงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) โดยเน้นนโยบายการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Policy) ที่ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Data Lake มาวิเคราะห์ระบุตัวตนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง เพื่อบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นางวิภารัตน์ระบุถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนสวัสดิการรัฐว่า "นโยบายภาครัฐยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่การให้ปลา แต่ต้องสอนวิธีจับปลา การช่วยเหลือทางการคลังจึงต้องผูกติดกับการพัฒนาทักษะ หรือการอัปสกิลและรีสกิล เช่น โครงการ Quick Big Win ที่ช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัลและการเงินให้ผู้ประกอบการรายย่อยในโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้เข้าสู่แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ หรือการใช้ฐานข้อมูล Data Lake มาตรวจสอบความจนที่แท้จริง ซึ่งในอนาคตเราอาจนำรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียมาใช้ระบุตัวตนและตรวจสอบการเสียภาษีให้แม่นยำยิ่งขึ้นเหมือนในต่างประเทศ"

สำหรับมาตรการภาษี กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่า เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และมาตรการดึงคนไทยที่มีศักยภาพในต่างประเทศกลับมาทำงานที่หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า นอกจากนี้ยังมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยให้ผู้ประกอบการโรงแรมนำค่าปรับปรุงที่พักมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจัดฝึกอบรมสัมมนาภาครัฐให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย

ในด้านมาตรการทางการเงิน ได้กำชับให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึง โดยธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อสร้างเครดิตสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เน้นเข้าถึงเกษตรกรรายย่อยเพื่อต่อยอดอาชีพ ส่วนผู้ประกอบการ SME ได้มีสินเชื่อปลุกพลัง SME ของ SME D Bank ที่ผูกกับการพัฒนาทักษะ และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SME Smart Win ของ บสย. เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกันให้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ที่มา: สยามรัฐ, 16/2/2569

ยื่น ก.ล.ต.ฟัน MFC-2 เอกชนประเมินซื้อตึก Skyy9 สูงกว่าราคาตลาด

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ยื่นคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ให้ตรวจสอบและพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตและดำเนินคดี ต่อ บริษัทจัดการกองทุน MFC และบริษัทประเมิน Edmund Tie และ CPM Capital กรณีจัดทำข้อมูลราคาประเมินอสังหาฯที่ไม่เหมาะสม สูงกว่าราคาตลาด และให้ข้อมูลประกอบการซื้ออสังหาที่เป็นเท็จต่อ กองทุนประกันสังคม จนเป็นเหตุให้กองทุนและผู้ประกันตนเสียหาย โดยมี 4 ประเด็นดังนี้

1) กรณีประเมิน “ราคาที่ดิน” ของตึก SKYY9 ที่สูงเกินจริงราว 50-100% โดยบริษัทมีการประเมินไว้ที่ 1.35-1.45ล้าน/ตร.วา ทั้งที่ข้อมูลการซื้อขายที่ดินรอบๆมีการซื้อขายจริงเพียง 500,000-900,000 ต่อตร.วา.เท่านั้น การประเมินของบริษัทที่แพงเกินจริง และเป็นข้อมูลหลักที่ประกันสังคมใช้ประกอบการเข้าซื้อตึก+ที่ดิน จนเกิดความเสียหาย

2) กรณีประเมิน “ราคาตึก SKYY9” สูงเกินจริง โดยมีการตรวจสอบโดยมหาดไทยเป็นแน่ชัดแล้วว่าราคาประเมินที่ดิน+อาคาร รวมกันไม่ควรเกิน 3,500ล้านบาท ต่ำกว่าที่มีการประเมินให้แก่สำนักงานไปมาก แต่กลต.ยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการลงโทษผู้บริหารกองทุน ผู้เสนอขาย และบริษัทประเมิน จึงร้องต่อกลต.ให้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพและดำเนินคดีต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง

3) กรณีการให้ข้อมูลเท็จ โดยบริษัทแจ้งสำนักงานประกันสังคมว่า ตึก SKYY9 มีเอกสารใบรับรองอาคารเขียว (TREES) ในระดับ Gold ซึ่งทำให้ราคาประเมินตึกสูงขึ้น แต่ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีใบรับรองอาคารเขียว เป็นเหตุทำให้กองทุนเสียหาย และเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบในฐานะผู้บริหารกองทุน และผู้ประเมิน

4) กรณีประเมินราคาโรงแรม Swissotel รัชดา สูงเกินจริงภึง 6,000ล้านบาท ในปี 2565 ทั้งที่เป็นช่วงโควิด โดยในปี 2568 AWC ซื้อไปเพียง 4,415 ล้านบาทเท่านั้น การประเมินดังกล่าวอาจเข้าข่ายทำผิดต่อวิชาชีพและทำให้เกิดความเสียหายแก่ประกันสังคม ในฐานะผู้ว่าจ้างประเมินได้

นายศุภรัฐ ระบุอีกว่า ใน 4 ประเด็นดังกล่าว มีบริษัทเอกชนเป็นผู้จัดทำราคา และชงให้ประกันสังคม ซึ่งกลต.มีหน้าที่กำกับบริษัทเหล่านี้ให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ-ตามหลักวิชาชีพ แต่ผ่านมาเกือบ1ปี กลต.ยังไม่มีการดำเนินการเอาผิดต่อบริษัทบริหารกองทุน และบริษัทประเมิน ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประกันสังคมลงทุนอสังหาฯในราคาที่ไม่เหมาะสม จนเกิดความเสียหายแก่กองทุน แก่รัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน ทั้งนี้ถ้า ก.ล.ต.ยังเพิกเฉยไม่จัดการบริษัทเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องยื่นเอาผิดกับ ก.ล.ต.ต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 16/2/2569

เผยผลการศึกษา พยาบาลเวรดึกทำงาน 12 ชม. ลาป่วยบ่อยกว่า 8 ชม.

นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ระบบประสาท แสดงความเป็นห่วงพยาบาล หากต้องทำงานภายใต้โมเดล 12 ชั่วโมงจริง โดยยกผลการศึกษาประสิทธิภาพการทํางานเป็นเวรระยะเวลา 12 ชั่วโมง รวมถึงผลของการขึ้นเวรกลางคืนของพยาบาลต่อสมองและคุณภาพการนอน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

การศึกษาการทํางานนานมากกว่า 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ส่งผลต่อสมอง - การศึกษาในคนจํานวน 110 คน ทํางานมากกว่า 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ระยะเวลานานประมาณ 2 ปี จํานวน 32 คน ตรวจ MRI สมอง พบว่าคนทํางานมากกว่า 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงของสมองดังภาพจุดสีแดง สมองส่วนดังกล่าวส่งผลต่ออารมณ์และความจํา ข้อจํากัดการศึกษานี้ไม่ได้ศึกษาว่าการทํางานนานวันละกี่ชั่วโมง และไม่ได้ศึกษาว่าคนทํางานนั้นมีผลการประเมินด้านอารมณ์และความจําเป็นอย่างไร

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทํางานเป็นเวรกับผลกระทบต่อสมอง - การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนทํางานในเวลาปกติ (10,276) กับการทํางานเป็นเวร (2,122) คน กลุ่มคนทํางานเป็นเวรนาน 2.4 ปี พบสองส่วนธาลามัสด้านขวา และอะมิดาลาด้านซ้ายมีขนาดลดลง เมื่อหยุดทํางานเป็นเวรประมาณ 3 ปี ขนาดของสมองทั้ง 2 ตําแหน่งข้างต้นจะคงที่ ไม่มีขนาดลดลง การลดลงของขนาดสมองทั้ง 2 ส่วนข้างต้น ส่งผลต่ออารมณ์ และความจํา การศึกษานี้บอกว่าการทํางานเป็นเวร คือ มีการนอนไม่เป็นเวลาเหมือนคนทั่วไปนั้น ถ้าทํางานเป็นระยะเวลานาน 2.4 ปีขึ้นไปจะส่งผลให้เกิดสมองส่วนธาลามัสและอะมิดาลามีขนาดเล็กลง แต่ไม่ได้มีการศึกษาว่าการขึ้นเวร 12 ชั่วโมงจะส่งผลให้ขนาดของสมองลดลงมากกว่า 8 ชั่วโมง

การศึกษาประสิทธิภาพการทํางานเป็นเวรระยะเวลา 12 ชั่วโมง - พบว่าพยาบาลที่ขึ้นเวรเป็นระยะเวลานาน 12 ชั่วโมงตอนกลางคืน มีการลาป่วยมากกว่า พยาบาลที่ขึ้นเวร 8 ชั่วโมงตอนกลางคืน และยังพบว่าอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย นอนไม่ดี และไม่มีสมาธิในการทํางานพบบ่อยในกลุ่มพยาบาล ขึ้นเวรกลางคืนนาน 12 ชั่วโมง ประสิทธิภาพการทํางานในกลุ่มคนอายุมากจะลดลงมากกว่ากลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า

การศึกษาผลของการขึ้นเวรกลางคืนของพยาบาลต่อสมองและคุณภาพการนอน -  ศึกษาเปรียบเทียบในพยาบาลหญิงจํานวน 45 คนขึ้นเวรกลางคืน และ 44 คนขึ้นเวรกลางวัน ศึกษา brain age index (BAI) และคุณภาพการนอนของพยาบาลทั้ง 2 กลุ่ม ระยะเวลาขึ้นเวร 12 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี พบว่าการขึ้นเวรกลางคืน นอนกลางวัน ส่งผลให้ BAI สูงกว่ากลุ่มที่ขึ้นเวรกลางวัน คือ สมองของพยาบาลขึ้นเวรกลางคืนจะมีอายุของสมองสูงกว่าพยาบาลที่ขึ้นเวรกลางวัน นอกจากนี้พบว่าคุณภาพการนอนของพยาบาลที่ขึ้นเวรกลางคืน และนอนกลางวันนั้นจะมีคุณภาพการนอนไม่ดี มีระยะเวลาการนอนหลับลึก (deep sleep) เป็นระยะเวลาสั้นกว่ากลุ่มพยาบาลที่ขึ้นเวรกลางวัน นอนกลางคืนเหมือนคนทั่วไป

ที่มา: Hfocus, 16/2/2026 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising