รมว.แรงงาน สั่งชะลอส่งแรงงานไทยในประเทศเสี่ยงภัยสงคราม-เปิดวอร์รูม 24 ชม.
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ บริเวณชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ
รมว.แรงงาน กล่าวว่า การอพยพเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หากมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานพร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจ ซึ่งทั้งหมดต้องรอการพิจารณาระดับความเสี่ยงจากกระทรวงการต่างประเทศว่าถึงขั้นต้องอพยพหรือไม่ สถานการณ์ขณะนี้ คือ กำชับ สั่งการให้ฝ่ายแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ ให้พร้อมให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
ในส่วนของการจัดส่งแรงงานไปทำงาน นางสาวตรีนุชกล่าวว่า ในเบื้องตนได้ประสานหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะชะลอการจัดส่งแรงงานไทย โดยจะมีการหารือกันอย่างเป็นทางต่อไป
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน นอกจากนี้ยังมี สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตอาณา อีกจำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน
ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนจะวิดีโอ conference กับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของทั้ง 3 แห่ง เพื่อประเมิน ติดตามสถานการณ์ และย้ำให้ประสานแรงงานในพื้นที่ โดยเน้นให้ทุกคนติดต่อทางโทรศัพท์กับทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ รวมถึงวางมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลแรงงานไทยให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดคิด
กรมการจัดหางาน สั่งเข้มสกัดแรงงานลักลอบไปต่างประเทศ ย้ำต้องไปอย่างถูกกฎหมาย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงคนหางานและการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศและชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อบูรณาการทำงานเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพมหานครและตามด่านตรวจคนหางานทั่วประเทศ
โดยระหว่างวันที่ 17 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงแรงงานไทยและการเดินทางไปทำงานผิดกฎหมาย ผลตรวจสอบพบผู้มีพฤติการณ์และมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าจะลักลอบไปทำงานต่างประเทศ รวม 9 ราย เป็น สาธารณรัฐเกาหลี 1 ราย ไต้หวัน 3 ราย นอร์เวย์ 2 ราย และอิสราเอล 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการระงับการเดินทางตามอำนาจหน้าที่ พร้อมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้อง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวแจ้งการเดินทางไปทำงานต่างประเทศตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
นายสมชาย กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน และขอย้ำเตือนว่าก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางานที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd และสอบถามข้อมูลการไปทำงานกับเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เสียใจและไม่เสียเงินในภายหลัง
ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงผ่านระบบ e - Service กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 และสายด่วนกรมการจัดหางาน
ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 27/2/2569
ปชน. ยื่นหนังสือ รมว.แรงงาน ทวงคืบหน้าปมบอร์ดประกันสังคม
26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน น.ส.ธนพร วิจันทร์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาติดตามทวงถามการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม โดยได้แวะโรงอาหารกระทรวงแรงงาน สั่งข้าวขาหมู และแกงเขียวหวาน กับผัดไชโป๊ว มานั่งรับประทานท่ามกลางสื่อมวลชนที่เข้ามารายงานข่าวจำนวนมาก
น.ส.รักชนก กล่าวว่า อาหารอร่อย ราคาไม่แพง แต่ทานน้อยเพราะให้มาเยอะ ตนไม่เคยเห็นสภาพโรงอาหารที่ว่าเหมือนในโรงงานก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ดูดีแบบนี้ แต่ไม่ได้มองว่าปรับปรุงแล้วดีหรือไม่ดี พื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงแรงงาน จึงควรตั้งงบประมาณแผ่นดินมาใช้ ไม่ใช่นำเงินกองทุนประกันสังคม 12 ล้านบาท ที่เป็นเงินของผู้ประกันตนมาใช้ ทางด้าน นายสหัสวัต กล่าวเสริมว่า มีความพยายามบอกว่าปรับปรุงเพื่อรองรับผู้ประกันตนที่เข้ามาติดต่อราชการ ความเป็นจริงมีเข้ามาใช้มากน้อยแค่ไหน และเหมาะสมหรือไม่
หลังทดลองใช้บริการโรงอาหารจึงได้เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ระงับการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม และเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่บอร์ดชุดเก่าหมดวาระเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งขอให้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมต่อการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนตึก SKYY9 หลักทรัพย์ EA และ STARK โดยมี น.ส.บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.มาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สปส. นายไมตรี ขุนทอง ผอ.กองกฎหมาย สปส. เป็นตัวแทนรับหนังสือ และชี้แจงความล่าช้าในการเปิดเผยผลรับฟังความเห็นต่อระเบียบใหม่ที่จะใช้ในการเลือกตั้งบอร์ด และความชัดเจนของกระทรวงแรงงานต่อการเลือกตั้งจะดำเนินการตามระเบียบฉบับใหม่หรือใช้ระเบียบเดิมที่ใช้เลือกตั้งในปี 2566
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.รักชนก และ นายสหัสวัต ได้ถามถึงกำหนดการเปิดเผยข้อมูลผลประชาพิจารณ์ผ่านมาหลายวันแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า และไม่มั่นใจว่าผลรับฟังความคิดเห็นจะถูกเปลี่ยนหรือไม่ โดย น.ส.มาลากาลัญ ได้รับปากจะส่งข้อมูลดิบให้ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และจะเปิดเผยสู่สาธารณะในวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งการชี้แจงของ สปส. ถูกโต้แย้งหลายครั้งว่าไม่ชัดเจน ถามอย่างตอบอย่าง ซึ่ง น.ส.รักชนก ได้หลุดปากพูดออกมาว่า “ถามวัวตอบควาย” จนทำให้วงแตก รองปลัดกระทรวงมีสีหน้าไม่พอใจและได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที ทำให้ทีม สปส. ที่มาร่วมชี้แจงเดินตามไปด้วย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 27/2/2569
BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้”
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE : National Board of Digital Economy and Society) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต หรือ BDE Learn to Earn” ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯ โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ โดยผู้เข้าร่วมงานมาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “BDE Learn to Earn” คือการพัฒนา แพลตฟอร์มกลางของรัฐ มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้ การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานไว้ในระบบเดียว แก้ปัญหา pain point เรื่องข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และตลาดแรงงาน ที่ปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยง ข้อมูลกระจัดกระจาย ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลขาดความถูกต้อง เป็นต้น ส่งผลให้การกำหนดนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร และการจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
นายเวทางค์ฯ กล่าวเพิ่มว่า “แพลตฟอร์มนี้ ถูกออกแบบในลักษณะ Single Platform ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าสู่ระบบเดียว เพื่อสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ของประเทศ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ เรียนจบได้ Certificate และระบบจะนำข้อมูลไปร่วมกับ Resume ของผู้เรียนที่ใส่ไว้สร้างเป็น Portfolio ให้อัตโนมัติ จากนั้น AI จะวิเคราะห์ทักษะที่มีจับคู่งานที่เหมาะสมในแพลตฟอร์มให้อีกด้วย”
BDE Learn to Earn ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ และทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้ามา
ร่วมกับทาง BDE Learn to Earn ได้ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล สร้างให้เกิดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทักษะการอบรมของผู้เรียน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สำหรับแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในโครงสร้าง ได้แก่ 1) Blockchain สำหรับจัดเก็บใบรับรอง สมรรถนะ และข้อมูลการเรียนรู้แบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง 2) Artificial Intelligence (AI Job Matching) วิเคราะห์ทักษะที่ได้รับจากการเรียนในโครงการและ Resume สร้างเป็น e-Portfolio และนำไปเทียบกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเสนอโอกาสงานอย่างเป็นระบบ 3) Data Exchange Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ 4) Cloud Service มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Software และ Platform as a Service
โดยโครงการมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ ได้แก่ 1) จัดทำระบบ Credit Bank เรียนรู้สะสมได้ตลอดชีวิต เพื่อสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะ หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ คือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากสถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชน โดยระบบนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่สะดุด สามารถเทียบโอนและต่อยอดได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน สอดคล้องกับแนวคิด Lifelong Learning และการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและอาชีวศึกษาอย่างน้อย 7 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,000 หลักสูตร 2) จัดอบรมประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ผ่าน 200 หลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์รับประกาศนียบัตรไม่น้อยกว่า 2,500 คน 3) จับคู่ตำแหน่งงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ 4) ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และเนื้อหาเชิงอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล
นอกจากนั้น ความร่วมมือ 3 ภาคส่วนจากพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อบูรณาการข้อมูล หลักสูตร และความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน และสร้างระบบนิเวศแรงงานดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเริ่มใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้”
ธนาคารโลกเตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP
เมลินดา กู๊ด (Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา (World Bank Group) ได้แบ่งปันมุมมองต่อโอกาส ความท้าทาย และการเติบโตของประเทศไทย ภายในงานสัมมนา Post Today Thailand Economic Drives 2026 ฝ่ามรสุม ปี 69 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Anantara Siam Bangkok วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
เมลินดา ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา เหมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะถูกกระทบอย่างหนัก ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ถึง 0.5%
ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) ของภาคธุรกิจก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีจะบังคับใช้ 2. กระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเวียนและตลาดการเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่าที่คาด 3. การลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลดีมาถึงการลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา เตือนว่าปัจจัยเชิงบวกบางประการเป็นเพียงผลระยะสั้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษีแฝง" ที่สร้างข้อจำกัดในการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ แน่นอนว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการส่งออกสูงอย่างประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องหา "จุดสมดุล" ระหว่างจุดแข็งของไทยและทิศทางของเทรนด์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคมปีนี้ ที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กรระดับโลกจะมารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าประเทศมีศักยภาพและจุดขายอย่างไรบนเวทีโลก
เมลินดา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์หลักที่ไทยต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ 1. วิกฤตแรงงานและการพัฒนาทักษะ (Jobs & Skills) ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเยาวชน 1.2 พันล้านคนเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่มีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต ไทยจะมีสัดส่วนคนทำงาน 1 คน ต่อผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 2 คน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับไทยคือ "ภาวะไม่ตรงกันของทักษะ" (Skills Mismatch) โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานสายเทคโนโลยี ดังนั้น การเร่งสร้าง "สะพานสู่ทักษะแห่งอนาคต" (Skills Bridge) และการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลให้แรงงาน จะเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 20%
2. ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและ AI เทคโนโลยีอย่าง AI, วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาพลิกโฉมการลงทุนและห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ (Global Value Chains) ข่าวดีคือ ประเทศไทยมีการนำ AI มาใช้สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น ทว่าความท้าทายคือ ไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตจริง เพื่อยกระดับไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้แม้อาจดูเหมือนเพิ่มจีดีพีได้เพียง 0.3% ในระยะแรก แต่เมื่อคิดแบบทบต้นในระยะยาว จะสร้างความได้เปรียบมหาศาล
3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคที่สำคัญมากของไทย (Macro-critical issue) รายงานด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวและหาทางบรรเทาผลกระทบ ผลพวงจากโลกร้อนอาจสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 7-14% ของจีดีพีภายในปี 2050 ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประชากรและภาคธุรกิจของไทยกว่า 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาก ทั้งนี้ มีการประเมินว่าไทยอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตนี้
เมลินดา ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือ "การลงมือทำอย่างเร่งด่วน" เพราะหากล่าช้า ประเทศคู่แข่งก็พร้อมที่จะแซงหน้าไปในทุกๆ ปี
ประกันสังคมแจง “ตัดหนี้สูญ” แค่บัญชี ไม่ใช่ยกหนี้ เอกชนค้าง 6.2 พันล้าน
นางสาวนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยนายจตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการประกันสังคม บอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งเป็นการประชุมในฐานะบอร์ดรักษาการครั้งแรก ภายหลังคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงกรณีกระแสสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสมทบ การค้างชำระเงินสมทบ และประเด็นการตัดหนี้สูญของสำนักงานประกันสังคม
ด้านนายจตุรงค์ ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามหนี้ค้างชำระ ชี้แจงว่า ประเด็นที่สังคมกังวลว่าประกันสังคมจะยกหนี้ให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมขอให้แยกหนี้ออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนแรก คือ หนี้ภาคเอกชน ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกว่า 5 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ค้างชำระประมาณ 64,000 ราย คิดเป็นวงเงินราว 6,200 ล้านบาท
ส่วนที่สอง คือ หนี้จากหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างและต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน มีจำนวนประมาณ 4,111 ราย วงเงินรวมราว 27 ล้านบาท
ส่วนที่สาม คือ หนี้เงินสมทบของภาครัฐในอดีต ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลต้องสมทบให้กองทุนประกันสังคม ปัจจุบันคงค้างอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท
นายจตุรงค์ ย้ำว่า อนุกรรมการได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดให้ดำเนินการได้เฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้ของหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างเท่านั้น ส่วนหนี้ของรัฐเป็นหน้าที่ของสำนักงานในการแจ้งและติดตามกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ใช่อำนาจของบอร์ดหรืออนุกรรมการ
ส่วนการตัดหนี้สูญ เป็นเพียงการดำเนินการทางบัญชี เพื่อสะท้อนสถานะทางการเงินให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานยกหนี้ให้ลูกหนี้แต่อย่างใด
ตามระเบียบข้อ 26 หนี้ที่เข้าข่ายล้มละลาย เลิกกิจการ หรือขาดอายุความ สามารถตัดหนี้สูญทางบัญชีได้ แต่สถานะทางคดีและการติดตามทวงถามยังคงดำเนินต่อไป โดยมีอายุความในการดำเนินคดีประมาณ 10 ปี
นายจตุรงค์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันสำนักงานมีเงินกองทุนประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระราว 6,200 ล้านบาท หากไม่ตัดหนี้สูญในกรณีที่เข้าเงื่อนไข จะทำให้ตัวเลขทางบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งที่หนี้บางส่วนไม่สามารถเรียกเก็บได้แล้วตามกฎหมาย โดยหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายหนี้ให้เอกชนเหมือนภาคธุรกิจทั่วไปได้ แต่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และฟ้องคดีด้วยตนเองทั้งหมด
ในกรณีหน่วยงานราชการ เช่น โรงเรียนที่ค้างส่งเงินสมทบจำนวนมาก นายจตุรงค์ ระบุว่า แม้สำนักงานมีอำนาจยึดเงินในบัญชีได้ทันที แต่ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ เพราะเงินในบัญชีอาจเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของนักเรียน
ขณะเดียวกัน หากเป็นภาคเอกชน การยึดเครื่องจักรหรืออายัดบัญชีทันที อาจทำให้กิจการต้องปิดตัว ลูกจ้างตกงาน และสุดท้ายภาระจะย้อนกลับมาที่สำนักงานประกันสังคมในรูปของเงินชดเชยว่างงาน ซึ่งปัจจุบันจ่ายสูงสุดถึง 60% หรือไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน
นายจตุรงค์ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ทำหน้าที่ในอนุกรรมการ สามารถติดตามและจัดเก็บเงินจากลูกหนี้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานราชการได้แล้วกว่า 12,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูง
โดยหนี้ที่ยังมีสถานะดำเนินกิจการ หรือเกรด A มีโอกาสจัดเก็บได้มากที่สุด ส่วนหนี้ที่ปิดกิจการหรือล้มละลาย ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งหนี้ของประกันสังคมจะมีสถานะบุริมสิทธิเทียบเท่าสรรพากร
เมื่อถามว่าหนี้ค้างจะกระทบกองทุนหรือไม่ นายจตุรงค์ ระบุว่า หากคิดเป็นสัดส่วนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.64% ของกองทุนทั้งหมด ยังไม่ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปล่อยให้ค้างสะสมในระยะยาว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน พร้อมเสนอแนวคิดว่า ในต่างประเทศหลายแห่งใช้ระบบจัดเก็บเงินสมทบผ่านกรมสรรพากร แล้วส่งต่อให้กองทุนประกันสังคม เพื่อให้กองทุนมุ่งดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างเต็มที่
นายจตุรงค์ กล่าวย้ำว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องนำกลับมาเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน และใช้ลงทุนรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในอนาคต พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานรัฐ และตนเคยดำเนินการยึดทรัพย์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้ถึง 800 ล้านบาทภายในเดือนเดียว และยังคงติดตามเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าไม่มีการละเว้นหรือประนีประนอมที่ทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท นายจตุรงค์ เผยว่า ประเด็นดังกล่าวสำนักงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าการเพิ่มเงินสมทบอาจส่งผลให้สถานประกอบการและผู้ประกันตนบางส่วนที่มีภาระอยู่แล้วเกิดปัญหาการค้างชำระเพิ่มขึ้น
โดยจากการติดตามข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าจำนวนลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 รายภายในเดือนเดียว ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางธุรกิจที่ทำให้บางสถานประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้จริง โดยในเดือนมกราคม ตัวเลขดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลกระทบจากการปรับอัตราเงินสมทบอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทิศทางเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้มีการติดต่อพูดคุยกับนายจ้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายสถานประกอบการเริ่มวางแผนสำรองเงินเพื่อชำระเงินสมทบได้ดีขึ้น นายจตุรงค์ คาดว่า ภายในไตรมาสนี้สถานการณ์การค้างชำระจะทยอยคลี่คลาย และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่การชำระได้ใกล้เคียงปกติ และสำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการและมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนในระยะยาว
รับสมัครชายไทยทำงานภาคเกษตรในอิสราเอล เงินเดือน 6 หมื่นกว่า
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกคนหางานไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน” (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers : TIC) ครั้งที่ 20 ตำแหน่งคนงานภาคเกษตร (เพศชาย) เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว นำรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการเกษตร กลับมาพัฒนาประเทศและประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล
สำหรับสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน โดยจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำก่อนหักภาษีเดือนละ 6,247 เชคเกลอิสราเอล หรือ ประมาณ 62,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ส่วนคุณสมบัติของผู้สมัครงานครั้งนี้ มีดังนี้
1.เพศชาย สัญชาติไทย
2.พ้นภาระการรับราชการทหาร
3.อายุ 23 – 39 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2530 – 25 กุมภาพันธ์ 2546)
4.ไม่มีประวัติอาชญากรรม
5.ไม่เคยทำงานในประเทศอิสราเอล ไม่มีคู่สมรส บุตร หรือบิดาและมารดาพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอล
6.สุขภาพแข็งแรง ตาไม่บอดสี ไม่เป็นโรคติดต่อ ไม่เสพสารเสพติด หรือเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
7.ต้องมีประสบการณ์ทำงานภาคการเกษตร
ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th เพื่อทำการลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดการสมัครกำหนดการและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือ Facebook : กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 เพื่อดำเนินการสมัครให้ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทางโทรศัพท์หมายเลข 02-245-0978 และ 08-0061-6576 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร เว้นแต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือก โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินประมาณ 92,650 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง เช่น ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมค่าธรรมเนียมการขอรับหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวจากประเทศไทยไปยังอิสราเอล ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด เป็นต้น และ 2.ค่าใช้จ่ายหลังจากเดินทาง ไปถึงตามกฎหมายแห่งรัฐอิสราเอลหากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับการคัดเลือกเพื่อไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอลได้ โปรดอย่าหลงเชื่อ แต่ขอให้แจ้งและตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อน
ที่มา: กรมการจัดหางาน, 23/2/2569
กรมการจัดหางาน แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค. 2569
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
นายสมชาย กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักร จะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุด พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้
1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
2. เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน
3. คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน
ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน
