Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.แรงงาน สั่งชะลอส่งแรงงานไทยในประเทศเสี่ยงภัยสงคราม-เปิดวอร์รูม 24 ชม.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ บริเวณชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ

รมว.แรงงาน กล่าวว่า การอพยพเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หากมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานพร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจ ซึ่งทั้งหมดต้องรอการพิจารณาระดับความเสี่ยงจากกระทรวงการต่างประเทศว่าถึงขั้นต้องอพยพหรือไม่ สถานการณ์ขณะนี้ คือ กำชับ สั่งการให้ฝ่ายแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ ให้พร้อมให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ในส่วนของการจัดส่งแรงงานไปทำงาน นางสาวตรีนุชกล่าวว่า ในเบื้องตนได้ประสานหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะชะลอการจัดส่งแรงงานไทย โดยจะมีการหารือกันอย่างเป็นทางต่อไป

โฆษณา - Advertising

นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน นอกจากนี้ยังมี สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตอาณา อีกจำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนจะวิดีโอ conference กับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของทั้ง 3 แห่ง เพื่อประเมิน ติดตามสถานการณ์ และย้ำให้ประสานแรงงานในพื้นที่ โดยเน้นให้ทุกคนติดต่อทางโทรศัพท์กับทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ รวมถึงวางมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลแรงงานไทยให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดคิด

ที่มา: อมรินทร์ทีวี, 1/3/2569

กรมการจัดหางาน สั่งเข้มสกัดแรงงานลักลอบไปต่างประเทศ ย้ำต้องไปอย่างถูกกฎหมาย

โฆษณา - Advertising

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงคนหางานและการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศและชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อบูรณาการทำงานเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพมหานครและตามด่านตรวจคนหางานทั่วประเทศ

โดยระหว่างวันที่ 17 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงแรงงานไทยและการเดินทางไปทำงานผิดกฎหมาย ผลตรวจสอบพบผู้มีพฤติการณ์และมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าจะลักลอบไปทำงานต่างประเทศ รวม 9 ราย เป็น สาธารณรัฐเกาหลี 1 ราย ไต้หวัน 3 ราย นอร์เวย์ 2 ราย และอิสราเอล 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการระงับการเดินทางตามอำนาจหน้าที่ พร้อมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้อง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวแจ้งการเดินทางไปทำงานต่างประเทศตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

นายสมชาย กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน และขอย้ำเตือนว่าก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางานที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd และสอบถามข้อมูลการไปทำงานกับเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เสียใจและไม่เสียเงินในภายหลัง

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงผ่านระบบ e - Service กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 และสายด่วนกรมการจัดหางาน

โฆษณา - Advertising

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 27/2/2569

ปชน. ยื่นหนังสือ รมว.แรงงาน ทวงคืบหน้าปมบอร์ดประกันสังคม

26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน น.ส.ธนพร วิจันทร์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาติดตามทวงถามการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม โดยได้แวะโรงอาหารกระทรวงแรงงาน สั่งข้าวขาหมู และแกงเขียวหวาน กับผัดไชโป๊ว มานั่งรับประทานท่ามกลางสื่อมวลชนที่เข้ามารายงานข่าวจำนวนมาก

น.ส.รักชนก กล่าวว่า อาหารอร่อย ราคาไม่แพง แต่ทานน้อยเพราะให้มาเยอะ ตนไม่เคยเห็นสภาพโรงอาหารที่ว่าเหมือนในโรงงานก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ดูดีแบบนี้ แต่ไม่ได้มองว่าปรับปรุงแล้วดีหรือไม่ดี พื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงแรงงาน จึงควรตั้งงบประมาณแผ่นดินมาใช้ ไม่ใช่นำเงินกองทุนประกันสังคม 12 ล้านบาท ที่เป็นเงินของผู้ประกันตนมาใช้ ทางด้าน นายสหัสวัต กล่าวเสริมว่า มีความพยายามบอกว่าปรับปรุงเพื่อรองรับผู้ประกันตนที่เข้ามาติดต่อราชการ ความเป็นจริงมีเข้ามาใช้มากน้อยแค่ไหน และเหมาะสมหรือไม่

โฆษณา - Advertising

หลังทดลองใช้บริการโรงอาหารจึงได้เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ระงับการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม และเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่บอร์ดชุดเก่าหมดวาระเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งขอให้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมต่อการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนตึก SKYY9 หลักทรัพย์ EA และ STARK  โดยมี น.ส.บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.มาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สปส. นายไมตรี ขุนทอง ผอ.กองกฎหมาย สปส. เป็นตัวแทนรับหนังสือ และชี้แจงความล่าช้าในการเปิดเผยผลรับฟังความเห็นต่อระเบียบใหม่ที่จะใช้ในการเลือกตั้งบอร์ด และความชัดเจนของกระทรวงแรงงานต่อการเลือกตั้งจะดำเนินการตามระเบียบฉบับใหม่หรือใช้ระเบียบเดิมที่ใช้เลือกตั้งในปี 2566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.รักชนก และ นายสหัสวัต ได้ถามถึงกำหนดการเปิดเผยข้อมูลผลประชาพิจารณ์ผ่านมาหลายวันแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า และไม่มั่นใจว่าผลรับฟังความคิดเห็นจะถูกเปลี่ยนหรือไม่ โดย น.ส.มาลากาลัญ ได้รับปากจะส่งข้อมูลดิบให้ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และจะเปิดเผยสู่สาธารณะในวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งการชี้แจงของ สปส. ถูกโต้แย้งหลายครั้งว่าไม่ชัดเจน ถามอย่างตอบอย่าง ซึ่ง น.ส.รักชนก ได้หลุดปากพูดออกมาว่า “ถามวัวตอบควาย” จนทำให้วงแตก รองปลัดกระทรวงมีสีหน้าไม่พอใจและได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที ทำให้ทีม สปส. ที่มาร่วมชี้แจงเดินตามไปด้วย

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 27/2/2569

BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้”

โฆษณา - Advertising

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE : National Board of Digital Economy and Society) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต หรือ BDE Learn to Earn” ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯ โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ โดยผู้เข้าร่วมงานมาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “BDE Learn to Earn” คือการพัฒนา แพลตฟอร์มกลางของรัฐ มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้ การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานไว้ในระบบเดียว แก้ปัญหา pain point เรื่องข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และตลาดแรงงาน ที่ปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยง ข้อมูลกระจัดกระจาย ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลขาดความถูกต้อง เป็นต้น ส่งผลให้การกำหนดนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร และการจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

นายเวทางค์ฯ กล่าวเพิ่มว่า “แพลตฟอร์มนี้ ถูกออกแบบในลักษณะ Single Platform ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าสู่ระบบเดียว เพื่อสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ของประเทศ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ เรียนจบได้ Certificate และระบบจะนำข้อมูลไปร่วมกับ Resume ของผู้เรียนที่ใส่ไว้สร้างเป็น Portfolio ให้อัตโนมัติ จากนั้น AI จะวิเคราะห์ทักษะที่มีจับคู่งานที่เหมาะสมในแพลตฟอร์มให้อีกด้วย”

BDE Learn to Earn ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ และทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้ามา

ร่วมกับทาง BDE Learn to Earn ได้ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล สร้างให้เกิดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทักษะการอบรมของผู้เรียน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในโครงสร้าง ได้แก่ 1) Blockchain สำหรับจัดเก็บใบรับรอง สมรรถนะ และข้อมูลการเรียนรู้แบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง 2) Artificial Intelligence (AI Job Matching) วิเคราะห์ทักษะที่ได้รับจากการเรียนในโครงการและ Resume สร้างเป็น e-Portfolio และนำไปเทียบกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเสนอโอกาสงานอย่างเป็นระบบ 3) Data Exchange Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ 4) Cloud Service มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Software และ Platform as a Service

โดยโครงการมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ ได้แก่ 1) จัดทำระบบ Credit Bank เรียนรู้สะสมได้ตลอดชีวิต เพื่อสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะ หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ คือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากสถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชน โดยระบบนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่สะดุด สามารถเทียบโอนและต่อยอดได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน สอดคล้องกับแนวคิด Lifelong Learning และการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและอาชีวศึกษาอย่างน้อย 7 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,000 หลักสูตร 2) จัดอบรมประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ผ่าน 200 หลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์รับประกาศนียบัตรไม่น้อยกว่า 2,500 คน 3) จับคู่ตำแหน่งงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ 4) ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และเนื้อหาเชิงอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล

นอกจากนั้น ความร่วมมือ 3 ภาคส่วนจากพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อบูรณาการข้อมูล หลักสูตร และความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน และสร้างระบบนิเวศแรงงานดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเริ่มใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้”

ที่มา: บ้านเมือง, 26/2/2569

ธนาคารโลกเตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP

เมลินดา กู๊ด (Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา (World Bank Group) ได้แบ่งปันมุมมองต่อโอกาส ความท้าทาย และการเติบโตของประเทศไทย ภายในงานสัมมนา Post Today Thailand Economic Drives 2026 ฝ่ามรสุม ปี 69 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Anantara Siam Bangkok วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

เมลินดา ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา เหมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะถูกกระทบอย่างหนัก ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ถึง 0.5%

ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) ของภาคธุรกิจก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีจะบังคับใช้  2. กระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเวียนและตลาดการเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่าที่คาด  3. การลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลดีมาถึงการลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา เตือนว่าปัจจัยเชิงบวกบางประการเป็นเพียงผลระยะสั้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษีแฝง" ที่สร้างข้อจำกัดในการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ แน่นอนว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการส่งออกสูงอย่างประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องหา "จุดสมดุล" ระหว่างจุดแข็งของไทยและทิศทางของเทรนด์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคมปีนี้ ที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กรระดับโลกจะมารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าประเทศมีศักยภาพและจุดขายอย่างไรบนเวทีโลก

เมลินดา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์หลักที่ไทยต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ 1. วิกฤตแรงงานและการพัฒนาทักษะ (Jobs & Skills) ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเยาวชน 1.2 พันล้านคนเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่มีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต ไทยจะมีสัดส่วนคนทำงาน 1 คน ต่อผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 2 คน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับไทยคือ "ภาวะไม่ตรงกันของทักษะ" (Skills Mismatch) โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานสายเทคโนโลยี ดังนั้น การเร่งสร้าง "สะพานสู่ทักษะแห่งอนาคต" (Skills Bridge) และการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลให้แรงงาน จะเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 20%

2. ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและ AI เทคโนโลยีอย่าง AI, วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาพลิกโฉมการลงทุนและห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ  (Global Value Chains) ข่าวดีคือ ประเทศไทยมีการนำ AI มาใช้สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น ทว่าความท้าทายคือ ไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตจริง เพื่อยกระดับไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้แม้อาจดูเหมือนเพิ่มจีดีพีได้เพียง 0.3% ในระยะแรก แต่เมื่อคิดแบบทบต้นในระยะยาว จะสร้างความได้เปรียบมหาศาล

3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคที่สำคัญมากของไทย (Macro-critical issue) รายงานด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวและหาทางบรรเทาผลกระทบ ผลพวงจากโลกร้อนอาจสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 7-14% ของจีดีพีภายในปี 2050 ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประชากรและภาคธุรกิจของไทยกว่า 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาก ทั้งนี้ มีการประเมินว่าไทยอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตนี้

เมลินดา ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือ "การลงมือทำอย่างเร่งด่วน" เพราะหากล่าช้า ประเทศคู่แข่งก็พร้อมที่จะแซงหน้าไปในทุกๆ ปี

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 24/2/2569

ประกันสังคมแจง “ตัดหนี้สูญ” แค่บัญชี ไม่ใช่ยกหนี้ เอกชนค้าง 6.2 พันล้าน

นางสาวนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยนายจตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการประกันสังคม บอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งเป็นการประชุมในฐานะบอร์ดรักษาการครั้งแรก ภายหลังคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงกรณีกระแสสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสมทบ การค้างชำระเงินสมทบ และประเด็นการตัดหนี้สูญของสำนักงานประกันสังคม

ด้านนายจตุรงค์ ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามหนี้ค้างชำระ ชี้แจงว่า ประเด็นที่สังคมกังวลว่าประกันสังคมจะยกหนี้ให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมขอให้แยกหนี้ออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน

ส่วนแรก คือ หนี้ภาคเอกชน ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกว่า 5 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ค้างชำระประมาณ 64,000 ราย คิดเป็นวงเงินราว 6,200 ล้านบาท

ส่วนที่สอง คือ หนี้จากหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างและต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน มีจำนวนประมาณ 4,111 ราย วงเงินรวมราว 27 ล้านบาท

ส่วนที่สาม คือ หนี้เงินสมทบของภาครัฐในอดีต ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลต้องสมทบให้กองทุนประกันสังคม ปัจจุบันคงค้างอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท

นายจตุรงค์ ย้ำว่า อนุกรรมการได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดให้ดำเนินการได้เฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้ของหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างเท่านั้น ส่วนหนี้ของรัฐเป็นหน้าที่ของสำนักงานในการแจ้งและติดตามกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ใช่อำนาจของบอร์ดหรืออนุกรรมการ

ส่วนการตัดหนี้สูญ เป็นเพียงการดำเนินการทางบัญชี เพื่อสะท้อนสถานะทางการเงินให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานยกหนี้ให้ลูกหนี้แต่อย่างใด

ตามระเบียบข้อ 26 หนี้ที่เข้าข่ายล้มละลาย เลิกกิจการ หรือขาดอายุความ สามารถตัดหนี้สูญทางบัญชีได้ แต่สถานะทางคดีและการติดตามทวงถามยังคงดำเนินต่อไป โดยมีอายุความในการดำเนินคดีประมาณ 10 ปี

นายจตุรงค์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันสำนักงานมีเงินกองทุนประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระราว 6,200 ล้านบาท หากไม่ตัดหนี้สูญในกรณีที่เข้าเงื่อนไข จะทำให้ตัวเลขทางบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งที่หนี้บางส่วนไม่สามารถเรียกเก็บได้แล้วตามกฎหมาย โดยหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายหนี้ให้เอกชนเหมือนภาคธุรกิจทั่วไปได้ แต่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และฟ้องคดีด้วยตนเองทั้งหมด

ในกรณีหน่วยงานราชการ เช่น โรงเรียนที่ค้างส่งเงินสมทบจำนวนมาก นายจตุรงค์ ระบุว่า แม้สำนักงานมีอำนาจยึดเงินในบัญชีได้ทันที แต่ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ เพราะเงินในบัญชีอาจเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของนักเรียน

ขณะเดียวกัน หากเป็นภาคเอกชน การยึดเครื่องจักรหรืออายัดบัญชีทันที อาจทำให้กิจการต้องปิดตัว ลูกจ้างตกงาน และสุดท้ายภาระจะย้อนกลับมาที่สำนักงานประกันสังคมในรูปของเงินชดเชยว่างงาน ซึ่งปัจจุบันจ่ายสูงสุดถึง 60% หรือไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน

นายจตุรงค์ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ทำหน้าที่ในอนุกรรมการ สามารถติดตามและจัดเก็บเงินจากลูกหนี้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานราชการได้แล้วกว่า 12,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูง

โดยหนี้ที่ยังมีสถานะดำเนินกิจการ หรือเกรด A มีโอกาสจัดเก็บได้มากที่สุด ส่วนหนี้ที่ปิดกิจการหรือล้มละลาย ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งหนี้ของประกันสังคมจะมีสถานะบุริมสิทธิเทียบเท่าสรรพากร

เมื่อถามว่าหนี้ค้างจะกระทบกองทุนหรือไม่ นายจตุรงค์ ระบุว่า หากคิดเป็นสัดส่วนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.64% ของกองทุนทั้งหมด ยังไม่ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปล่อยให้ค้างสะสมในระยะยาว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน พร้อมเสนอแนวคิดว่า ในต่างประเทศหลายแห่งใช้ระบบจัดเก็บเงินสมทบผ่านกรมสรรพากร แล้วส่งต่อให้กองทุนประกันสังคม เพื่อให้กองทุนมุ่งดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างเต็มที่

นายจตุรงค์ กล่าวย้ำว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องนำกลับมาเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน และใช้ลงทุนรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในอนาคต พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานรัฐ และตนเคยดำเนินการยึดทรัพย์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้ถึง 800 ล้านบาทภายในเดือนเดียว และยังคงติดตามเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าไม่มีการละเว้นหรือประนีประนอมที่ทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์อย่างแน่นอน

ส่วนกรณีการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท นายจตุรงค์ เผยว่า ประเด็นดังกล่าวสำนักงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าการเพิ่มเงินสมทบอาจส่งผลให้สถานประกอบการและผู้ประกันตนบางส่วนที่มีภาระอยู่แล้วเกิดปัญหาการค้างชำระเพิ่มขึ้น

โดยจากการติดตามข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าจำนวนลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 รายภายในเดือนเดียว ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางธุรกิจที่ทำให้บางสถานประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้จริง โดยในเดือนมกราคม ตัวเลขดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลกระทบจากการปรับอัตราเงินสมทบอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทิศทางเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้มีการติดต่อพูดคุยกับนายจ้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายสถานประกอบการเริ่มวางแผนสำรองเงินเพื่อชำระเงินสมทบได้ดีขึ้น นายจตุรงค์ คาดว่า ภายในไตรมาสนี้สถานการณ์การค้างชำระจะทยอยคลี่คลาย และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่การชำระได้ใกล้เคียงปกติ และสำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการและมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนในระยะยาว

ที่มา: PPTV, 24/2/2569

รับสมัครชายไทยทำงานภาคเกษตรในอิสราเอล เงินเดือน 6 หมื่นกว่า

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกคนหางานไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน” (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers : TIC) ครั้งที่ 20 ตำแหน่งคนงานภาคเกษตร (เพศชาย) เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ  สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว นำรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการเกษตร กลับมาพัฒนาประเทศและประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

สำหรับสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน โดยจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำก่อนหักภาษีเดือนละ 6,247 เชคเกลอิสราเอล หรือ ประมาณ 62,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ส่วนคุณสมบัติของผู้สมัครงานครั้งนี้ มีดังนี้

1.เพศชาย สัญชาติไทย

2.พ้นภาระการรับราชการทหาร

3.อายุ 23 – 39 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2530 – 25 กุมภาพันธ์ 2546)

4.ไม่มีประวัติอาชญากรรม

5.ไม่เคยทำงานในประเทศอิสราเอล ไม่มีคู่สมรส บุตร หรือบิดาและมารดาพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอล

6.สุขภาพแข็งแรง ตาไม่บอดสี ไม่เป็นโรคติดต่อ ไม่เสพสารเสพติด หรือเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.ต้องมีประสบการณ์ทำงานภาคการเกษตร

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th เพื่อทำการลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดการสมัครกำหนดการและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือ Facebook : กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 เพื่อดำเนินการสมัครให้ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทางโทรศัพท์หมายเลข 02-245-0978 และ 08-0061-6576 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร เว้นแต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือก โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินประมาณ 92,650 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง เช่น ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมค่าธรรมเนียมการขอรับหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวจากประเทศไทยไปยังอิสราเอล ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด เป็นต้น และ 2.ค่าใช้จ่ายหลังจากเดินทาง ไปถึงตามกฎหมายแห่งรัฐอิสราเอลหากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับการคัดเลือกเพื่อไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอลได้ โปรดอย่าหลงเชื่อ แต่ขอให้แจ้งและตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อน

ที่มา: กรมการจัดหางาน, 23/2/2569

กรมการจัดหางาน แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค. 2569

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

นายสมชาย กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักร จะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุด พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

2. เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน

3. คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน

ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: บ้านเมือง, 23/2/2569

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising