หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับทันที ท่ามกลางการโต้ตอบด้วยมิสไซล์และโดรนที่เสี่ยงลากยาวเป็นสงครามหลายสัปดาห์ นักวิเคราะห์เตือน หากอิหร่านกดดันหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันกว่า 20-30% ของโลก อาจทำให้ตลาดพลังงานผันผวนรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับหลักร้อย และดึงประเทศอ่าวอาหรับเข้าสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ฝึกซ้อมที่ภูมิภาค Aras เมื่อ 17 ตุลาคม 2022 ที่มา: Wikipedia/Ali Abdollahi/Farsnews.ir
ในช่วงที่ผ่านมาสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านกลายเป็นประเด็นที่สะเทือนต่อโลกเราในหลายมิติ สิ่งที่เกิดหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านจนนำมาสู่การสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย ก็ทำให้อิหร่านโต้ตอบด้วยการโจมตีฐานทัพอิสราเอลและฐานทัพในภูมิภาคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ รวมถึงประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับที่มีกองกำลังสหรัฐฯ อยู่ที่นั่นด้วย
การโต้ตอบทางการทหารของสองชาตินี้ทำให้เกิดคำถามตามมาทั้งในด้านความมั่นคงของภูมิภาค และในเรื่องตลาดโลก เช่นว่า การโจมตีโต้ตอบกันไปมานี้จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ หรือจะกลายเป็นความขัดแย้งในระยะยาวที่มาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งการที่อิหร่านขยายพื้นที่โจมตี ทั้งจากกองกำลังพันธมิตร และจากการกดดันด้านพลังงานและการขนส่ง
มีการวิเคราะห์ในสื่ออัลจาซีราระบุว่า สงครามในครั้งนี้แตกต่างจากตอนสงคราม 12 วันในปี 2025 ในครั้งนี้การสังหารผู้นำคาเมเนอีจะทำให้ทางการอิหร่านมีแรงจูงใจในการทำสงครามโต้ตอบมากขึ้นเพราะพวกเขาจะดื้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง และการโจมตีโต้ตอบนั้นได้เกิดขึ้นโดยทันทีเพราะในสายตาของอิหร่านเองแล้วการรีรอหรือยับยั้งชั่งใจที่จะโจมตีนั้นจะกลายเป็นสัญญาณของความอ่อนแอและกลายเป็นการชักชวนให้เกิดการโจมตีประเทศพวกเขามากกว่านี้
อิหร่านเน้นการโต้ตอบด้วยมิสไซล์ มีโอกาศสะเทือนภูมิภาค แต่ยิงไม่ถึงสหรัฐฯ
นอกจากนี้ในคำอธิบายสถานการณ์ของอิหร่านยังมีการพูดถึง "การแก้แค้น" ให้กับผู้นำตัวเองที่ถูกสังหารด้วย โดยที่ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเกียน บอกว่าการแก้แค้นนี้เป็น "สิทธิโดยชอบธรรมและเป็นหน้าที่" ของพวกเขา
โดยวิธีการที่อิหร่านใช้โต้ตอบคือการเน้นใช้จรวดมิสไซล์โจมตี ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีมิสไซล์จำนวนมากที่สุดและมีหลายรูปแบบที่สุดในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธแบบทิ้งตัวหรือมิสไซล์นำวิธีที่เรียกว่า "ครูซมิสไซล์" ทำให้อิหร่านมีระยะยิงที่ไกลโดยไม่จำเป็นต้องใช้อากาศยานสมัยใหม่ในการช่วยโจมตี
ทางการอิหร่านมักจะอาศัยมิสไซล์เป็นหลักก็เพราะว่ากำลังทางอากาศของพวกเขาเป็นอากาศยานที่เก่าแล้ว โดยที่ก่อนหน้านี้ชาติตะวันตกมักจะบอกว่าสมรรถนะทางมิสไซล์ของอิหร่านนั้นเสี่ยงต่อการบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคและอาจจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ระบบปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ได้ในอนาคต ซึ่งทางการอิหร่านเคยปฏิเสธในเรื่องนี้
มิสไซล์พิสัยไกลที่สุดของอิหร่านนั้นคือมิสไซล์ที่มีระยะยิงราว 2,000-2,500 กม. ซึ่งหมายความว่าสามารถยิงถึงอิสราเอลได้ รวมถึงยิงไปถึงฐานทัพที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ที่อยู่ในประเทศอ่าวอาหรับได้ อย่างไรก็ตามมีข้ออ้างจาก โดนัลด์ ทรัมป์ และคนรอบตัวทรัมป์บางคนที่อ้างว่ามิสไซล์ของอิหร่านจะสามารถยิงถึงสหรัฐฯ ได้ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะพิสัยของมิสไซล์อิหร่านนั้นยังอยู่ห่างไกลสหรัฐฯ มาก
นอกจากนี้อิหร่านยังมีมิสไซล์พิสัยใกล้ด้วย คือขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ที่ยิงได้ในระยะราว 150-800 กม. เป็นอาวุธที่เน้นใช้โจมตีอย่างรวดเร็วและเน้นยิงใส่เป้าหมายทางการทหารที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมิสไซล์เหล่านี้มักจะเป็นมิสไซล์จำพวก Fateh หลายรุ่นเช่น Zolfaghar, Qiam-1 และ Shahab-1/2 รุ่นเก่า ซึ่งมิสไซล์พิสัยสั้นเหล่านี้ใช้ได้ดีในช่วงวิกฤต เพราะมันสามารถยิงแบบที่ละเป็นชุดได้ มีระยะเตือนสั้น ทำให้ถูกชิงลงมือก่อนได้ยาก
ก่อนหน้านี้อิหร่านก็เคยใช้วิธีการยิงขีปนาวุธในแบบเดียวกันคือเมื่อปี 2020 ที่มีการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในอิรักที่ชื่อ ไอน์ อัล-อัสซาด หลังจากที่สหรัฐฯ สังหารนายพลระดับสูงของอิหร่าน กอเซ็ม สุไลมานี การโจมตีในครั้งนั้นได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและทำให้เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ มากกว่า 100 นายได้รับบาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านสามารถสร้างความเสียหายได้มากโดยไม่จำเป็นต้องมีกำลังทางอากาศยานเท่าสหรัฐฯ ก็ได้
นอกจากนี้อิหร่านยังมีมิสไซล์พิสัยกลางที่ยิงได้ในระยะราว 1,500-2,000 กม. เช่น Shahab-3, Emad, Ghadr-1, Khorramshahr, Sejjil และจรวดออกแบบใหม่อย่าง Kheibar Shekan และ Haj Qassem ซึ่งจะส่งผลในระดับภูมิภาค สำหรับ Sejjil นั้นมีระบบเชื้อเพลิงที่โดดเด่นทำให้ยิงออกตัวได้เร็ว เอาไว้ใช้ในการยิงป้องกันกรณีที่มีมิสไซส์โจมตีใส่อิหร่านได้
มิสไซล์พิสัยกลางเหล่านี้มีระยะยิงที่ส่งไปถึงอิสราเอลและศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เช่น ใน กาตาร์, บาห์เรน, คูเวต, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สำหรับมิสไซล์พิสัยไกลหรือจรวดครูซที่บินต่ำแต่ระยะยิงไกลนั้น เป็นมิสไซล์จำพวกที่ตรวจจับได้ยาก โดยเฉพาะถ้ามีการยิงไปพร้อมกับโดรนหรือโจมตีพร้อมกับการกระหน่ำยิงขีปนาวุธที่ออกแบบมาเพื่อรบกวนการป้องกันทางอากาศของอีกฝ่ายให้ต้องรับศึกทีละมากๆ มิสไซล์ครูซของอิหร่านได้แก่ Soumar, Ya-Ali, the Quds variants, Hoveyzeh, Paveh และ Ra’ad โดยที่ Soumar มีระยะยิงไกลถึง 2,500 กม.
นอกจากนี้อิหร่านยังใช้โดรนในการเพิ่มการกดดันได้ด้วย โดยอาศัยการโจมตีซ้ำๆ แบบก่อกวนทำให้เป้าหมายอย่างท่าอากาศยาน, ท่าเรือ และแหล่งพลังงานทำงานแบบเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมง นักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านอาจจะใช้วิธีการแบบนี้มากขึ้นถ้าหากมีการเผชิญหน้าที่รุนแรงกว่าเดิม
อิหร่านมีมิสไซล์ใต้ดินไว้ป้องกันตัว เสี่ยงยึดเกมยาว
อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้มิสไซล์ของอิหร่านเป็นส่วนสำคัญในการสู้รบ คือการที่อิหร่านมีโครงการเก็บกักมิสไซล์ใต้ดิน ฐานลับมิสไซล์ และแหล่งยิงมิสไซล์ที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ทั่วประเทศ โครงข่ายเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้อิหร่านใช้มิสไซล์ในเชิงป้องกันตนเองได้มากขึ้น ทำให้พวกเขาถูกตัดกำลังการยิงมิสไซล์ได้ยากขึ้นด้วย เรื่องนี้ส่งผลให้ฝ่ายข้าศึกต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าอิหร่านจะยังคงอยู่รอดได้หลังจากถูกยิงกระหน่ำใส่ในระลอกแรก
เรื่องนี้ส่งผลให้ผู้วางแผนทางการทหารต้องคิดต่ออีกทอดว่า การจะใช้วิธีโจมตีใส่โครงสร้างมิสไซล์ของอิหร่านเพื่อตัดกำลังนั้น อาจจะเสี่ยงทำให้เกิดการโจมตีแลกกันไปมาในระยะยาวมากกว่าจะทำให้เกิดการปิดเกมได้เร็ว
ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็มีการตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศไว้ที่ภูมิภาคอ่าวอาหรับเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการเน้นรวมกำลังโจมตีของสหรัฐฯ ไว้ใกล้กับอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ มีสมรรถนะในการโจมตีและป้องกันทางอากาศมากขึ้น แตก็เสี่ยงทำให้มีจุดที่ตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีได้เยอะขึ้นด้วย
กองกำลังจากสหรัฐฯ มีการกระจายตัวไปตามหลายประเทศของอ่าวอาหรับ และอาศัยเครือข่ายฐานทัพ ศูนย์รวมด้านการขนส่งลำเลียง และศูนย์บัญชาการ ที่ไม่สามารถแบ่งกำลังป้องกันได้เท่ากัน มีนักวิเคราะห์ทางการทหารมองว่า ถ้าหากอิหร่านใช้วิธีการเจาะทะลวงการป้องกันได้แค่บางที่ก็จะสามารถเปลี่ยนเกมการคำนวนทางการเมืองของทางการสหรัฐฯ ได้ สร้างแรงกดดันให้กับประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดราคาที่ต้องจ่ายให้กับการจำกัดวงการสู้รบ
สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งในตอนนี้ คือการที่อิหร่านเริ่มส่งสัญญาณโต้ตอบด้วยการทำสงครามระยะยาวแทนการโจมตีแบบทีเดียวจบ พวกเขาทำการโจมตีใส่เป้าหมายอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง มีการโจมตีใส่สิ่งที่พวกเขามองว่าใกล้เคียงกับฐานของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศแถบภูมิภาคเดียวกัน รวมถึงขู่ว่าจะมีการปฏิบัติการตามเส้นทางการค้าต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ความขัดแย้งในภูมิภาคอาจจะบานปลายเพราะในอิหร่านมีกลุ่มติดอาวุธในประเทศอื่นๆ ที่แสดงตัวอยู่ฝ่ายเดียวกับอิหร่าน เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุุ่มฮูตีในเยเมน ทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็ประณามการสังหารคาเมเนอี และส่งสัญญาณว่าจะอยู่ข้างเดียวกับอิหร่านในความขัดแย้งนี้
การกดดันช่องแคบฮอร์มุซ สะเทือนตลาดน้ำมันโลก
สิ่งที่น่ากังวลของความขัดแย้งนี้ยังอยู่ที่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจโลกด้วย นักวิเคราะห์เตือนว่าถ้าหากอิหร่านทำตามที่ขู่ ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเป็นการโต้ตอบการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ก็จะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นได้ เพราะเส้นทางนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งลำเลียงทางทะเลที่สำคัญที่สุดในโลก โดยที่น้ำมันและก๊าซประมาณ 20-30% ของโลกมีการลำเลียงผ่านเส้นทางนี้
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปก็ยังคงบอกว่าอิหร่านยังไม่ได้ทำการปิดกั้นช่องแคบนี้อย่างเป็นทางการ แต่เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันหลายรายได้ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้เพราะความขัดแย้งในภูมิภาค
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิหร่าน โดยมีอีกฟากหนึ่งเป็นโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ณ จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบนี้มีความกว้างอยู่ที่ 33 กม. มีเลนเดืนเรือที่กว้างแค่ 3 กม. ทั้งสองทิศทาง ทำให้เป็นจุดที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีได้ง่าย อีกทั้งเส้นทางดังกล่าวนี้ยังเป็นเส้นทางที่มีเรือขนส่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ส่งออกรายใหญ่จากตะวันออกกลางที่ต้องอาศัยช่องทางนี้ในการลำเลียง ส่วนประเทศที่นำเข้าน้ำมันก็ต้องอาศัยเส้นทางนี้เช่นกัน เพื่อให้มีน้ำมันใช้โดยไม่เกิดความติดขัด
เรื่องนี้ยังนำมาสู่คำถามใหญ่ๆ ว่าความตึงเครียดของสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยกระดับไปสู่การทำให้เกิดการขัดขวางการส่งออกจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับหรือไม่
วานดานา ฮารี ซีอีโอของบริษัทวิจัยด้านพลังงาน วานดาอินไซต์ส กล่าวว่า ในการตอนนี้ดูเหมือนจะเกิดความขัดแย้งทางการทหารอย่างเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถ้าหากการสู้รบดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน และถ้าหากอิหร่านโต้ตอบอย่างเต็มรูปแบบ ก็จะกลายเป็นกรณีที่แย่ที่สุดสำหรับเรื่องน้ำมัน มันจะทำให้เกิดการติดขัดครั้งใหญ่ในเรื่องการส่งน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง เว้นแต่ว่าสหรัฐฯ จะสามารถปลดอาวุธกองทัพอิหร่านได้อย่างรวดเร็วรวมถึงสามารถคุ้มกันความปลอดภัยให้เส้นทางลำเลียงได้
จากสถิติของ Kpler ในปี 2025 ช่องแคบฮอร์มุซมีน้ำมันผ่านช่องแคบราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวันโดยเฉลี่ย คิดเป็นราว 31% ของการลำเลียงน้ำมันทางน้ำ ช่องแคบนี้ยังเชื่อมต่อกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จากอาหรับด้วย เช่น ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นทางเชื่อมออกไปสู่อ่าวโอมานและทะเลอาหรับ
ในช่วงที่ความขัดแย้งกำลังดำเนินอยู่นั้น ทางการอิหร่านได้แจ้งเตือนเรือบรรทุกในบริเวณช่องแคบแต่ก็ไม่ได้มีการระบุแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้บริษัทน้ำมันที่อาศัยช่องทางลำเลียงนี้ทำการแจ้งต่อลูกค้าของตนว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะส่งผลต่อการลำเลียงของพวกเขาในช่วงหลายสัปดาห์นี้
บ็อบ แมคนัลลี ประธานกลุ่มราพิดันเอเนจี ให้คำแนะนำต่อลูกค้าว่ามีความเป็นไปได้ 75% ที่ความขัดแย้งจะบานปลายเป็นหลายสัปดาห์และนับเป็น "พัฒนาการที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง" ต่อตลาดน้ำมันและก๊าซของโลกที่มีการพึ่งพาการผลิตและการลำเลียงจากช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเรื่องที่ว่าราคาน้ำมันและก๊าซ LNG จะขึ้นมากน้อยเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีความติดขัดด้านการผลิตและส่งออกจากกลุ่มประเทศอ่าวมากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้ มีนักวิเคราะห์เตือนว่า หายนะขั้นสูงสุดคือการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบโดยสิ้นเชิงซึ่งจะส่งผลถึงความติดขัดการส่งออกจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทั้งหมด อีกทั้งการโต้ตอบจากอิหร่านอาจจะดึงให้เกิดการใช้กำลังจากกลุ่มประเทศอ่าวอื่นๆ ได้
ซัล คาวอนิก ประธานฝ่ายวิจัยพลังงานของ MST Marquee กล่าวว่า ตัวบ่งชี้เรื่องเหล่านี้คือการโจมตีในวงกว้างต่ออิหร่าน และการโจมตีโต้ตอบกลับจากอิหร่านอาจจะยกระดับกลายเป็นการดึงให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ เข้ามาสู่สงครามด้วย และถ้าหากอิหร่านรู้สึกถึงอันตรายต่อการมีอยู่ของตัวเองจริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจจะส่งผลให้ "ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นในระดับหลักร้อย"
เรียบเรียงจาก
What are Iran’s weapons as it fights the US and Israel?, Aljazeera, 01-03-2026
How US-Israel attacks on Iran threaten the Strait of Hormuz, oil markets, Aljazeera, 01-03-2026
$100 oil? Prolonged Hormuz closure could spark a 1970s-style energy shock, CNBC, 01-03-2026
