Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียดสูง เร่งประสานอิสราเอล ส่งร่างแรงงานไทยกลับประเทศโดยเร็ว

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. สรุปสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรง โดยคู่ขัดแย้งหลัก รวมถึงกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยัง คงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของโลกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความตึงเครียดสูง โดยมีการปฏิบัติการทางทหารใกล้ชายฝั่งอิหร่านเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้งโดยฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุถึงแผนการส่งกำลังนาวิกโยธินเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง

ล่าสุด ทางการอิหร่าน ยืนยันว่า โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศโดยอิสราเอล

โฆษณา - Advertising

ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กรณีการเสียชีวิตของแรงงานไทยในอิสราเอลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยย้ำการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูตโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติสถานการณ์ความตึงเครียดตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ โดยให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของพลเรือน และการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ส่วนความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ซึ่งแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยังคงประสานงานกับรัฐบาลอิสราเอลอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยโดยเร็ว นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างติดตามเรื่องเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจากทางการอิสราเอล

สำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี” ตามที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ (20 มี.ค.) ฝ่ายไทยได้ประสานขอความช่วยเหลือไปยังทางการโอมานและอิหร่าน เพื่อพิจารณาแนวทางเข้าช่วยเหลือลูกเรือไทยทั้ง 3 คน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แสดงความพร้อมที่จะติดตามและพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังร่วมกันประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโอมานและอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่ปลอดภัยที่สุด แม้การดำเนินการยังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,283 คน

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 21/3/2569

สมาคมพยาบาลฯ ร้องรัฐแก้วิกฤต "พยาบาล" ลดชั่วโมงการทำงานไม่ใช่คำตอบ ต้นตอปัญหาคือ พยาบาลไม่พอ

ศาสตราจารย์ ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ แถลงการณ์ถึงข้อเสนอที่กำหนดให้พยาบาลทำงานไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ The Nurses’s Association of Thailand: สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โฆษณา - Advertising

สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพยาบาลอย่างครบวงจร

พยาบาลคือCirculationที่หล่อเลี้ยงระบบสุขภาพ

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้ออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์ที่พยาบาลออกมาให้ความเห็นต่อข้อเสนอที่กำหนดให้พยาบาลทำงานไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นี่ไม่ใช่การปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการเรียกร้องให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ พยาบาลที่ไม่เพียงพออาจทำให้ความต่อเนื่องของการดูแลตลอด 24 ชั่วโมงถูกท้าทาย

โฆษณา - Advertising

จำนวนพยาบาลที่ไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนปัจจัยการผลิตหลักของระบบสุขภาพ (core health workforce capital) เกิดความไร้ประสิทธิภาพ จึงส่งผลต่อประเทศทั้งระบบ (system inefficiency) เป็นลูกโซ่ ระบบสุขภาพเข้าสู่ความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ

1. ต้นทุนรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

2. ต้นทุนทางสังคมเพิ่มขึ้น (social cost) ผู้ป่วยพิการหรือติดเตียงเพิ่มขึ้น

3. เตียงว่าง สร้างตีกแต่เปิดบริการไม่ได้ การผ่าตัดต้องเลื่อน ผู้ป่วยรอคิวนาน เท่ากับประเทศสูญเสียกำลังการผลิตบริการสุขภาพ

โฆษณา - Advertising

4. ลงทุนสร้างโรงพยาบาลหรือเทคโนโลยี แต่หากไม่มีพยาบาลเพียงพอ ระบบจะไม่สามารถแปลงทุน (input) ให้เป็นผลลัพธ์สุขภาพ (health outcome) ได้

วิกฤตพยาบาล: วิกฤตการคงอยู่ของพยาบาลในระบบสุขภาพไทย

ระบบสุขภาพไม่ได้เผชิญปัญหา “ผลิตพยาบาลไม่พอ” แต่กำลังเผชิญปัญหา “ไม่สามารถรักษาพยาบาลให้อยู่ในระบบได้”

ทางออก คือโปรดเลิกให้พยาบาลเป็นลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างรายวัน มันสะเทือนใจจริง ๆ สิ่งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการลาออกและการย้ายออกจากระบบภาครัฐ

ค่าตอบแทนที่ใช้ระเบียบหารยาวเท่ากันหมด ไม่ควรใช้กับคนที่กำลังปกป้องดูแลชีวิตของประชาชน ซึ่งต้องใช้พยาบาลที่ความสามารถและจริยธรรมในระดับวิชาชีพ

คุณค่าชีวิตและสุขภาพของประชาชน มีค่าเพียงค่าตอบแทนการปฏิบัติงานยามวิกาล ของพยาบาล หลักสิบต่อชั่วโมง

“พยาบาล คือ circulation ที่หล่อเลี้ยงระบบสุขภาพให้มีชีวิต” ผลงานของพยาบาลอาจไม่ถูกนับในตัวเลข ไม่ปรากฏในรายงาน ไม่ถูกกล่าวถึงในเวทีนโยบายแต่การไหลเวียนนี้ยังคงมีอยู่ และเมื่อวันใดการไหลเวียนเริ่มสะดุด เมื่อนั้นทั้งระบบจะเริ่มอ่อนแรง เมื่อพยาบาลเข้มแข็ง ระบบสุขภาพย่อมมีชีวิต”

ที่มา: Hfocus, 20/3/2569

แรงงานไทยจากตะวันออกกลางกลับถึงไทย อีก 17 คน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานเดินทางไปรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งเป็นแรงงานที่เดินทางกลับมาจากรัฐคูเวต จำนวน 17 คน เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยมี เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ด่านตรวจคนหางาน กรมการจัดหางาน ร่วมให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกด้วย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

สำหรับแรงงานไทยกลุ่มดังกล่าว เดินทางกลับมาจากรัฐคูเวต ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 16.03 น.จนทำให้ขณะนี้มีแรงงานไทยที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้กับสถานเอกอัครราชทูต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น 97 คน

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 20/3/2569

ทูตอิหร่านรับปากเร่งช่วยเหลือ 3 ลูกเรือ ‘มยุรีนารี’ ยอมรับสถานการณ์ยากลำบาก

นายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้เข้าพบกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 โดยนายสีหศักดิ์ได้ย้ำคำขอของไทยเรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี” และการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

ทูตอิหร่านฯ กล่าวว่า ได้แจ้งให้ทางการอิหร่านทราบคำขอดังกล่าวแล้ว โดยในหลักการทางการอิหร่านยินดีให้ความช่วยเหลือทั้งสองข้อ ในเรื่องของช่วยเหลือลูกเรือ ‘มยุรีนารี’อิหร่านกำลังประสานงานกับโอมานเพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่เหลือและลากจูงเรือลำดังกล่าว แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการทิ้งระเบิดอย่างไม่เลือกหน้าบริเวณชายฝั่งโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ทำให้ปฏิบัติการนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก จึงแนะนำว่าให้กองทัพเรือไทยประสานงานกับหน่วยยามฝั่งของโอมาน และประสานต่อไปยังหน่วยยามฝั่งของอิหร่านผ่านทางกองทัพเรือโอมาน

นายฮัยแดรีได้อธิบายถึงการรุกรานที่โหดร้ายและผิดกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยกล่าวว่า ตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 อิหร่านมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และประเทศในภูมิภาคบางแห่งก็ได้มีส่วนร่วมในการรุกรานครั้งนี้ด้วยการยอมให้สหรัฐอเมริกาใช้ดินแดนเพื่อบุกรุกและโจมตีอิหร่าน อิหร่านจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง

ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาโดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ฝ่ายผู้รุกรานได้ทรยศต่อการเจรจาและอิหร่านได้ถูกโจมตี ความอดทนอดกลั้นของอิหร่านมีขีดจำกัด และเรามีความจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

ทูตอิหร่านกล่าวว่า ผู้รุกรานต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำลายล้างอิหร่าน และการทำให้ประเทศของเราแตกสลาย ซึ่งพวกเขาได้ก่ออาชญากรรมมากมาย ทั้งการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของประเทศ, โจมตีโรงเรียนเด็กหญิงในเมืองมินาบ และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน

ส่วนประเด็นการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือพาณิชย์ไทย รัฐมนตรีสองฝ่ายได้หารือร่วมกันแล้ว ทูตอิหร่านเห็นด้วยว่าไทยในฐานะมิตรประเทศควรได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย ทั้งนี้จะไปติดตามให้ทางการมีความเห็นตอบกลับโดยเร็ว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 20/3/2569

สส.พรรคประชาชน ชี้การจำกัดชั่วโมงทำงานของพยาบาล 12 ชั่วโมง คือการแก้ปัญหาปลายเหตุ

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ให้ความเห็นประเด็นการจำกัดชั่วโมงการทำงานของพยาบาล 12 ชั่วโมง ซึ่งถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของชีวิตคน โดยนโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานของพยาบาลไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถูกนำเสนอในฐานะความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขไทย เป็นความพยายามลดความเหนื่อยล้า ลดความผิดพลาด และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยในเชิงหลักการ มองว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และควรเกิดขึ้นมานานแล้วในระบบที่งานของพยาบาลเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตมนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแนวทางนี้ถูกบังคับใช้ทันทีโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบ ในความเป็นจริงของระบบสาธารณสุขไทยนั้น มองว่าอยู่บนการขูดรีดแรงงานจากผู้ปฏิบัติงานมาตลอดหลายสิบปี พยาบาลไทยจำนวนมากทำงานเฉลี่ยถึง 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 288 ชั่วโมงต่อเดือน จากการขึ้นเวรประมาณ 36 เวรต่อเดือน จึงไม่ใช่สถานการณ์ผิดปกติ แต่คือสภาพปกติของระบบที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการใช้แรงงานเกินขีดจำกัดของมนุษย์ ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่การทำงาน 12 ชั่วโมงเหมาะสมหรือไม่ แต่คือจะแก้ปัญหาระบบที่อยู่ได้ด้วยแรงงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ให้ลดลงเหลือ 52 ชั่วโมงได้อย่างไร โดยที่จำนวนคนและภาระงานยังเท่าเดิม

นายสหัสวัต กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงร่วมกันคือ ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องชั่วโมงการทำงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขที่อยู่ได้ด้วยการให้บุคลากรทำงานหนักและค่าตอบแทนต่ำ ประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพประมาณ 194,735 คน หรือมีสัดส่วนประชากรต่อพยาบาลประมาณ 334 ต่อ 1 แม้จะผลิตพยาบาลเพิ่มปีละหลายพันคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบกลับสูญเสียบุคลากรออกไปมากกว่านั้นในแต่ละปี จึงเกิดวงจรอุบาทว์ คือ คนไม่พอ งานล้น ต้องทำงานเกิน เหนื่อย ลาออก และคนไม่พอ ภายใต้ระบบลักษณะนี้ การจำกัดชั่วโมงการทำงานโดยไม่เพิ่มกำลังคน ไม่กำหนดภาระงาน และไม่แก้โครงสร้างค่าตอบแทน จึงไม่ได้แก้ปัญหาที่สำคัญ แต่สร้างปัญหาอื่นเพิ่มเติม เช่น ปัญหาค่าตอบแทน ปัญหาการขาดแคลนคน และที่สำคัญที่สุด ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องแรงงาน แต่คือเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย

นายสหัสวัต กล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายจำกัดชั่วโมงการทำงานไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ไม่อาจเป็นคำตอบเดียวได้ หากรัฐบาลต้องการปฏิรูปอย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มอัตรากำลังพยาบาลอย่างมีเป้าหมาย กำหนดว่าแต่ละปีต้องเพิ่มขึ้นเท่าใด และผลิตให้ได้ตามเป้า การกำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วยเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่บังคับใช้ได้จริง ให้พยาบาลทำงานสอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย การปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงาน เพื่อแก้ไขปัญหาคนออกจากระบบ รักษาคนให้อยู่ในระบบ และการสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิของพยาบาลในการปฏิเสธงานที่ไม่ปลอดภัย

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/3/2569

สหภาพแรงงานรถไฟฯ ค้านแผนยกเลิกขบวนรถเชิงสังคม ชี้กระทบประชาชนวงกว้าง-ลดบทบาทรัฐ

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้ยื่นหนังสือต่อฝ่ายบริหารของ การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้ทบทวนแผนการยกเลิกและปรับปรุงขบวนรถโดยสารเชิงสังคม หลังพบว่าแนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการจำนวนมากทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุม มีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างการเดินขบวนรถ โดยครอบคลุม 4 เส้นทางหลักทั่วประเทศ ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนและลดค่าใช้จ่ายขององค์กร ซึ่งประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ได้แก่ การยกเลิกขบวนรถ 8 ขบวน การปรับเวลาเดินรถ 16 ขบวน การลดเที่ยววิ่ง 6 ขบวน และการลดระยะทางเดินรถ 10 ขบวน

สายเหนือ - มีการยกเลิกขบวนรถบางส่วน พร้อมปรับลดเที่ยววิ่งและตัดระยะทาง เช่น ขบวน 407/408 ที่ปรับปลายทางจากนครสวรรค์ เหลือเพียงศิลาอาสน์ ส่งผลให้ผู้โดยสารปลายทางเดิมสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการ

สายตะวันออกเฉียงเหนือ - ถือเป็นเส้นทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีทั้งการยกเลิกหลายขบวน และการตัดปลายทาง เช่น ขบวน 417/416 ที่ลดระยะจากหนองคายเหลือเพียงขอนแก่น กระทบต่อการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค

สายตะวันออก - มีการยกเลิกและปรับลดระยะทาง เช่น ขบวน 281/282 ที่ตัดช่วงปลายทางกบินทร์บุรี เหลือเพียงปราจีนบุรี สะท้อนแนวโน้มลดบริการในพื้นที่ที่มีผู้ใช้น้อย

สายใต้ - มีทั้งการยกเลิก ลดเที่ยว และตัดระยะทาง โดยหลายขบวนถูกปรับให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ตอนล่าง เช่น จากสุราษฎร์ธานีหรือนครศรีธรรมราช เหลือเพียงช่วงหาดใหญ่–ปลายทางเดิม

สายแม่กลอง–มหาชัย - มีแผนยกเลิกขบวนรถชานเมือง 12 ขบวน และรถท้องถิ่น 2 ขบวน ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำตารางเดินรถใหม่ แม้เส้นทางดังกล่าวจะเป็นเส้นเลือดหลักของแรงงานรายวัน

สร.รฟท. แสดงความกังวลว่าแนวทางดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย นักเรียน นักศึกษา และผู้ใช้บริการประจำ ที่พึ่งพารถไฟในฐานะระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานฯ เห็นว่า “ขบวนรถเชิงสังคม” เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ควรถูกพิจารณาเพียงมิติด้านต้นทุนหรือผลขาดทุนทางการเงิน

สร.รฟท. เรียกร้องให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ทบทวนแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นหลัก พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบบริการให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาบทบาทของรัฐในการดูแลระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ที่มา: สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย, 19/3/2569

กอช. เผยคนไทย 83% มีความเสี่ยงการด้านเงิน แนะสูตรออม 50-30-20 สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน

นายยรรยง ราชานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการกองทุนการออมแห่งชาติ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรื่อง “คนไทยกับการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ” พบสถิติที่น่ากังวลเกี่ยวกับความเปราะบางทางการเงินของคนไทย

โดยพบว่าคนไทย 48.32% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และ 35.24% มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียง 1-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าคนไทย 83.56% กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการเงินอย่างรุนแรง หากต้องหยุดงานกะทันหันหรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด อาจนำไปสู่การก่อหนี้นอกระบบ และกลายเป็นภาระที่ตกทอดไปยังลูกหลาน

“ความเปราะบางนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาทางการเงิน กอช. จึงรณรงค์ให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการจัดการเงิน โดยใช้สูตร “50-30-20” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 30% สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว และ 20% สำหรับการออมและการลงทุน โดยเป้าหมายแรกที่สำคัญที่สุดคือการสะสมเงินสำรองฉุกเฉินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน ควบคู่ไปกับการออมเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่วันที่ยังมีกำลัง เพื่อใช้พลังของดอกเบี้ยทบต้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาว” นายยรรยง กล่าว

ที่มา: การเงินการะนาคาร, 19/3/2569

ศบก. เผยแรงงานไทยในเทลอาวีฟ เสียชีวิต 1 ราย เตือนคนไทยอพยพจากพื้นที่เสี่ยง

นายปาณิดล​ ปัจฉิม​สวัสดิ์ รักษาการ​อธิบดี​กรม​สารนิเทศ​และ​รอง​โฆษก​กระทรวงการ​ต่างประเทศ แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)​ว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังมีความรุนแรงและขยายเป้าหมายทางทหารไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างต่อเนื่อง

นายปาณิดล กล่าวว่า ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จากการแจ้งข่าวของทางการอิสราเอล ยืนยันว่า มีบุคคลสัญชาติไทย เสียชีวิต 1 ราย โดยเป็นแรงงานภาคเกษตรเมื่อช่วงดึกของวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยสถานทูตฯได้ติดต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว และกำลังประสานกับกระทรวงแรงงาน รวมถึงทางการของอิสราเอล เพื่อดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง และติดตามสิทธิประโยชน์ ค่าชดเชยของผู้แรงงานอย่างเต็มที่ รัฐบาลของแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมกับย้ำประกาศมาตรการเตือนภัยประชาชนคนไทยในพื้นที่มาโดยตลอด

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทยอพยพจากอิหร่าน 2 ราย ไปเมืองวาน ประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่เอกอัครราชทูต กรุงอัมมาน ได้เร่งช่วยเหลือการอพยพแรงงานไทยอีก 4 คน จากเมืองบันดาร์อับบาส ประเทศอิหร่าน ข้ามแดนมาที่ตุรกีในวันที่ 23 มี.ค.เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

สำหรับยอดการช่วยเหลือคนไทยขณะนี้ 1,173 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศยังเดินช่วยเหลือคนไทย ออกจากพื้นที่อันตรายจากการสู้รบต่อเนื่องและให้เป็นไปอย่างปลอดภัย

ที่มา: ข่าวสด, 19/3/2569

สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย แถลงการณ์คัดค้านการจัดเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง ชี้ ผู้ปฏิบัติงานควรมีส่วนร่วมกำหนดเวร เพื่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของพยาบาล

สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) ออกแถลงการณ์ เรื่องคัดค้านการจัดเวรงาน 12 ชั่วโมงแบบต่อเนื่อง และเรียกร้องขอให้ปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) เป็นองค์กรการรวมตัวบนพื้นฐานของสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มาจากลูกจ้างสายสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ

ได้ติดตามประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทํางานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. 2569 อ้างเหตุผลว่า “สภาการพยาบาลตระหนักถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าการใช้บริการกําลังพยาบาล เพียงพอ และเหมาะสมมีผลเชิงบวกต่อคุณภาพ เป็นองค์ประกอบสําคัญของการให้บริการสุขภาพ ที่ปลอดภัย และมีคุณภาพแก่ผู้ป่วยและประชาชน รวมทั้งการปฏิบัติงานของพยาบาลที่มีชั่วโมงการทํางานต่อเนื่องยาวนาน หรือมีระยะเวลาการพักไม่เพียงพอ อาจทําให้เกิดความเหนื่อยล้า ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพยาบาล ที่ส่งผลต่อกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และคุณภาพการบริการสุขภาพ”

โดยเบื้องต้นกําหนดให้มีการจํากัดชั่วโมงการทํางานของพยาบาล ตามช่วงเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถือเป็นหลักการที่ดี แต่ยังปรากฎให้ผู้บริหารการพยาบาลจัดตารางการปฏิบัติงานที่ทําให้พยาบาล ปฏิบัติงานเกินวันละ 12 ชั่วโมง เป็นช่องว่างของการกําหนดเวลาทํางานให้มากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ติดต่อกันได้ จนกระทั่งมีการเคลื่อนไหวของพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ยอมรับการจัดเวร 12 ชั่วโมงต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพกายใจ ความปลอดภัยในการทํางาน และคุณภาพบริการ ถือเป็นสิทธิพื้นฐานของการทํางานอย่างมีส่วนร่วม

แสดงให้เห็นว่าประกาศฯ ดังกล่าว ยังพบช่องทางการกําหนดเวลาการทํางานไม่สอดคล้องตามหลักการและเหตุผลดังกล่าวได้ นอกจากประกาศดังกล่าวจะเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของพยาบาล

แต่ถึงอย่างไร การจัดเวรดังกล่าวก็ไม่กระทบเพียงเฉพาะพยาบาล ย่อมเป็นแนวทางที่จะส่งผลกระทบในภาพรวม ซึ่งรวมไปถึงเจ้าหน้าที่สายสนับสนุน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) ลูกจ้างชั่วคราวฯลฯ และจ้างเหมา ซึ่งเป็น สมาชิกของ สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) ที่อาจจะต้องรับภาระเพิ่มเพื่อชดเชยช่องว่าง ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม ความผิดพลาด ความเหลื่อมล้ำ ภาวะหมดไฟ ลาออกสูง และระบบบริการหยุดชะงัก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลได้

ทั้งที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของการคุ้มครองแรงงาน ได้กําหนดเวลาทํางานปกติไม่เกิน 8 ชม./วัน โดยต้องมีเวลาพักระหว่างวันได้ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง หลังจากทํางานติดต่อกันมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง และทํางานไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์ เท่านั้น

แม้ว่าจะไม่มีผลบังคับโดยตรงกับลูกจ้างที่อยู่ในสังกัดหน่วยงานของทางราชการ แต่มีความพยายาม แก้ไขเพื่อให้มาตรฐานการคุ้มครองแรงงานนั้นครอบคลุมไปยังลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐ รวมถึง ลูกจ้างในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีมาตรฐานการคุ้มครองการทํางานให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน ทําให้คนทํางานได้มีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ดีขึ้น และยังเป็นหน้าที่ของรัฐจึงคุ้มครองผู้ใช้ แรงงานให้มีความปลอดภัย สุขอนามัยที่ดี รายได้ สวัสดิการ และสิทธิที่เหมาะสม ตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยด้วย

ดังนั้น เพื่อการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของคนทํางาน ต่อการบริหารจัดการดังกล่าวของกระทรวงสาธารณสุข สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) ขอคัดค้านการจัดเวรงาน 12 ชั่วโมง แบบต่อเนื่อง และเรียกร้องขอให้ปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน อย่าง เร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. หยุดการจัดเวร 12 ชั่วโมงต่อเนื่องทันที และกําหนดมาตรฐานชั่วโมงทํางานที่เป็นธรรม ตามประกาศสภาการพยาบาล โดยยึดหลักการกําหนดเวลาทํางานปกติไม่เกิน 8 ชม./วัน โดยต้องมีเวลาพักระหว่างวันได้ไม่น้อยว่า 1 ชั่วโมง หลังจากทํางานติดต่อกันมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง และทํางาน ไม่เกิน 48 ชม./สัปดาห์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานสําหรับบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ

2. ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกสายงานมีส่วนร่วมกําหนดเวร โดยคํานึงถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิต

3. ขอปรับปรุง ค่าจ้าง สวัสดิการ ค่าตอบแทนล่วงเวลา และการพักผ่อนให้เหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสายวิชาชีพและสายสนับสนุน รวมถึงยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นทุกรูปแบบ และปรับเปลี่ยนเป็นลูกจ้างประจําในงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความมั่นคงในการทํางาน

4. ให้มีการเร่งเจรจาระหว่างผู้บริหาร สหภาพ/กลุ่มบุคลากร และหน่วยกํากับ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) แสดงความสมานฉันท์กับพยาบาลและบุคลากร ทางการแพทย์ทุกกลุ่ม พร้อมร่วมเคลื่อนไหวตามกฎหมายและสิทธิแรงงานต่อไป จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ที่มา: Hfocus, 19/3/2569

ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงานแนวทางช่วยเหลือลูกจ้าง บ.ยานภัณฑ์ ถูกลอยแพไร้ค่าชดเชย

ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงานแนวทางการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียนจากสหภาพแรงงานยานภัณฑ์ ว่ามีลูกจ้าง 859 คน ของบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ที่ถูกเลิกจ้าง โดยสถานประกอบการทำหนังสือแจ้งจะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 3 งวด แบ่งเป็น ร้อยละ 70 ร้อยละ 20 และร้อยละ 10 แต่เมื่อครบกำหนดวันจ่ายค่าชดเชยงวดที่ 1 นายจ้างผิดนัด ทำให้พนักงานได้รับความเดือดร้อน โดยปัจจุบันยังไม่มีการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีขั้นตอนดำเนินงานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยต้องให้ลูกจ้างยื่นแบบคำร้อง คร.7 ต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้อง โดยจากข้อเท็จจริง สถานประกอบการบางแห่งมีลูกจ้างเป็นจำนวนมาก การที่กำหนดให้ลูกจ้างทั้งหมดต้องยื่นแบบคำร้อง คร.7 ในคราวเดียวกันนั้น มีข้อขัดข้องในการปฏิบัติ เนื่องจากลูกจ้างบางส่วนก็ได้แยกย้ายกลับภูมิลำเนา หรือเข้าทำงานในสถานประกอบการแห่งอื่นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรลดขั้นตอนตามแบบวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้ ควรกำหนดมาตรการหรือแนวทางการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้แก่ลูกจ้าง กรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการ ช่วยเหลืออย่างฉับพลัน

ดร.หิรัญญา ปะตุกา อนุกรรมาธิการฯ และเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับแบบคำร้อง คร.7 ที่ยื่นไปแล้ว 267 ราย เร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกจ้างที่เหลือยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด และในการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือจ่ายเงินโดยด่วน โดยกำหนดว่าลูกจ้างที่ยื่นคำร้องเรียบร้อยแล้วจะได้รับเงินภายในวันที่ 27 มกราคม 2568 ส่วนสำนักงานประกันสังคม จ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานให้ลูกจ้าง 769 ราย ส่วนอีก 62 ราย ยังไม่ได้ยื่นคำขอ ขณะที่กรมการจัดหางาน ได้จัดหางานให้ลูกจ้าง 80 ราย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างรองรับงานใหม่

ส่วนสถานะของบริษัท มีการทำหนังสือชี้แจงแทนการมาให้ข้อเท็จจริง ว่า บริษัทประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เจ้าหนี้สถาบันการเงิน 3 แห่ง ยื่นฟ้องล้มละลาย และศาลมีคำสั่งไม่รับแผนฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงมีผลทำให้บริษัทไม่สามารถจัดการทรัพย์สินใด ๆ ได้ โดยลูกจ้างมีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท

คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ว่า ในกรณีที่ลูกจ้างจำนวนมากได้รับผลกระทบ หน่วยงานของรัฐควรมีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่น เหมาะสม และรวดเร็ว ส่วนการดำเนินการร้องทุกข์ในคดีอาญาโดยรัฐ หากรอให้ทุกรายดำเนินการร้องทุกข์จะล่าช้า ดังนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและหากสถานประกอบการบอกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เจ้าพนักงานตรวจแรงงานควรรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการร้องทุกข์เอง เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงต่อการโอนย้ายหรือถ่ายเททรัพย์สินของนายจ้าง  นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการยื่นคำร้อง คร.7 ควรเชื่อมโยงข้อมูลลูกจ้างจากฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม ลดภาระในการกรอกแบบคำร้องและลดขั้นตอนทางเอกสาร โดยสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ในข้อบังคับตามอำนาจของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ส่วนการแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มอำนาจเจ้าพนักงานตรวจแรงงานให้สามารถช่วยเหลือลูกจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายการจัดลำดับบุริมสิทธิของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลาย ควรกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิพิเศษในการได้รับเงินชดเชยก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่น เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างให้มีหลักประกันที่มั่นคง

ด้านนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายเสนอแนะต่อรายงานว่า ที่ผ่านมาเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันมักจะได้รับสิทธิในการชดใช้หนี้คืนก่อน โดยกฎหมายไทยมองข้ามสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ แรงงาน ที่สมควรจะได้รับบุริมสิทธิยิ่งกว่าเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมหรือไม่ ทำให้ระบบกฎหมายของเราแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะคุ้มครองแรงงานได้เป็นอย่างดี มีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองแรงงานที่ดี จึงจำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายลำดับบุริมสิทธิให้แรงงานมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน นอกจากนี้ การทำประกันคุ้มครองแรงงานกรณีสถานประกอบการปิดกิจการ รัฐบาลต้องวางแผนเตรียมการเอาไว้ก่อน ยกตัวอย่างที่เห็นขณะนี้ คือ บรรดาเครื่องบินหรือเรือบรรทุกสินค้าต่าง ๆ ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่มีเครื่องบินหรือเรือเดินทะเลลำไหนที่ไม่ซื้อประกันวินาศภัย ที่ไม่ครอบคลุมแบบ Total loss หมายความว่าหากเครื่องบินตกหรือเรืออับปาง เรือถูกโจรสลัด ก็จะมีคนรับผิดชอบ แล้วเหตุใดบรรดาธุรกิจต่าง ๆ จึงไม่เตรียมการรองรับเช่นนี้บ้าง ดังนั้น ตนจึงเสนอเป็นข้อคิดเพิ่มเติม เพื่อทำให้แรงงานของประเทศได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 17/3/2569

เลื่อนบังคับใช้ประกาศชั่วโมงทำงานพยาบาล 2569 เพื่อศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน

สภาการพยาบาล ออกประกาศเรื่อง มติที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาล ชุดที่ 11 เกี่ยวกับประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2569 ตามที่ สภาการพยาบาล โดยคณะกรรมการสภาการพยาบาล ชุดที่ 10 วาระ พ.ศ.2565-2569 ในการประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาล ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 16 ก.พ.2569

ได้ออกประกาศ เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 61 ง เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 โดยประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.2569 เป็นต้นไป) นั้น

ในการนี้ คณะกรรมการสภาการพยาบาล ชุดที่ 11 วาระ พ.ศ.2569-2573 พิจารณาและมีมติในการประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาล ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ให้เลื่อนวันบังคับใช้ประกาศสภาการพยาบาล เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ.2569 ออกไปก่อน เพื่อให้คณะกรรมการสภาการพยาบาล ชุดที่ 11 ได้มีเวลาศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น

พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาการพยาบาล เพื่อประกอบการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อการจัดทำประกาศ เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัยฉบับใหม่ต่อไป จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ที่มา: Thai PBS, 17/3/2569

บอร์ดค่าจ้าง ยังไม่เคาะปรับขึ้น "ค่าจ้างขั้นต่ำ" รอบใหม่

หลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ครั้งที่ 3/2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายภาครัฐ มีมติเป็นเอกฉันท์ ยังไม่พิจารณาการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้ เนื่องจากยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ต่อเนื่อง ก็ไม่อยากให้แรงงานคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ระหว่างนี้ กระทรวงแรงงานจะรวบรวมข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับพื้นที่และระดับจังหวัด เพื่อจะนำมาใช้ในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งต่อไป หากสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะที่คณะกรรมฝ่ายนายจ้าง สะท้อนเรื่องราคาต้นทุนต่อที่ประชุม โดยเฉพาะเรื่องสภาวะของเชื้อเพลิงและพลังงาน และประเด็นปัญหาในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้กระทรวงแรงงานรวบรวมเสนอทางรัฐบาลต่อไป เช่น การลดภาระต้นทุน /มาตรการทางภาษี หรือการส่งออกที่บางพื้นที่อาจจะมีปัญหา ซึ่งผู้แทนกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่ากำลังออกนโยบายต่าง ๆ และเชื่อว่าวันนี้ที่ประชุมครม. น่าจะมีนโยบายบางอย่างออกมาช่วยเหลือ โดยการประชุมบอร์ดค่าจ้างครั้งต่อไป จะจัดขึ้นวันที่ 21 เม.ย.นี้

นายวีรสุข แก้วบุญปัน กรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการทยอยปรับขึ้นของราคาสินค้าในตลาดหลายรายการ หลังเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเชื่อว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าเป็นห่วงโซ่ ผลที่ตามมาคือแรงงานต้องแบกรับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางค่าจ้างขั้นต่ำที่ยังไม่มีการปรับมาเกือบ 1 ปี

สำหรับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับไปล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 ที่ผ่านมา ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน ยังคงอยู่ที่ 337-400 บาท

ที่มา: Thai PBS, 17/3/2569

สธ.กำชับ ผอ.รพ.สังกัดทั่วประเทศ ห้ามการบังคับ “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง”

จากกรณีที่พยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย ออกมารวมตัวกันเรียกร้องหน้าโรงพยาบาลคัดค้านการปรับตารางเวรใหม่ หรือเวรพยาบาล 12 ชั่วโมง เพราะกระทบทำให้ภาระงานหนักขึ้น ไร้เวลาพักผ่อน ส่งผลต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน และส่งจะผลต่อการบริการประชาชนนั้น

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณี เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง หลัง กองการพยาบาล นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนพยาบาล แม้ที่ผ่านมาจะรับพยาบาลจบใหม่เข้ามาทำงานใหม่ แต่ส่วนหนึ่งพยาบาลก็จะลาออกไปเอกชน ซึ่งแนวทางหนึ่ง คือ เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง มีการดำเนินการแล้ว ที่รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม และ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์  ทั้งนี้ พบว่า การปฏิบัติงานของ 2 รพ.มีการจัดเวร 12 ชั่วโมงในบางวอร์ด แต่ไม่มีระเบียบรองรับ โดยเฉพาะค่าตอบแทน ทางกระทรวงฯ จึงให้ผู้ตรวจฯทั้ง 2 พื้นที่หาแนวทางจัดระเบียบรองรับให้ถูกต้อง

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือพักยาวขึ้น แต่ข้อเสียทำให้เหนื่อย เพราะขึ้นเวรยาว 12 ชั่วโมง หากอยู่วอร์ดทำงานหนักตลอดก็จะไม่ไหว แต่บางวอร์ดสามารถทำได้ พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้เป็นความสมัครใจ ทั้งนี้ ได้ให้ไปดูเรื่องระเบียบก่อนว่า จะทำอย่างไรได้บ้างหากต้องขึ้นเวร 12 ชั่วโมง กรณีคนที่สมัครใจ จะมีระเบียบอย่างไร ค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมายังไม่มี ใช้วิธีนับชั่วโมงกัน ดังนั้น ต้องทำเรื่องระเบียบให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะมีแนวทางเรื่องการเบิกค่าตอบแทนที่ถูกระเบียบ ไม่ใช่สั่งการ ไม่ได้มีการบังคับ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า การปรับเวรพยาบาล จะต้องไม่เสียประโยชน์และค่าตอบแทนต้องไม่ลดลง

ที่มา: NBT Connext, 17/3/2569

20 ลูกเรือ 'มยุรีนารี' จากโอมานเดินทางถึงไทยแล้ว

วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 06.45 น. นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล และนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ให้การต้อนรับลูกเรือไทยทั้ง 20 คน ที่เดินทางกลับจากโอมาน โดยทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เข้าต้อนรับดูแลอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

ด้าน นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทเจ้าของเรือในเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือจะได้รับ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัทเจ้าของเรือเป็นอย่างดี ในด้านสิทธิประโยชน์ ลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการทำงานในพื้นที่สงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ พร้อมทั้งได้รับการชดเชยทรัพย์สินส่วนตัวที่สูญเสียจากเหตุการณ์ ดังกล่าว ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้าปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

ทั้งนี้ ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทยบริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสมโดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพเพื่อดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือโดยผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 16/3/2569

บุคลากรแพทย์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน "เวร 12 ชั่วโมง" ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์

เช้าวันที่ 16 มีนาคม 2569 บริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืนพร้อมชูป้ายข้อความเพื่อคัดค้านนโยบายการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง

สำหรับการออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอส่วนกลางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพียงทางเลือก แต่กลุ่มบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานด่านหน้า เผชิญความตึงเครียดและต้องดูแลชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า การทำงานติดต่อกันยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

โดยบรรยากาศการรวมตัวเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีป้ายข้อความที่สื่อถึงความอัดอั้นและภาระที่หนักอึ้ง เช่น "คืนคุณภาพชีวิตให้พยาบาล บุคลากรหน้างานจะไม่ทน", "12 ชม. ไม่ได้ลด burnout แต่เพิ่มภาระ", "โปรดช่วยรับฟังความคิดเห็นของ 'ผู้ปฏิบัติงาน'", "เวร 12 ชม. มีผลต่อครอบครัว" และประโยคที่สะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือ "ลด Burnout คนไม่ใช่หุ่นยนต์"

ทั้งนี้กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจึงขอส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง ให้โปรดพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นของ "คนหน้างาน" อย่างแท้จริง พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกในการบริหารจัดการอัตรากำลังที่เหมาะสม เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากรทางการแพทย์

ที่มา: สวท.เชียงราย, 16/3/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising