Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“บางคนเขาบอกมีสายขาว-สายดำ ของพี่เรียกสายเทา มันต่างกับขาวกับดำ ดำก็สกปรก คือแบบสกปรกเลย พิเรนทร์ แบบประมาณว่าถ้าเอาให้ผัวรักผัวหลงต้องเอาน้ำประจำเดือนให้ผัวกิน อย่างนี้คือดำ แต่เราไม่ถึงขนาดนั้น เราแค่เทา ส่วนขาวคือขาวบริสุทธิ์ เขาจะไม่ทำเรื่องเพศ สายเทาเราทำมั่งไม่ทำมั่ง แต่เดี๋ยวนะ สายขาวมันไม่มีจริงหรอก มันแค่พูดให้ตัวเองไม่สกปรกไง แค่ยกตัวเองให้ดี ให้ดูมีสง่า”

“งั้นเรียกสายชมพูได้มั้ยพี่”

“เออ เรียกอย่างนั้นก็ได้ ใช่เลย ขาวอมชมพูเลย”


บรรยากาศยามค่ำที่เริ่มคึกคักในซอยแห่งหนึ่งของพัทยาที่มีทั้งร้านนวด ผู้ค้าบริการ และนักท่องเที่ยว ที่มาภาพ: ณีรนุช แมลงภู่

โฆษณา - Advertising

พี่นัท เจ้าของร้านนวดเล็กๆ ในพัทยาให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนอย่างออกรส เสียงหัวเราะของเธอเคล้ากับจังหวะครึกครื้นและเสียงตะโกน “มาสสาจเว้ลคั่ม” ของหมอนวดในสังกัดที่ต่างก็หวังว่าลูกค้าจะซื้อบริการที่มากไปกว่าการนวด ไม่ยี่หระต่อสายตาที่มองพวกเธอเป็นเพียงสินค้า ขวดเบียร์ทั้งที่ยังไม่เปิดและที่เป็นขวดเปล่าวางอยู่ใกล้พอให้มือเอื้อมถึง ดื่มไปคุยกับเพื่อนร่วมงานไป ย้อมใจให้สนุกกับค่ำคืนอันยาวนานที่ไม่รู้จะจบลงด้วยรายได้สักกี่บาท ตลาดเพศพาณิชย์ในพัทยามีการแข่งขันสูง มีผู้ค้าบริการรอขายอยู่ทุกตรอกซอกซอยและใต้ต้นมะพร้าวริมหาด แต่พี่นัทก็ทำงานอย่างไม่กังวล เธอเล่าว่าลายสักน้ำมันแม่โกยและกามสูตรที่มองไม่เห็นบนต้นขาทั้งสองของเธอเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทำงานอย่างมั่นใจ

“สักแม่โกยแล้วสวยขึ้นมาทันทีเลยจากที่ไม่สวยเลยน่ะ แล้วทีนี้มาสักข้างขวากามสูตร คือจบสูตรทุกอย่างเรื่องเซ็กซ์ มันรู้สึกดี เราออกไป เราเหมือนเป็นนางฟ้า ผู้ชายเห็นจะต้องอยากได้เราน่ะ ทำงานมีความสุขขึ้น”

การทำพิธีกรรมเสริมเสน่ห์ให้เป็นที่รักหรือเสริมเมตตามหานิยมเป็นปฏิบัติการทางศาสนาในสังคมไทยที่เป็นที่รับรู้และมีอยู่ทั่วไป เจ้าพิธีและพระที่รับทำพิธีกรรมเหล่านี้ก็มีมากมาย มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ผู้มีศรัทธาเชื่อว่าบูชาแล้วจะช่วยเรื่องเมตตามหานิยมและความรัก วลี การงาน การเงิน ความรัก สะท้อนความต้องการสั้นกระชับของผู้ที่นิยมศาสนามวลชน (popular Buddhism) ทั้งนักวิชาการและนักวิจารณ์สังคมมองว่าเป็นศาสนาเพื่อความมั่งคั่ง (prosperity religion) หรือเป็นการทำให้ศาสนาเป็นสินค้าที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม แม้พิธีกรรมเสริมเสน่ห์จะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ก็ถูกมองในแง่ลบว่าเป็นสิ่งงมงาย เป็นการส่งเสริมกิเลสความปรารถนาที่แปลกแยกจากศีลธรรมแบบพุทธศาสนากระแสหลัก ดังที่พระมหาสมชาย ฐานวุโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้อธิบายไว้ว่า การเข้าไปยุ่งกับสิ่งเหล่านี้จะเป็นกรรมที่ทำให้ติดอยู่ในความลุ่มหลง และจะทำให้เหินห่างจากพระรัตนตรัย[1]

งานศึกษาด้านศาสนากับเพศภาวะได้ชี้ให้เห็นว่าเพศวิถีนั้นเป็นพื้นที่สำคัญที่ศีลธรรมความเชื่อจะเข้ามาควบคุมและให้ความหมายว่าเพศวิถีแบบใดคือบรรทัดฐาน ขณะเดียวกันก็กีดกันเพศวิถีแบบที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานดังกล่าว ในบางศาสนา เช่นศาสนาคริสต์ ความปรารถนาทางเพศที่เป็นไปเพื่อความสุขโดยไม่ทำให้มีลูกนั้นเป็นบาป[2] ความศักดิ์สิทธิ์แบบคำสอนทางพุทธศาสนาเองก็ตั้งอยู่บนการให้คุณค่ากับการรักษาพรหมจรรย์ โดยความปรารถนาทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดต่อกาสาวพัสตร์ เพราะสามารถขัดขวางไม่ให้พระอยู่บนเส้นทางแห่งการหลุดพ้นได้[3] อนึ่ง ที่ผ่านมามีงานศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนาและเพศภาวะอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนมากเป็นการวิเคราะห์สถานะของผู้หญิงและคนข้ามเพศในพุทธศาสนา ทั้งพุทธกระแสหลักที่มุ่งการหลุดพ้น และพุทธศาสนามวลชนที่ตอบสนองความต้องการทางโลก[4] แต่ไม่มีงานศึกษาที่มุ่งทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางพุทธศาสนากับอารมณ์ความปรารถนาทางเพศหรือความรักใคร่อย่างจริงจัง ผู้เขียนเห็นว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจุดยืนของศาสนาพุทธต่อความปรารถนาทางเพศดังที่กล่าวไปแล้ว

โฆษณา - Advertising

พิธีกรรมเสริมเสน่ห์นั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจในแง่ลบเพราะขัดต่อเป้าหมายของพุทธศาสนากระแสหลักแล้ว ก็ยังมักผูกโยงกับความเป็นหญิงด้วย งานศึกษาของ พิทักษ์ ศิริวงศ์ และคนอื่นๆ[5] เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้มาใช้บริการหมอทำเสน่ห์ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เข้ามาทำพิธีส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีอาชีพค้าบริการทางเพศ เรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำเสน่ห์ให้สามีรัก หรือเพื่อแย่งชายคนรักของผู้หญิงอื่นๆ ก็มีอยู่ทั่วไปทั้งในละครโทรทัศน์ เช่น เรื่อง กรงกรรม (2563) หรือในเรื่องเล่าตามโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่นกระทู้เรื่อง เวรกรรมของคนเล่นของ[6]เป็นต้น วิฬาร์ ลิขิต ได้วิเคราะห์การทำเสน่ห์ในวรรณกรรมไทยและชี้ว่าส่วนมากเป็นตัวละครหญิงที่ทำเสน่ห์เพื่อมัดใจชาย ภาพแทนดังกล่าวสะท้อนว่าผู้หญิงยังตกอยู่ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่จึงทำให้ต้องการความรักจากผู้ชาย[7] การเชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับอารมณ์รักหลงนี้ ก็สอดคล้องกับคำสอนทางพุทธศาสนาที่สร้างความชอบธรรมให้กับสถานะที่สูงกว่าของผู้ชายโดยการโยงเพศชายเข้ากับศีลธรรมและความหนักแน่นไม่อ่อนไหวง่าย[8] ดังนั้น พิธีกรรมเสริมเสน่ห์ซึ่งเป็นชายขอบของพุทธศาสนากระแสหลักก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นหญิง ผู้หญิงที่มีความเชื่อดังกล่าวจึงกลายเป็นชายขอบของความเป็นหญิงที่ดีตามคำสอนทางพุทธศาสนา

ในรายงานนี้ ต้องการนำเสนอเสียงของปรากฏการณ์ทางศาสนาที่มีความปรารถนาของผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง โดยผู้รายงานได้ทำวิจัยภาคสนามที่เมืองพัทยาซึ่งเป็นพื้นที่เพศพาณิชย์สำคัญ มีผู้ค้าบริการทางเพศอยู่เป็นจำนวนมากที่ใช้พิธีกรรมและเครื่องรางของขลังเสริมเสน่ห์ ตลอดจนมีสำนักของเจ้าพิธีเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก โดยได้ใช้เวลาทั้งสังเกตการณ์และสัมภาษณ์พูดคุยกับหญิงค้าบริการเกี่ยวกับการใช้พิธีกรรมเสริมเสน่ห์และเรื่องราวชีวิตของพวกเธอ และมีข้อเสนอว่า การใช้มนตราเสริมเสน่ห์ให้ตัวเองเป็นที่รักหลงนั้น เป็นปริมณฑลของการใช้อำนาจกระทำการ (mode of agency) หนึ่งของผู้หญิงในบริบทที่ความรักความปรารถนาไม่ใช่เพียงความต้องการทางกายและใจเท่านั้น แต่เป็นมิติหนึ่งของวิถีชีวิตที่ความปรารถนาทางเพศเป็นสินค้า มีการต่อรองความหมายทางศีลธรรมกับวิถีปฏิบัติทางศาสนาเหล่านี้ ไสยศาสตร์แห่งความปรารถนามิได้เป็นสิ่งสะท้อนอำนาจชายเป็นใหญ่หรือความงมงาย แต่เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับความท้าทายในชีวิต และนำความเป็นองค์ประธานกลับสู่เนื้อตัวและใจของผู้หญิงเอง

มนตรา กายา และอำนาจกระทำการของผู้หญิง

“เมื่อก่อนอยู่กับสามี แล้วทีนี้มันจน มันลำบาก มันไม่มีจะกิน ลูกจะกินนมกล่อง 10 บาท ก็ยังไม่มีเงินซื้อ เลิกกับสามีได้เดือนนึง ไปดูไบ 2 ปี ไปทำงาน คือเราไปขายตัวนี่แหละ คำว่านวดมันไม่มีจริงหรอกต่างประเทศ ไปอยู่ที่นั่น 2 ปี คือโดนสารพัด ติดผู้ชายแขกขาว มันน่าจะต้องมีของนะเราถึงหลงขนาดนั้น ก็หาเงินให้มัน เป็นฟรีแลนซ์ละ พาผู้ชายมา บางทีก็ไปกับผู้ชาย แต่ผู้ชายดูไบมันร้าย บางทีมันเอาเราไปไม่จ่ายตังค์เรา เคยโดนผู้ชายรุม ผู้ชายปากีสถาน มารับเราคิดว่าเขามาคนเดียวนะ แต่ไม่เลยพอขึ้นไปบนรถ  3 คน แต่เราก็ยังฟังไม่เก่งตอนนั้น ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย บางทีนะ ยังโดนผู้ชายเอาไปข่มขืนที่กลางทะเลทราย โดนทิ้งที่กลางทะเลทรายก็มี คือชีวิตเรามันผ่านอะไรมาเยอะแล้วอาจารย์”

“ก่อนหน้านี้หนูไปต่างประเทศมาอยู่ที่ประเทศจีนค่ะ เขาจ้างไปแต่งงาน เราก็อยากได้เงินเราก็ไป ทีนี้พอไป เราก็โดนหลาย ๆ อย่าง โดนทำร้าย เป็นเหมือนทาสเลย แจ้งทางการไทยเขาก็ไม่ช่วย หนูก็ติดต่อแม่ แม่ก็หาของเขมรน่ะพี่ ก็ใช้รูปเขา แม่ก็ไปทำของให้ที่เขมร ให้ผู้ชายคนนี้เลิกยุ่งกับเรา พอทำไป ได้ผลเลย ตอนแรกผู้ชายจับตาเราไม่ปล่อยเลย พอหลังจากไปทำปุ๊บผู้ชายเริ่มห่างไม่สนใจหนูเลย คือปกติเขาจะมีการทำให้คนรักนะ แต่หนูทำให้คนเกลียด ทำให้ผู้ชายคนนี้เกลียดเราเพราะว่าเราไม่ชอบเขา สุดท้ายเขายอมปล่อยให้กลับบ้านวันแม่ หนูก็เลยรอดมาได้”

โฆษณา - Advertising

พี่นัทและน้องปอนด์เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาของเธอก่อนที่จะมาหางานทำที่พัทยา ทั้งพี่นัทและน้องปอนด์เล่าว่าตอนแรกยังไม่รู้เรื่องการการสักหรือการมูเสริมเสน่ห์ แต่เห็นว่าคนที่มีลูกค้าเยอะต่างก็ทำกัน ทั้งสองคนจึงเข้าวงการไสยศาสตร์แห่งความรักความหลง เรื่องราวของทั้งคู่แม้จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัว แต่ก็คล้ายคลึงกับเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่เป็นหญิงค้าบริการทางเพศคนอื่นๆ โดยทั้งหมดต่างเคยเผชิญกับภาวะเปราะบาง ไม่มีทางเลือกและทางออกในชีวิตจนมาทำอาชีพค้าบริการทางเพศ มนตราที่ควบคุมความลุ่มหลงของเพศตรงข้ามที่เข้ามาหาพวกเธอก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเธอดึงอำนาจกลับมาอยู่ที่ตัวเองอีกครั้ง อำนาจที่ได้จากเครื่องรางของขลังและพิธีกรรมเสริมเสน่ห์นั้นยังเป็นอำนาจที่สวมกายา (embodied) ติดอยู่กับเนื้อตัวของผู้ใช้ รู้สึกได้จากร่างกาย มิใช่เพียงในความคิด ดังที่พี่นัทเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่สักแม่โกยและสักกามสูตร โดยเป็นการสักน้ำมันซึ่งไม่ใช่หมึก ทำให้ไม่มีลายสักบนร่างกายให้เห็น แต่ก็รู้สึกได้

“สักเสร็จแล้วจะเล่าให้ฟังนี่ พอสักเสร็จจนถึงวันพระ ทุก 15 ค่ำน่ะ มันรู้สึกกระตุ้นน่ะ เอ้าพูดตรงๆ เรามีความอยาก คนเห็นว่าเราสวยก็เข้ามา ที่หล่อๆ ก็มี เราเลือกได้ ทำงานมีแต่ความสนุก”

ประสบการณ์ของน้องปอนด์ในการทำงานนวดและขายบริการก่อนการใช้มนต์เสริมเสน่ห์และหลังจากที่ได้ไปทำพิธีกรรมมาแล้ว ก็แสดงให้เห็นความรู้สึกต่อร่างกายที่เปลี่ยนไปของเธอเช่นกัน น้องปอนด์เล่าว่า ตอนมาทำงานนี้ใหม่ๆ เธอว่างมาก ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่คนอื่นๆ ในร้านกลับมีคนมารัก มาติดพัน น้องปอนด์ยอมรับว่าอิจฉา เพราะเธอก็จัดว่าหน้าตาดี แต่ก็ไม่มีผู้ชายมาสนใจ เธอจึงตัดสินใจไปลงสาลิกาลิ้นทองและนะหน้าทอง

“เขาก็เอาเข็มจิ้มลงในน้ำมันขวดน้อยๆ แล้วมาจิ้มที่หน้าผากเรา แล้วก็เอาแผ่นทองมาแปะที่แก้มทั้งสองฝั่ง แล้วก็ที่ไหล่ซ้ายขวา แล้วก็ให้เราแลบลิ้น แตะที่ลิ้นเราอีกหนึ่งแล้วก็ทำเหมือนสัก ท่องคาถาไประหว่างทำ ลงมันไปในลิ้นเรา แล้วก็ที่ฟัน เขาก็เอาแผ่นทองจิ้มเข้าไปในฟันค่ะ ทำแล้วนะ หนูรู้สึกตัวเบา เหมือนมันโล่งไปทุกอย่าง เป็นอีกคนเลย”

โฆษณา - Advertising

ความโล่งเบาที่เกิดขึ้นนั้น น้องปอนด์อธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นความมั่นใจว่าต่อไปชีวิตต้องดีขึ้น และคนจะต้องมาชอบ น้องปอนด์บอกว่าตัวเองยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับลูกค้า และกล้าที่จะคุยกับลูกค้ามากขึ้น มีเสน่ห์ดึงดูดมากขึ้น มีความพยายามจะแต่งหน้าแต่งตัวให้ดูสวยมากขึ้น ก็มีลูกค้าเข้ามามากขึ้นจริงๆ จากที่ไม่มีอะไรทำ น้องปอนด์ก็มีลูกค้าวันหนึ่งสี่ห้าคน ก็ทำให้ทำงานได้เงินมากขึ้น ความสามารถในการเจรจาให้เป็นที่รักยังทำให้เธอทำงานเสริมด้วยการเป็นคนคุยผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ต่างๆ น้องปอนด์บอกว่าเป็นงานที่ดี ต้องรู้จักคุยให้ผู้ชายหลง แล้วพวกเขาก็จะให้เงินอย่างไม่ยากเย็นอะไร

แม้ว่ามนต์เสน่ห์นั้นมุ่งควบคุมความรักความปรารถนาของผู้อื่นที่มีต่อผู้ที่ใช้มนต์เหล่านั้น แต่เมื่อถามถึงเรื่องความรักกับพวกเธอ พวกเธอกลับบอกว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด พวกเธอต้องการให้มีลูกค้าชาวต่างชาติมารักหลงมากพอจนมารับเลี้ยงดูพวกเธอ แต่พวกเธอนั้นไม่คิดจะผูกมัดตัวเองด้วยการรักหลงผู้ชายที่มาเลี้ยงดูแต่อย่างใด พวกเธอเคยผ่านประสบการณ์ความรักกับคู่ครองคนก่อนๆ ที่เลิกรากันไป ผ่านความเจ็บปวด และในตอนนี้ ก็ไม่คิดว่าการรักใครนั้นสำคัญอีกแล้ว น้องปอนด์เล่าถึงความรักกับแฟนคนแรกว่า

“เราก็รักแฟนมากนะ แต่ตอนท้อง ก็โดนแฟนนอกใจค่ะ เขาก็รุนแรงด้วย เขานอกใจเราแต่ก็ขี้หึงด้วย ชอบตีเราอย่างนี้ พอโดนเยอะๆ เข้าก็ไม่อยากอยู่กับเขาแล้ว ทั้งที่ตอนแรกก็ไม่อยากเลิก เพราะมีลูก”

ในตอนนี้ น้องปอนด์ก็เหมือนกับผู้หญิงที่ต้องการหาสามีฝรั่งคนอื่นๆ คือต้องการการเลี้ยงดูที่ยินดีจะสนับสนุนลูกๆ ของพวกเธอด้วยมากกว่าการมีความรักจริงๆ พี่นัทซึ่งมีคนรักชาวต่างชาติหลายคนคอยสนับสนุน บอกกับผู้เขียนว่า

โฆษณา - Advertising

“ความรักน่ะ เราจะไปติดกับคนคนเดียวไม่ดี ไม่ต้องรู้สึกรักกับใคร แต่ให้คนมารักเรามากๆ ดีกว่า แบบแรกเราจะเสียเงิน แบบหลังเราได้เงินสบายๆ”

เฉดสีของไสยกับการต่อรองทางศีลธรรม


ภาพศาลเจ้าพ่อเกศงามที่ตั้งอยู่ ณ ชายหาดพัทยา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ค้าบริการมักมาสักการะบูชาเพื่อให้ได้ลูกค้า ที่มาภาพ: ณีรนุช แมลงภู่

ไสยศาสตร์โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความหลงเช่นการเสริมเสน่ห์และทำเสน่ห์นั้นมักถูกมองในเชิงลบทางศีลธรรมแบบพุทธศาสนา หญิงที่มีอาชีพขายบริการเองก็เป็นผู้หญิงที่เป็นชายขอบทางศีลธรรมในสังคมไทย การนิยามว่ามนต์เสน่ห์ชนิดใดเป็น สายขาว หรือ สายดำ ซึ่งหมายถึงการเป็นไสยศาสตร์ที่ดีหรือไม่ดีนั้น มีนัยของการช่วงชิงความหมายทางศีลธรรม ในเว็บไซต์โฆษณาของอาจารย์ต่างๆ ที่รับทำพิธีกรรมเหล่านี้ ก็มักมีการบอกว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นไสยศาสตร์สายขาว ขณะที่บางสำนักก็มีการบอกตรงๆ ว่าเป็นสายดำ ผู้ให้ข้อมูลที่ผู้เขียนได้พูดคุยด้วยก็อธิบายมนตราที่พวกเธอใช้ด้วยกรอบคิดเรื่องสายขาว-สายดำเช่นกัน

ผู้เขียนได้พยายามหาคำนิยามโดยทั่วไปของความเป็นสายขาวหรือสายดำ แต่ก็ไม่มีความชัดเจนเท่าใดนักและมีการตีความหลายแบบ เท่าที่พบเห็นตามสื่อออนไลน์ การทำไสยศาสตร์สายขาวนั้นจะไม่ใช้อำนาจภูติผี เป็นการใช้อำนาจพุทธคุณ หรืออำนาจเทพ ขณะที่สายดำนั้นเป็นตรงกันข้าม ไสยศาสตร์สายขาวจึงมีความปลอดภัย ไม่เข้าตัว ส่วนคำอธิบายอีกชุดอธิบายว่า สายขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ไม่ได้ทำเพื่อเบียดเบียนใคร ขณะที่สายดำนั้น เป็นการบังคับควบคุมคนอื่น ภายใต้กรอบคิดนี้ การทำเสน่ห์ก็น่าจะถูกจัดว่าเป็นไสยศาสตร์สายดำ แต่ก็มีคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้ใช้ว่า หากเป็นการเสริมเสน่ห์ที่ตัวเอง ทำให้ตัวเองมีเสน่ห์ ก็เป็นสายขาว แต่ถ้าเป็นการทำให้คนอื่นลุ่มหลง ทำของใส่คนอื่น ไม่ใช่ทำให้ตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าเป็นสายดำ ขณะที่บางคนก็มองว่าเส้นแบ่งนั้นไม่มีจริง จึงเรียกว่าเป็นสายเทา คำอธิบายเกี่ยวกับมนต์เสริมเสน่ห์ที่ผู้ให้ข้อมูลได้อธิบายให้ผู้เขียนฟังก็แสดงให้เห็นโลกทัศน์ของพวกเธอกับการหาพื้นที่ทางศีลธรรมให้ตนเองแม้จะมีวิถีชีวิตที่เป็นชายขอบทางศีลธรรมของสังคมพุทธ

นอกจากการอธิบายด้วยเฉดสี ขาว เทา ดำ แล้ว การต่อรองทางศีลธรรมของพวกเธอกับศีลธรรมแบบพุทธกระแสหลักก็ยังเห็นได้จากการอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังจากที่ได้ทำพิธีกรรมเสริมเสน่ห์มาแล้ว ขณะเดียวกัน เหล่าอาจารย์ผู้ทำพิธี ทั้งที่เป็นพระและฆราวาส ต่างก็ไม่ตั้งตนเป็นผู้ตัดสินวิถีชีวิตของเหล่าหญิงขายบริการด้วยศีลธรรมแบบพุทธกระแสหลัก ในการปฏิบัติตัวหลังจากทำพิธีแล้วมักมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามกินเหล้าแก้วเดียวกับผู้อื่น ห้ามเดินลอดราวที่แขวนของต่ำ เช่นกางเกงชั้นใน ห้ามอาเจียนในชักโครก และมีข้อห้ามอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งการไม่ผิดศีลห้า แต่ผู้ให้ข้อมูลทุกท่านต่างก็บอกว่าทำไม่ได้ เพราะไม่เข้ากับวิถีชีวิตจริงๆ ของพวกเธอ ดังที่ผู้ให้ข้อมูลท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์

“ไปผิดลูกเมียเขา ไปคุยกับคนมีลูกมีเมียแล้ว ในพุทธศาสนา มันก็ผิดศีลไง แต่เราทำเพื่อปากท้อง ถามว่าผิดศีลไหม คนปกติก็ทำไม่น่าทำได้หมดทุกข้อหรอก อย่าไปยึดติด ทำเฉพาะข้อที่เราทำได้ เรามาวงการสายดาร์คอย่างนี้ ทำไม่ได้ อย่างห้ามฆ่าสัตว์ ถ้าคนโรงฆ่าสัตว์เขาไม่ฆ่า อีกร้อยคนจะเอาอะไรกิน ที่เราทำทุกวันนี้ลูกเราครอบครัวเราก็มีกิน อันนี้มันคือความย้อนแย้งของคำสอน ดังนั้นถ้าเราจะเชื่ออะไร เราก็ต้องเชื่อบนมาตรฐานที่มันเข้ากับการใช้ชีวิตจริงๆ”

ไสยชมพูกับการเสริมสร้างอำนาจของหญิงค้าบริการทางเพศ

ไม่ต้องพยายาม ก็นั่งสวย ๆ ของเขามันดีไง บางวัน นั่งกินเหล้าอยู่หน้าร้าน ลูกน้องทำงาน มีผู้ชายปั่นจักรยานมาขอจูบตีนเฉยเลย ไอ้นั่นมันเป็นชาวเดนมาร์ก แล้วมันปั่นจักรยานมา แล้วมันก็จอด ฉันอยากจูบตีน ทีแรกมันก็จับตีนเราขึ้นไป ไปจับแล้วมันจะจูบ ไม่ได้ คนเยอะแยะ จูบไม่ได้ แล้วคนทั้งร้าน ลูกค้าก็นวดอยู่มองใช่ไหม แล้วมันน่าเกลียด มันบ้าไง เราเลยบอกว่าถ้าอยากได้ ก็จ่ายมา คือมันอาจจะไม่สู้ราคา แต่มันก็บอกว่ามันเซ็กซ์ดีนะ ทีนี้เราก็บอกว่า กู have money enough”

แม้พี่นัทจะกลับมาจากดูไบมาทำงานขายบริการเหมือนเดิมที่พัทยา แต่ความมั่นคงของชีวิตก็แตกต่างจากการทำงานที่ดูไบอย่างมาก เพศสัมพันธ์ที่ดูไบนั้นเป็นเพศสัมพันธ์ที่เธอไม่มีอำนาจควบคุมความปรารถนาของลูกค้าแต่อย่างใดเลย ต่างกับเพศสัมพันธ์กับลูกค้าหลังจากที่เธอได้ไปสักกามสูตรที่ต้นขาซึ่งนอกจากจะช่วยให้เธอทำงานอย่างมีความสุขขึ้นแล้ว การที่มีลูกค้าเข้ามาด้วยความรักความหลง ทำให้สามารถเลือกลูกค้า และเลือกได้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ที่ไหน รูปแบบใด สามารถตกลงกันได้ ซึ่งนำไปสู่ความปลอดภัย มีอำนาจในการกำหนดการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นกว่าสมัยที่ทำงานที่ดูไบ

การควบคุมความปรารถนาของผู้อื่นซึ่งรวมไปถึงการทำให้ผู้อื่นมีพฤติกรรมตามที่ผู้ใช้เครื่องรางและพิธีกรรมนี้ แม้อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดบาปตามหลักพุทธศาสนา แต่ก็มีผลในการนำอำนาจในการควบคุมชีวิตของตัวเองกลับคืนสู่ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ตกอยู่ในสภาวะเปราะบางไร้สิทธิ ในกรณีของพี่นัท เพศสัมพันธ์กับลูกค้าในปัจจุบันนั้นเป็นเพศสัมพันธ์ที่เธอเลือกได้ เพราะมีลูกค้ามากมาย เป็นเพศสัมพันธ์ที่เธอไม่ต้องฝืนใจ เธอมีคนรักหลักเป็นหนุ่มชาวเยอรมันที่พร้อมลงทุนทำธุรกิจให้ และตอนนี้เธอเป็นเจ้าของกิจการร้านนวดเอง อีกทั้งเพราะเลือกได้ทำให้ราคาค่าตัวของเธอสูง ทำให้ไม่ต้องทำงานหนักมากเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ได้เงินมาก ขณะเดียวกัน เพราะความรักความหลงที่คนรักมีให้ ก็ทำให้เขาอนุญาตให้พี่นัทมีคนที่คุยอีกมากมาย และผู้ชายเหล่านั้นพร้อมจะส่งเงินให้เธอเมื่อใดก็ตามที่เธอขอ

อำนาจกระทำการของผู้หญิงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นมาตรวัดเสรีภาพของผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงของนักสตรีนิยมที่ศึกษาศาสนานั้นให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างอำนาจของผู้หญิงโดยการต่อต้านบรรทัดฐานทางศาสนาแบบชายเป็นใหญ่ หรือปฏิบัติตามบรรทัดฐานของศาสนาจนสามารถเลื่อนสถานะ หรือมีความภาคภูมิใจในตนเองที่ได้เป็นผู้หญิงที่ดีตามหลักศาสนา เช่นการที่ผู้หญิงปฏิบัติธรรมขั้นสูงแล้วได้รับสถานะที่สูงในพุทธศาสนา กรณีการใช้พิธีกรรมและเครื่องรางของขลังเสริมเสน่ห์ของหญิงค้าบริการทางเพศนั้นทำให้เห็นศีลธรรมและอำนาจกระทำการของผู้หญิงที่ต่อรองทั้งกับบรรทัดฐานทางศีลธรรมและตลอดจนความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจและทางเพศ

หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยย่อยเรื่อง ‘ศาสนาผู้หญิง: สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ผัสสารมณ์ พุทธศาสนาและการต่อรองของผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบัน’ ภายใต้ชุดโครงการวิจัย ‘อัตภาวะ ความเป็นอื่น และการสร้างเสริมอำนาจ ’ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประเภททุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) โดยมี ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เป็นหัวหน้าโครงการ
 


อ้างอิง

[1] พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ThanavuddhoStoryOfficial. (2014, 8 ตุลาคม). 383 ธรรมะจับใจ | เสน่ห์ยาแฝด| 08-10-57 | ThanavuddhoStoryOfficial [วิดีโอ]. YouTube.

[2]Boisvert, Donald. L., & Daniel-Hughes, Carly. Eds. 2019. The Bloomsbury Reader in Religion, Sexuality, and Gender. London: The Bloomsbury Publishing.

[3] Gyatso, Janet. (2005). Sex. In The Bloomsbury Reader in Religion, Sexuality, and Gender. London: The Bloomsbury Publishing.

[4] Kabilsingh, Chatsuman. 1991. Thai women in Buddhism. Berkley, CA: Parallax Press.

Thaweesit, Suchada. 2004. "The fluidity of Thai women's gendered and sexual subjectivities." Culture, Health & Sexuality 6, no. 3 : 205-219.

Muecke, Marjorie. "Female sexuality in Thai discourses about maechii (‘lay nuns’)." culture, health & sexuality 6, no. 3 (2004): 221-238.

[5] http://www.mis.ms.su.ac.th/MISMS01/PDF02/31_20190712_05054_9.pdf

[6] https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&opi=89978449&url=https://pantip.com/topic/36383584&ved=2ahUKEwjCtNSvgp-RAxVSaPUHHc0KAWUQFnoECBsQAQ&usg=AOvVaw3dtu0VbWwV14E6tpsNaQlC

[7] วิฬาร์ ลิขิต. (2563, เมษายน 24). “ทำเสน่ห์” คุณไสยสะท้อนแนวคิดสังคมชายเป็นใหญ่. VOICE online. [Accessed from image, date of access not applicable as source is an image].

[8]Sponberg, Alan. 1992. "Attitudes toward women and the feminine in early Buddhism." Buddhism, sexuality, and gender : 3-36.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising