Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

9 เดือนแรกของปี 2567 หลังศาลสูงสุดของญี่ปุ่นตัดสินให้คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัดทำหมันมาก่อน พบว่ามีผู้เปลี่ยนเพศทางกฎหมายโดยไม่ผ่านการผ่าตัดมาก่อนรวมแล้วอย่างน้อย 33 ราย ในขณะที่ยังมีผู้มองว่ากระบวนการยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ชวนให้เลือกปฏิบัติ และไม่คำนึงถึงสิทธิในการกำหนดตัวเอง

ในญี่ปุ่นนับตั้งแต่เดือน มกราคม ถึง กันยายน 2567 มีบุคคลอย่างน้อย 33 รายสามารถเปลี่ยนแปลงเพศในทางกฎหมายโดยไม่ได้ผ่าตัดมาก่อน จากคนขอเปลี่ยนเพศทั้งหมด 790 รายภายในระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งข้อมูลนี้ถือเป็นข้อมูลการสำรวจเรื่องการเปลี่ยนเพศอย่างลงรายละเอียดเป็นชิ้นแรก นับตั้งแต่ที่ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นตัดสินให้เมื่อปีที่แล้ว (2566) ว่าการบังคับให้ต้องผ่าตัดทำหมันก่อนจะเปลี่ยนเพศได้นั้นถือเป็นเงื่อนไขที่ขัดหลักรัฐธรรมนูญ

ย้อนไปเมื่อเดือน ตุลาคม ของปี 2566 ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นตัดสินให้คนข้ามเพศในญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนแปลงเพศทางกฎหมายของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการผ่าตัดมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดเงื่อนไขหลายข้อให้ทำตามก่อนถึงจะเปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้รวมถึงการผ่าตัด แต่ในคำตัดสินของปีที่แล้วระบุว่า เงื่อนไขต้องผ่าตัดทำหมันคนข้ามเพศนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักการรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาตรา 13 ที่ระบุการันตีเสรีภาพส่วนบุคคลที่จะไม่ถูกล่วงล้ำร่างกายโดยไม่เป็นไปตามเจตจำนงของพวกเขา

ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลง กฎหมายญี่ปุ่นระบุเงื่อนไขให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพศสภาพจะต้องมีอายุ 18 ปี ขึ้นไป, ยังไม่แต่งงาน, ไม่มีลูกที่เป็นผู้เยาว์, "ไม่มีอวัยวะคัดหลั่งเพื่อสืบพันธุ์ หรืออวัยวะคัดหลั่งเพื่อสืบพันธุ์ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป" หรือก็คือเป็นหมัน, รวมถึงอีกเงื่อนไขหนึ่งคือ "มีร่างกายที่ดูแล้วมีอวัยวะเพศแบบเดียวกับอวัยวะเพศตรงข้าม" หรือก็คือต้องผ่าตัดแปลงเพศก่อน นอกจากนี้ยังต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์อย่างน้อย 2 รายว่ามีความทุกข์ใจในเพศสภาพของตนเอง

โฆษณา - Advertising

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้คนอย่างน้อย 10,000 รายในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนเพศทางกฎหมายของตนเองภายใต้เงื่อนไขนี้ แต่ก็มีมุมมองที่ว่าหลายเงื่อนไขเหล่านี้ก็เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของบุคคลข้ามเพศ จนนำมาซึ่งคำตัดสินของศาลดังกล่าวที่ให้ยกเลิกเงื่อนไขผ่าตัดทำหมันและเรียกร้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเงื่อนไขบังคับให้ต้องแปลงเพศก่อนถึงจะเปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้

หลังจากที่ศาลสูงสุดตัดสินเรื่องนี้ มีการส่งแจ้งเตือนไปยังศาลครอบครัวทั่วประเทศเพื่อใช้อ้างอิงสำหรับกระบวนการทางปกครอง มีการประมาณการว่าถ้าหากการอนุมัติเปลี่ยนเพศทางกฎหมายยังเป็นไปด้วยอัตราเร็วเท่าเดิม ก็จะมีผู้ได้รับการรับรองการเปลี่ยนเพศประมาณ 1,053 ราย สูงกว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ระหว่าง 600-900 ราย

มีบุคคลที่เปลี่ยนเพศทางกฎหมายในญี่ปุ่นโดยไม่ได้ผ่านการผ่าตัดบอกว่า กระบวนการที่ต้องทำคือการยื่นใบรับรองทางการแพทย์และเข้ารับการสัมภาษณ์โดยผู้พิพากษาโดยจะมีการอนุมัติประมาณ 6 เดือนหลังยื่นเรื่อง สิ่งที่ผู้พิพากษาถามคือรายละเอียดเกี่ยวกับความทุกข์ใจในเพศสภาพ, การเทคฮอร์โมน ซึ่งผู้พิพากษาบอกว่าการตัดสินอนุมัติเปลี่ยนเพศให้บุคคลที่ไม่ได้ผ่าตัดนั้น "ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากกว่า" คนที่ได้รับการผ่าตัด

ในแง่นี้อาจจะมองได้ว่า ญี่ปุ่นยังไม่ได้ให้การรับรองเพศสภาพอย่างเต็มที่ เพราะถึงแม้จะยกเลิกเงื่อนไขเรื่องการผ่าตัดแล้ว แต่ก็ยังนำเรื่องความทุกข์ใจในเพศสภาพ และการเทคฮอร์โมน มาร่วมพิจารณาการอนุมัติเปลี่ยนเพศ

โฆษณา - Advertising

กลุ่มสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล เคยแถลงชื่นชมอยู่ส่วนหนึ่ง ต่อการที่ศาลญี่ปุ่นยกเลิกข้อบังคับเรื่องการผ่าตัดทำหมัน แต่ก็มองว่ายังไม่ได้ให้สิทธิโดยตั้งอยู่บนฐานของสิทธิการกำหนดตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้แอมเนสตีแถลงว่าพวกเขาจะเรียกร้องต่อไปให้ญี่ปุ่นยกเลิกเงื่อนไขอื่นๆ อย่าง การวินิจฉัยทางจิตเวช, การผ่านกระบวนการทางการแพทย์อื่นๆ อย่างการผ่าตัดแปลงเพศ หรือเงื่อนไขในเชิงเลือกปฏิบัติแบบสถานะการแต่งงานหรือการมีลูก

แอมเนสตี มองว่า การรับรองเพศสภาพหรือเปลี่ยนเพศทางกฎหมายนั้นควรจะเป็นกระบวนการที่ "รวดเร็ว, เข้าถึงได้ และมีความโปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักการสิทธิในการกำหนดตัวเองของบุคคลนั้นๆ"

 

เรียบเรียงจาก

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising