นโยบายรัฐบาลอนุทิน ดันสร้างกำแพงชายแดน เร่งศึกษาหาทางเลิก MOU44 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลใช้ AI ในทุกเรื่อง ไม่มีพูดถึงเรื่องทำรัฐธรรมนูญูใหม่
9 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีขึ้นกล่าวแถลงนโยบายว่ารัฐบาลมีหลักการบริหาราชการแผ่นดินและยึดหลักการ 3 ประการคือ
- พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
- ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
จากนั้นอนุทินได้กล่าวถึงการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา และยกนโยบายที่ทำมาก่อนหน้านี้เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส แก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้อง อธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยว
อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามจัดการกับปัญหาที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและพลังงาน และเมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการโดยสมบูรณ์แล้วจะเร่งดำเนินการตามนโยบายใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จและเร่งจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรยจ่ายประจำปี 2570 ให้ออกมาบังคับใช้ทันตามปฏิทินงบประมาณ
นโยบายของรัฐบาลอนุทินตามที่มีอยู่ในคำแถลง
ด้านเศรษฐกิจ
- สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย เช่น การช่วยเหลือและแก้ปัญหานี้ ทำฐานข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกประเภทของสถาบันการเงิน เพื่อลดปัญหาหนี้สินและช่วยให้คนสามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ รวมถึงการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านต่างๆ ทั้งความรู้ด้านดิจิทัลและทางการเงิน ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ ด้วยการปรับปรุงกฎหมาย ให้แต้มต่อกับ SMEs จูงใจให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนา SMEs ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียม
- ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เช่น ส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและมียุทธศาสตร์ด้าน AI และทำให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ ปรับการส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ส่งเสริมคนไทยให้ไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดการนำเข้าเครื่องจักร ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยหรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง จากอุตสาหกรรมที่ไทยได้เปรียบอย่าง เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนร่วบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ สนับสนุนการออมและเข้าถึงโอกาสในตลาดทุน
- เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกและสร้างพันธมิตรการค้า โดยส่งเสิรมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของไทย ควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ผลักดันสินค้าและบริการของไทยเข้าเป็น่สวนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ จัดการกับปัญหานอมินีที่ตั้งขึ้นมาทำธุรกิจในไทย
- เปลี่ยนแปลงการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและน้ำด้วยการทำเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงการพัฒนา Big Data และ AI ในการวางแผนการผลิต พร้อมกับส่งเสิรมอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารไทยด้วบการทำให้องค์กรธุรกิจการเกษตรที่มีธรรมาภิบาล ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธสัญญาที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผุ้ประกอบาร
- ด้านการท่องเที่ยว จะออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวมาเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ต่อยอดธุรกิจและบริการในกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรมวิถีไทย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และกิจกรรมสันทนาการเช่นคอนเสิร์ต กีฬา รวมถึงทำให้พร้อมรองรับคนต่างชาติที่มีรูปแบบการทำงานที่ไหนก็ได้โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของอุตสหากรรมไทย
ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
- เสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลกโดยผลักดันนโยบายให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์และยึดมั่นในระอบบพหุภาคีโดยเฉพาะกรอบของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทนำในอาเซียน โดยเฉพาะในการที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 รวมถึงการขับเคลื่อนทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ด้วย “ทีมประเทศไทย”
- ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน นโยบายที่มีอยู่เช่น การป้องกันเตรียมมาตรการรองรับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ เช่น ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงข้อมูล สร้างกำแพงชายแดน กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงการเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU44 แก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยการนำแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้
- สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากอาชญากรรมต่างๆ เช่น บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกประเภท ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดถูกกฎหมาย รวมถึงที่แฝงมาในรูปของกีฬาสันทนาการ ทบทวนการออกฟรีวีซ่า
- พัฒนาระบบป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพกองทัพโดยจัดหาและปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งจากในและนอกประเทศอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทย
- พัฒนาระบบทหารอาสา โดยจะดำเนินการโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารด้วยสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน มีการประเมินผลเพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ ทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน
ด้านสังคม
- เรียนฟรี มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ดวยการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษาโดยร่วมกับเอกชน ในเรื่อง AI และ Robotic
- พัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถรักษาได้ทุกที่ทันที เชื่อมโยงฐานข้อมูล สิทธิการรักษาและประวัติการรักษาเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับรูปแบบการจ้างงานในเศรษฐกิจสมัยใหม่ ยกระดับความโปร่งใสในการบริหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสังคม
ด้านภัยพิบัตและสิ่งแวดล้อม
- บริหารจัดการนำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และใช้ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์บริหารจัดการน้ำ และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยจะบริหารจัดการมีความยั่งยืนทางากรคลังและยังคุ้มครองเยียวยาผลกระทบได้
- ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ภายในปี 2593 โดย
- พัฒนาอตุสาหกรรมเกษตรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนวิถีการผลิต ป้องกันการเผาในภาคการเกษตร
- ปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ปรับปรุงกฎหมายให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้งาน (Direct PPA) สนับสนุนให้ผู้บริโภคผลิตไฟฟ้า พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน
- สนับสนุนการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกบอารขนส่งและส่งสเริมประชาชนให้จัดซื้อรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ ผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศที่มีคุณภาพและราคาถูกพัฒนาระบบขนส่งทางรางและน้ำ และระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพ
- จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำระบบฐานข้อมูลเพื่อรองรับการให้สินเชื่อทางการเงินสีเขียว
ด้านการบริหารภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย
- ราชการทันใจ ด้วยระบบดิจิทัล ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน
- ปฏิรูประบบราชการ สร้างวินัยทางการเงินและการคลัง ทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้รัฐมีขนาดเล็กลง และรัฐมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก ส่วนการควบคุมเหลือเท่าที่จำเป็นส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานจากที่ไหนก็ได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล
พัฒนากฎหมาย
- ทบทวนกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนกว่า 7,000 ฉบับ ที่สร้างภาระงบประมาณและประชาชน ลดกระบวนงานที่ไม่จำเป็น
- เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น
- ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนสมัยใหม่ เช่น กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการค้าทางดิจิทัล กฎหมายว่าด้วยโรงแรม
- แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเพื่อให้การจัดซื้อคุ้มค่า เกิดการจ้างงานและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพิ่มมาตรการจัดการกับคู่สัญญาของภาครัฐที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ
อนุทินกล่าวว่าจะขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ โดยแบ่งกลุ่มงานเป็น 5 กลุ่ม คือ
- ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- ด้านการผลิต การค้า และบริการ
- ด้านโครงสร้างพื ้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ ่งแวดล้อม
- ด้านสังคมและสวัสดิการ
- ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
ทั้งนี้ในการแถลงนโยบายของอนุทินไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ด้วย แม้ว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะมีการทำประชามติไปแล้วและมีประชาชนออกเสียงเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นจำนวน 21,622,029 เสียง หรือคิดเป็น 58.64%
