'อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ' ลงนามยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ครอบคลุมเทคโนโลยีกลาโหมและขีดความสามารถทางทหาร ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ ต้องการสิทธิบินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซีย
It was an honor to host Indonesian Defense Minister @sjafriesjams at the Pentagon today.
I was proud to announce that we are elevating our relationship to a Major Defense Cooperation Partnership, in recognition of the strength and potential of our bilateral defense ties. pic.twitter.com/eyo3Jh1cWF— Secretary of War Pete Hegseth (@SecWar) April 13, 2026
14 เมษายน 2026 เว็บไซต์ Al Jazeera รายงานว่า สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซียได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งสำคัญ โดยนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึง “ศักยภาพและความแข็งแกร่ง” ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
พิธีลงนามมีขึ้นที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันจันทร์ (13 เม.ย.) โดยเฮกเซธเป็นเจ้าภาพต้อนรับ พล.อ.ชาฟรี ซยัมซุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย
เฮกเซธกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วย “เสริมสร้างการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ และผลักดันพันธสัญญาร่วมกันในการรักษาสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง” พร้อมระบุว่าความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ “กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง” โดยกองทัพของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมการฝึกร่วมกันมากกว่า 170 ครั้งต่อปี
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถทางทหารขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านทะเล ระบบใต้น้ำ และระบบอัตโนมัติ รวมถึงยกระดับความพร้อมปฏิบัติการของกองทัพ
ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซียกล่าวว่า อินโดนีเซียมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการพัฒนาความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับสหรัฐให้ยั่งยืนในระยะยาว “เพื่อประโยชน์ร่วมกันและความเคารพซึ่งกันและกัน” พร้อมย้ำว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสนับสนุนผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐกำลังหารือเพื่อขอสิทธิการบินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียสำหรับเครื่องบินทหาร โดยมีรายงานว่านายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ
กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียชี้แจงว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการหารือในระดับเบื้องต้นเกี่ยวกับ “หนังสือแสดงเจตจำนง” (Letter of Intent) และข้อเสนอเรื่องการบินผ่านน่านฟ้ายังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย
โฆษกกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียย้ำว่า อำนาจควบคุมและกำกับดูแลน่านฟ้ายังคงเป็นของอินโดนีเซียโดยสมบูรณ์ และข้อตกลงใด ๆ กับต่างประเทศจะต้องคำนึงถึงอธิปไตยของประเทศเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ผู้นำอินโดนีเซียมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ที่กรุงปารีส หลังจากเพิ่งหารือกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงาน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงการจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและกำหนดให้ข้าราชการทำงานจากที่บ้านสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน
