'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าพบ 'ดมิทรี ปาตรูเชฟ' รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ณ สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 เพื่อหารือด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจ เปิดทางส่งออกปุ๋ยยูเรียให้ไทย 1-2 ล้านตันต่อปีภายใน พ.ค. 2569 พร้อมตั้งคณะทำงานหนุนการค้า 2 ชาติโตต่อเนื่อง
15 เม.ย. 2569 เว็บไซต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า เมื่อ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย เข้าพบ ดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนด้านการค้าระหว่างไทย-รัสเซีย ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาการค้าของ 2 ประเทศโตต่อเนื่องโดยมีปริมาณการค้าอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ในอนาคต
บรรยากาศการประชุมระหว่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย กับ ดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อ 13 เม.ย. 2569 (ที่มา: ภาพจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
ระหว่างหารือ ฝ่ายไทยได้แจ้งความสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย และขอให้รัสเซียพิจารณาจัดสรรโควต้าแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี โดยปุ๋ยชนิดที่ต้องการเป็นแบบเม็ด (Granular) ขนาด 2.5-5 มม. ซึ่งหากทางรัสเซียเห็นชอบ และจะมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ในการอำนวยความสะดวกการหารือทางธุรกิจของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ (Business matching) เพื่อให้สามารถส่งออกปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือน พ.ค. 2569
สุริยะ กล่าวต่อว่า เขาได้เสนอให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยฝ่ายไทยและฝ่ายรัสเซีย เพื่อร่วมหารือในประเด็นปัญหาที่ยังคงค้างของสินค้าสำคัญของไทยและรัสเซีย รวมถึงประเด็นทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และอำนวยความสะดวกในการส่งออกนำเข้าสินค้าให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน
ด้านดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เผยว่า ฝ่ายรัสเซียเห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาคงค้างของสินค้าสำคัญของไทยและรัสเซีย เพื่อสนับสนุนการเติบโตการค้าทั้ง 2 ประเทศให้เติบโตในระยะยาว สำหรับความสนใจของฝ่ายไทยที่ต้องการนำเข้าปุ๋ยแร่จากรัสเซียนั้น โดยทางรัสเซียมีทั้งปุ๋ยแร่ผสมและปุ๋ยไนโตรเจนหรือยูเรีย ซึ่งรัสเซีย "มีความพร้อม" ที่จะส่งออกปุ๋ยยูเรียให้ฝ่ายไทย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท PhosAgro และบริษัท UralChem ที่สนใจส่งออก (โดยเฉพาะในสัญญาระยะยาว)
สำหรับเรื่องราคาและคุณสมบัติเฉพาะของปุ๋ยที่ต้องการนำเข้านั้น ขอให้ภาคเอกชนของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมหารือกันในรายละเอียด และเห็นพ้องให้เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย (เยฟเกนี โทมิคิน) เป็นผู้ประสานงานฝ่ายรัสเซียต่อไป
ทางดมิทรี เผยด้วยว่า "ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาการติดต่อกันทั้งทางด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจ ในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ต่อไป ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาพบกันในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน"
รองนายกฯ รัสเซีย กล่าวต่อว่า ตั้งข้อสังเกตว่ามูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารระหว่างรัสเซีย-ไทย เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา และแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้า ไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในการหารือครั้งนี้ มีประเด็นเรื่องการจัดหาปุ๋ยเคมีไปยังประเทศไทยด้วย
