Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“พลาดเรื่องชาตินิยมเพราะเห็นเป็นโอกาสกระทืบเพื่อไทย ไปแหกปากเรื่องอังเคิลกับพวกเหลืองเก่าจนฝ่ายขวากลับมาได้เต็มตัว เรื่องสงครามนั่นแหละที่พาอนุทินชนะเลือกตั้ง คนทั้งในเมืองและชายแดนเลือก ภจท. เพราะคิดว่าจะจัดการประเด็นกัมพูชาให้จบ แต่สุดท้ายตัวเองก็พังเอง ดีล Grand Compromise อะไรก็ทำไม่ได้ นักโทษการเมืองจะไม่มีวันได้ออกจากเรือนจำ อานนท์จะติดคุกตลอดไป ใครวางแผนหมากนี้ควรรีไทร์จากการเมืองได้แล้วนะ ความเสียหายมหาศาลมาก โง่แล้วยัง arrogant ใครเตือนก็ไม่ฟัง”

นี่คือข้อความจากมิตรสหายท่านหนึ่งที่ไม่ใช่ “นางแบก” โพสต์ลงเฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2025

ฉันขอคัดมาเพื่อเป็นบันทึกของการเมืองร่วมสมัยว่า ครั้งหนึ่งพรรคประชาชนที่เริ่มต้นด้วยการเป็น “ความหวัง” ของคนหัวก้าวหน้า การเมืองใหม่ กำลังจะปิดฉากตัวเองด้วยการถูกจดจำว่า อยากกระทืบเพื่อไทยเสียจนกลายเป็นมือไม้ของฝ่ายขวาไปโดยไม่รู้ตัว

ฉันเคยวิเคราะห์เกี่ยวกับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยมาในบทความชิ้นก่อนๆ ว่า มันไม่ใช่แค่เรื่อง “เงิน” หรือพลังดูดแต่เพียงอย่างเดียว แล้วชัยชนะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนแต่เป็นผลของการอ้อมไปทำเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการเมืองโดยตรง  การ “รีแบรนด์” พรรคของ “ยี้ห้อย” เมื่อ 20 ปีที่แล้วให้กลายเป็นภูมิใจไทยที่มี สส. 192 คน ในวันนี้ควรเป็นกรณีศึกษาของนักเรียนรัฐศาสตร์ที่ทำเรื่องพัฒนาการของพรรคการเมืองไทย และอาจเป็นกรณีศึกษาของนักเรียนสังคมวิทยาที่ศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์กับพลังของซอฟต์พาวเวอร์

พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รีบร้อนที่จะชนะหรือรีบร้อนที่จะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่ใช้เวลากว่า 20 ปี ในการสร้างฐานเสียงและเครือข่ายผ่านการทำทีมฟุตบอล สนามช้างที่เป็นทั้งสนามฟุตบอลและสนามแข่งรถคือสัญลักษณ์ทางกายภาพที่ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของกีฬากับการเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงอิทธิพลก่อให้เกิดความรัก ความนิยมชมชอบและค่อยๆ กลบเกลื่อนมิติอันอัปลักษณ์ทางการเมืองออกไปได้อย่างหมดจด จังหวัดบุรีรัมย์ที่เป็นจังหวัดนอกสายตาของรัฐไทยกลายเป็นเมืองที่มีกีฬาและนักกีฬาระดับโลกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้เมือง

ตลอด 20 ปีมานี้เราไม่เคยเห็นเนวินออกสื่อ สัมภาษณ์ ออกงาน นานๆ ครั้งมีภาพเขานุ่งกางเกงขาสั้นขี่รถเวสป้าเข้าไปที่สนามช้างอย่าง “ติดดิน“  ความฉลาดของเนวินคือ เขาไม่เคยปรากฏตัวพร้อมอองทัวราจ (คณะผู้ติดตาม) ใหญ่โต รถหรู นาฬิการาคาแพงให้คนหมั่นไส้ สิ่งนี้สะท้อนว่าเขาเข้าใจ mindset ของคนไทยและสังคมไทยอย่างถ่องแท้ว่า ขี้หมั่นไส้ ขี้อิจฉาและมัวเมาใน poverty porn (การสร้างภาพความทุกข์ยากเพื่อกระตุ้นความรู้สึก) 

ในขาของการเมืองอย่างเป็น “ทางการ” เขามี อนุทิน ชาญวีรกูล บริหารพรรคภูมิใจไทยด้วยจุดแข็งของคนที่มีความเป็นเลิศในการ accommodate (โอบรับ) จิตใจคน กับจุดยืนชัดเจนว่าจงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ และ “รักชาติยิ่งชีพ” พรรคภูมิใจไทยสะสมความแข็งแกร่งของพรรคมาได้ด้วยการไม่รีบชนะ แม้จะมีจุดยืน “ขวาจัด” ทว่าไม่สำแดงความปฏิปักษ์กับคนที่ขวาสุดโต่ง พร้อมกันนั้นก็ไม่มีปัญหาในการทำงานกับคนที่ “ซ้ายกว่า” พรรคภูมิใจไทยจึงกลายเป็นพรรคการเมืองที่สามารถสะสมพลังจากซอฟต์พาวเวอร์ พร้อมๆ กับสะสม “อำนาจรัฐ” ได้ด้วยการเข้าร่วมรัฐบาลได้ทุกครั้งหลังการรัฐประหารปี 2557

การเป็นรัฐบาลต่อเนื่องของพรรคภูมิใจไทยและได้นั่งในเก้าอี้รัฐมนตรี แม้จะในฐานะพรรคอันดับสาม แต่นั่นคือโอกาสของการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการและการวางคนในตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ล่วงหน้า ฉันถึงพยายามบอก (พวกด้อมส้ม) อยู่เสมอว่า งานการเมืองไม่ใช่งานต่อสู้ทางความคิดกับการแย่งชิงมวลชนบนท้องถนนอย่างเดียว แต่หมายถึงการค่อยสั่งสมสรรพกำลังอย่างใจเย็น การแต่งตั้งอธิบดีสักคนหนึ่งในวันนี้จะกลายเป็นปลัดกระทรวงที่พร้อมทำงานให้เราในวันหน้าซึ่งอาจหมายถึง 5 ปี หรือแม้แต่ 10 ปี

จุดที่สนุกในการขับเคี่ยวกันทางการเมืองในระบบรัฐสภาคือตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยคือการเป็น trigger points อย่างไม่มีเหตุผลของชนชั้นกลาง ปัญญาชน สื่อมวลชน โดยมีตัวหนุนเสริมเป็นสงครามวาทกรรมจากพรรคส้มเรื่องตระบัดสัตย์ และชั้น 14 ของทักษิณ ที่ตัวเล่นสำคัญคือโรม แล้วมีสื่ออย่าง สุทธิชัย หยุ่น กับพรรคพวกเป็นตัวคอยรับ - ส่งลูกให้  เราจึงเห็นท่าทีของภูมิใจไทยต่อนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย นั่นคือ ไม่ขวางเรื่องดิจิตอลวอลเล็ต แต่มาขวางเรื่องเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ภาวะเพลี่ยงพล้ำของพรรคเพื่อไทยกับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจึงมีสิ่งที่เรียกว่า popularity จากสังคมหรือ  “สื่อ” เป็นปัจจัยชี้ขาดอยู่เสมอ และฉันไม่ลังเลที่จะบอกว่ายุทธศาสตร์สงครามวาทกรรมที่พรรคส้มใช้เพื่อตัดกำลังเพื่อไทยนั้นไม่ได้ช่วยให้พรรคส้มชนะ แต่ไปส่งให้พรรคภูมิใจไทยชนะแทน เรียกว่าส้มคือ “ส้มหล่น” ของภูมิใจไทยที่แท้จริง อนุทินถึงได้ขอบคุณไม่หยุด

จุดเปลี่ยนดุลอำนาจที่พลิกให้พรรคอันดับสามอย่างภูมิใจไทยกลายมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งคือ สงครามชายแดนไทย - กัมพูชา ที่อยู่ๆ ก็ปะทุขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จุดยืนของนายกฯ แพทองธาร และพรรคเพื่อไทยชัดเจนใน 3 เรื่อง คือ ต้องการให้การค้าชายแดนกลับมาเป็นปกติ, ชีวิตของประชาชนชายแดนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย สุดท้ายต้องไม่ให้ภาวะคลั่งชาติมาทำลายกระบวนการทางการทูตที่เป็นไปตามโปรโตคอลสากล

แต่ทั้ง 3 ประการ เป็นสิ่งที่สังคมไทย คนไทย สื่อไทย รวมถึงพรรคฝ่ายค้านหัวก้าวหน้าอย่างพรรคประชาชนในเวลานั้นก็ไม่เอาด้วย จนกระทั่งมีกรณีการปล่อยคลิปบทสนทนาของนายกฯ แพทองธารกับฮุนเซ็น สังคมไทยทั้งหมดก็พร้อมใจกันแปลคำว่า “อังเคิล” ให้เท่ากับคำว่า “ขายชาติ” เรื่อง MOU 43, 44 ถูกนำไปอธิบายโดยบิดเบือน และหนักข้อถึงขั้นอยากจะทำกำแพงกั้นแนวชายแดนไทย - กัมพูชา โดยไม่เคยสำเหนียกว่า มูลค่าการค้าชายแดนนับแสนล้านบาทจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนขนาดไหน เสียงของผู้ประกอบการและเกษตรกรในจังหวัดชายแดนที่พึ่งพิงแรงงานจากประเทศกัมพูชา อีกทั้งมิตรจิตมิตรใจของผู้คนตามแนวชายแดนที่ล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องกันก็ถูกกลบด้วยเสียงของคนแบบ กัน จอมพลัง และอดีตนายทหารเกษียณที่แสวงหาความนิยมด้วยการขายโวหารผู้ปกปักรักษาแผ่นดินทุกตารางเซ็นติเมตร

นักการเมืองพรรคประชาชนรวมถึงอินฟลูคณะก้าวหน้า เดินสายออกโทรทัศน์เพื่อจะบอกว่า แพทองธารหมดความชอบธรรม และช่วยเติมเชื้อความเกลียดชังลงไปให้เข้มข้นกว่าเดิมด้วยน้ำเสียงและแววตาเย้ยหยัน สะใจ

พรรคประชาชนคิดว่าตัวเองชนะ เมื่อแพทองธารถูกปลดและพวกเขาเลือกโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ อีกทั้งยังโง่พอที่จะคิดว่า การไม่ร่วมรัฐบาลจะทำให้ตัวเองกลายเป็น “ฮีโร่” ของสังคม  ด้วยเรื่องเล่าปรัมปราว่าด้วยนักการเมืองที่ดีย่อมไม่กระหายอำนาจ และคิดเอาเองว่า นี่คือการปิดประตูตอกฝาโลงให้พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์ไปดังใจหมาย

พวกเขาตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการบอกว่า

“ขอโทษที่เราหล่อเกินไป” และ

“นี่คือการทดลองทางการเมืองที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน และหากมันไม่ดี ไม่สำเร็จ ก็น้อมรับราคาที่ต้องจ่าย”

แต่พวกเขาลืมไปว่า เขาไม่ได้จ่ายค่าความพังพินาศนั้นตามลำพัง การต่อสู้เพื่อหลักการประชาธิปไตยสากลที่เพียรสู้กันมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 ก็พลอยพังพินาศไปด้วย เพียงเพราะอหังการของพรรคส้มที่เชื่อว่า “คนดี aka ไม่กระหายอำนาจ” ย่อมสูงส่งกว่าหลักการเสียงข้างมาก (เข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย)

ยังไม่ทันครบ 4 เดือน เมื่อพรรคภูมิใจไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง สะสมคะแนนนิยมจากการกระสงครามกัมพูชา อนุทินก็ประกาศยุบสภา ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่มีอะไรเลยนอกจากความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทยที่กินรวบเอาบุคลากรจากทั้งพรรคพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ บางส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และทั้งหมดของพรรคชาติไทยพัฒนาไปด้วย

และแล้วเราก็ลืมไปแล้วว่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะสงครามอยู่เลย

พรรคเพื่อไทยนั้นอยู่ในสภาพที่ฉันขอใช้คำว่า “เปื่อยยุ่ย บอบช้ำ” เดชะบุญที่คนในพรรคตั้งสติทัน พากันเข้าถ้ำไปนั่งนิ่งๆ สำรวจตัวเอง แล้วได้คำตอบว่า หลักการประชาธิปไตยเสียงข้างมากนั้นไม่ซับซ้อน ตลอดประวัติศาสตร์ของพรรคนับตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย ไม่มีแม้แต่ 1 วัน ที่พรรคสีแดงนี้ไขว้เขวเดินออกนอกลู่นอกทางหลักการประชาธิปไตย ดีเอ็นเอของพรรคคือการก้มหน้าก้มตาทำงาน ออกแบบนโยบายที่ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

เริ่มต้นจากจุดนั้น ตั้งหลัก “ยกเครื่อง” เพื่อไทย และเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ปิดวาจาไปทำนโยบาย และพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง ปรับ approach ในการมองสถานการณ์การเมืองไทยว่า ไม่ได้อยู่ในบริบทของ เผด็จการ vs ประชาธิปไตย อีกแล้ว เพราะในวันนี้ทุกคนลงแข่งในสนามเลือกตั้งกันถ้วนหน้า

พรรคที่ยังติดกับดักการเมืองแยกขั้วกลับเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า ทันสมัย  สะท้อนผ่านสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” แถมยังถูลู่ถูกังเข็นแคมเปญ The Professional ออกมา กะจะให้คนร้อง “ว้าว” แต่กลายเป็นว่าคนร้อง “ว้าย อิหยังวะ” เพราะระบบการเลือกตั้งคู่ขนาน มีปาร์ตี้ลิสต์สำหรับเทคโนแครต ผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว จะมี The Professional มาซ้ำซ้อนอีกทำไม เว้นแต่จะมองว่า ปาร์ตี้ลิสต์ของตัวเอง “ห่วย” เกินกว่าจะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นอีกว่า พรรคไม่ได้เชื่อเรื่องอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จริงๆ เพราะ ประชาชนเลือกใครมาก็ตาม พรรคก็จะเตรียม “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งไปเป็นเพชรยอดมงกุฎให้บรรดา สส. ที่ลงเลือกตั้งแหงนคอตั้งบ่ามองอยู่ดี

เค้าลางของความเน่าเฟะในพรรคเริ่มเห็นตั้งแต่ อดีตแคนดิเดตทยอยโพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า ไม่ไปต่อกับพรรค หลายคนพรรณนาถึงความน้อยใจ ความอยุติธรรม คนทำงานพื้นที่ถูกปัดตก แต่มีใครไม่รู้มาหยิบชิ้นปลามัน หนักกว่านั้นผู้สมัคร สส. 3 คนของพรรค โดนจับกรณีค้ายาเสพติด ฟอกเงิน ทำบ่อนออนไลน์ อีกคนถูกตัดสินจำคุกคดีข่มขืน

สำทับด้วยกรณี “แก้วตา” หลังผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว

บนเวทีดีเบต พรรคส้มไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องใดๆ เลย ไม่ว่าจะป็นการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอำนาจ แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม นอกจากเดินสายบอกว่าตัวเองเป็นคนมือขาว จะไม่มีวันจับมือกับคนมือเทา และเที่ยวไปไล่จี้ถามคนนั้นคนนี้ว่า จะจับมือใคร ไม่จับมือใคร  เที่ยวไปเรียกหาคำมั่นว่า ห้ามพรรคอันดับสองตั้งรัฐบาลแข่ง เหมือนเป็นคนไม่สมประดี

ส่วนพรรคเพื่อไทย หลังจากปิดวาจา ซุ่มทำแต่นโยบาย ก็เบาเนื้อเบาตัวปลดล็อคตัวเองออกจากการโดน gaslight (ปั่นหัว) จากสื่อ และการปั่นวาทกรรมจากพรรคส้ม ก็ม่วนจอย หาเสียงและประกาศอย่างเบาเนื้อเบาตัวว่า พร้อมทำงานกับทุกคน ทุกพรรค เพราะ “เสียงประชาชนไม่เทา” ประชาชนเลือกใครก็ให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน

ผลการเลือกตั้งออกมา พรรคเพื่อไทยต่ำร้อยก็ยังนิ่งบอก “แพ้ได้แต่อย่าตาย” ส่วนพรรคประชาชนระส่ำระสาย เพราะไปประกาศดังลั่นต้องให้พรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลเท่านั้น

ผลก็คือเละเทะเหลวแหลก The Professional หาย ลำพูนที่ปั่นขึ้นมาให้โด่งให้ดังก็จางไปกับฝุ่น PM 2.5  สส. ที่มีอยู่ 120 คนเคว้ง เพราะดาวสภามีไม่กี่คน ที่เหลือก็ทำพื้นที่กันไปตามยถากรรม พรรคที่เสี้ยนอยากกระจายอำนาจมากที่สุด แต่ระบบบริหารจัดการพรรคกลับรวมศูนย์ มีโปลิตบูโรและ​ลำดับชั้นในพรรค พรรคที่อวดเก่งเรื่องไอทีมาตกม้าตายด้วยเรื่องเลเซอร์ไอดีต่อ พูดได้ว่า มีเรื่องให้อื้อฉาวได้ทุกวัน

ดาวจรัสแสงอย่างโรม หรือ รักชนก วิโรจน์ ก็ผลิตเนื้อหาเสิร์ฟโดปามีนให้ด้อม ใหม่ๆ ก็ “ฟิน” แต่นานๆ ไปก็เริ่มซ้ำ เสพเนื้อหาแบบนี้ รายการโหนกระแสยังมีเรื่องใหม่ๆ มาให้บันเทิงมากกว่า เพราะงานแฉ งานขุด “สื่อ” ทำได้สนุกกว่านักการเมืองอยู่แล้ว ที่สำคัญประชาชนกำลังตั้งคำถามว่า ขุดมาแต่ละเรื่อง เปิดมาแต่ละเรื่อง ปิดงานไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว

วันที่ 24 เมษายน พรรคประชาชนหวังว่าการถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จะเป็นจังหวะกอบกู้ชื่อเสียงของพรรค มีประเด็นเป็นข่าวทำคอนเทนต์ในฐานะพรรคการเมืองที่กล้าหาญจึงต้องถูกทำลาย แต่กลายเป็นว่า รอด แผนมรณสักขีจึงแป้กเหมือนหัวเทียนบอด รถสตาร์ทไม่ติด

คำสั่งศาลฎีกาที่ให้ สส. ทั้ง 10 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ มองเผินๆ เหมือนได้รับความยุติธรรม แต่นี่คือการทำให้ตายทั้งเป็น  เป็น สส. ของพรรคที่อวดอ้างสรรพคุณว่า “กล้ากว่าใคร” “กระดูกสันหลังตรงกว่าใคร” วันนี้ แม้แต่ “ประวัติศาสตร์ของการเป็นฮีโร่” เขาก็ไม่อนุญาตให้มี จำต้องก้มหน้าเป็น สส. ที่ไม่แน่ใจว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรที่ทำแล้วเท่ากับละเมิดข้อห้าม คำเตือน ชีวิตทางการเมืองที่เหลืออยู่ก็ทำได้แค่งับลมไปวันๆ งานพื้นที่ก็ไม่ถนัด งานอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงสังคมก็เหลือแค่ “ปราบโกง” เหมือนสลิ่ม

เจอแบบนี้บทที่เขียนเอาไว้เล่นต่อว่าด้วยนิติสงครามก็เป็นหมันและเป็นม่าย ผล็อยตกไปจากมือเสียอย่างนั้น

ต่อไปนี้พรรคประชาชนก็จะกลายเป็น just another พรรคการเมือง งานพื้นที่ก็สู้ภูมิใจไทยกับกล้าธรรมไม่ได้ งานฝ่ายค้านก็จะโดนประชาธิปัตย์ที่เก๋ากว่า แม่นยำกว่าแย่งซีน งานนโยบายในเชิง intellectual ก็ถูกพรรคเพื่อไทยปาดหน้าไปด้วยการสร้างผลงานในกระทรวงคลัสเตอร์ทุนมนุษย์ งานบริการชาวบ้านแบบถึงลูกถึงคนก็สู้กล้าธรรมไม่ได้

จะไปกดไปข่มใครก็คงยากแล้ว เพราะงานนี้ต้องหมอบต่ำจนนึกว่านอนคว่ำ

ถามว่า ในวันนี้จุดแข็งของพรรคส้มคืออะไร?

ไม่มีใครตอบถูก เพราะมันเบลอตั้งแต่ไป Grand Compromise ธงชัย วินิจจะกูล ที่ออกมาปกป้องนักหนา วันนี้ก็แกล้งตาย ส่วนปิยบุตร ออกมากลับลำหน้าตาเฉยว่า “วันนั้นควรไปเป็นรัฐบาล”

สั้นๆ ถ้าวันนั้นโหวตชัยเกษมเป็นนายกฯ พรรคส้มคงไม่สิ้นชื่อ

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง