Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เราวิเคราะห์พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่เรากลับไม่ได้พยายามอ่านเกมของพรรคภูมิใจไทยเท่าที่ควร เพราะมัวแต่ไปคิดว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพรรคการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ มุ่งแต่แสวงหาหนทางเข้าถึงอำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น หรือมัวแต่ไปมองว่าพรรคภูมิใจไทยคือพรรค “ภูมิภาค” เป็นพรรคที่เน้นหาคะแนนนิยมจาก “หัวเมือง” มีจำนวน สส. พอสมควรแก่การที่จะได้เป็นรัฐบาลไปเรื่อยๆ ไม่ต้อง “แบก” อุดมการณ์อะไรเอาไว้ ร่วมรัฐบาลได้กับทุกพรรคการเมือง

แต่วันนี้ – ที่เรามีนายกฯ มาจากพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยนิตินัยและเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากโดยพฤตินัย เพราะมีทั้งฝ่ายค้ำคือพรรคประชาชยน มีพรรคพวกเป็น สว. ในวุฒิสภา และมีสื่อมวลชนที่อ้าขาผวาปีกโอบรับรัฐบาลอนุทินอย่างชื่นมื่น (เพียงเพราะสื่อมวลชนเหล่านั้นพร้อมจะรักใครก็ได้ที่สามารถเขี่ย “ชินวัตร” และพรรคเพื่อไทยออกจากการเป็นรัฐบาล) - ฉันเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องมองพรรคภูมิใจไทยใหม่

ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และสำหรับฉันพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ใช้ซอฟต์พาวเวอร์มาก่อนใคร นั่นคือในระหว่างที่เราวุ่นวายกับการเมืองเรื่องสีเสื้อ ควายแดง สลิ่ม ด่าเผด็จการ สู้กับรัฐพันลึก กลุ่ม “สีน้ำเงิน” ไม่ได้ยี่หระหรือคิดจะตอบโต้กับภาพจำที่เป็นตราบาปของพวกเขาในเหตุการณ์ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ในวันที่ 11 เมษายน 2552 ที่พัทยาระหว่างการจัดการประชุมเอเปค ใครจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้สามารถย้อนอ่านข่าวเก่าได้ที่
http://prachatai.com/journal/2009/04/20755

แต่ได้เดินหน้าทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา ทั้งทำทีมสโมสร ทำสนามแข่งรถในมาตรฐานระดับโลก พัฒนาแบรนด์ “บุรีรัมย์” จากเดิมที่เรารู้จักแค่ขาหมูนางรองมาสู่ สนามช้าง ไทยแลนด์โมโตจีพี เสื้อสโมสรฟูตบอล ผ้าพันคอ หมวก นักฟุตบอล นักแข่งรถระดับโลก กลายมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบุรีรัมย์ และแน่นอนว่า บุรีรัมย์คือเนวิน เนวินคือภูมิใจไทย

การสร้างซอฟต์พาวเวอร์นี้ใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษ และเป็น 2 ทศวรรษ ที่ตัวของเนวินและรวมถึงภรรยาค่อนข้างจะ low profile มาก พวกเขาไม่เล่นเฟสบุ๊ก ไม่เล่นทวิตเตอร์ ไม่สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย แต่มีบทบาทในโลกออฟไลน์ในฐานะผู้อุปถัมภ์วงการกีฬาและเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับการสร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างไม่กระโตกกระตาก แต่สม่ำเสมอ แน่นหนา ลงลึก อันเป็นการเมืองในระดับที่คนในท้องถิ่นจะบอกว่าใช้ใจแลกใจ แต่นักวิชาการจะเรียกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ หีบบัตร บุญคุณ เจ้าพ่อ Bossism

จนเมื่อการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยยังคงลักษณะพรรคท้องถิ่น ภูธร คอนเซอร์เวทีฟ เพราะสปอตไลต์ไปอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ วันนั้นเราสนใจเรื่องพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมสู้กับพรรคการเมืองปีกประชาธิปไตยอย่างเพื่อไทยและน้องใหม่เนื้อหอม ไพร่หมื่นล้านอย่างธนาธรและอนาคตใหม่

หลังเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยโหวตธนาธรเป็นนายกฯ แล้วก็กอดคอกันไปเป็นฝ่ายค้าน ส่วนพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้ทั้งๆ ที่มี สส. น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย เราก็มองการเมืองเป็น 2 ขั้ว อยู่นั่นเอง คือ ขั้วสืบทอดอำนาจ ได้แก่ แก๊ง 3 ป. และพรรค “อุดมการณ์” ได้แก่ เพื่อไทยกับอนาคตใหม่ ส่วนภูมิใจไทยเราเรียกว่า “นั่งร้านเผด็จการ”

โดยไม่ทันรู้ตัว พรรคภูมิใจไทยก็ได้เป็นรัฐบาลแบบไม่ต้องเป็นตำบลกระสุนตก เพราะกระสุนไปตกที่พรรคพลังประชารัฐและตัวของประยุทธ์ที่เป็นนายกฯ เพราะทำรัฐประหาร แม้สังคมจะก่นด่าอนุทินในช่วงที่มีโควิด แต่ดูเหมือนว่าในวันนี้เราทุกคนก็พร้อมใจกันลืม พร้อมกันนั้นซอฟต์พาวเวอร์ของภูมิใจไทยไม่ได้มีแต่สนามช้าง ไทยโมโตจีพี ฟุตบอล ทว่าขยายมาในปีกของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ผ่านกลุ่ม “ไทบ้าน” ในเครือข่ายของ โต้ง อังคสกุลเกียรติ ซึ่งสร้าง legacy ว่าด้วยอัตลักษณ์ของความเป็น Neo Esaan ฮิปกว่าเดิม เพิ่มเติมคือ สำนึกเกี่ยวกับคุณค่าแสนงามของชนบทและความเป็นไทย จนหนังเรื่อง “สัปเหร่อ” สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้หลายร้อยล้านบาทภายในไม่กี่วัน

ซอฟต์พาวเวอร์นี้คือกระบวนการ “รีแบรนด์” ที่ไม่ได้ตะโกนออกมาว่า “รีแบรนด์” แต่ใช้ “คน” ลงไปเจาะในรายละเอียดของทุกองคาพยพแบบไม่กระโตกกระตากและไม่เข้าเนื้อด้วย

นอกจากการเจาะไปในพื้นที่ของ popular culture อย่างกีฬา และภาพยนตร์แล้ว เรามักเชื่อกันว่า มีแต่พรรคส้มและเพื่อไทยเท่านั้นที่พยายามเข้าไปสร้างเครือข่ายนักวิชาการ ไม่ได้แปลว่า “ซื้อ” นักวิชาการ แต่เพื่อให้มีพื้นที่สื่อสาร หรือในหลายครั้ง พรรคการเมืองก็ต้องการองค์ความรู้หรือความเชี่ยวชาญของนักการเมืองมาช่วยงาน เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือการมีช่องทางในการอธิบายหรือชี้แจงข้อเท็จจริงที่นักวิชาการจำเป็นต้องรู้ แต่ไม่มีใครคิดว่าพรรคภูมิใจไทยก็มีเครือข่ายนักวิชาการเป็นของตนเองเช่นกัน ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

สิ่งที่ฉันขอตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้คือ พรรคภูมิใจไทยใช้เวลาในการ “คราฟต์” ความพร้อมของพรรคนานพอสมควร และทำอย่างใจเย็น ถามว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ทำ ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ทักษะของพรรคเพื่อไทย และเพื่อความเป็นธรรม พรรคเพื่อไทยใช้เวลาในการรบทัพจับศึกมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 จึงสั่งสมธรรมชาติและตัวตนในการทำงานมาเพื่อเอาตัวรอดในระยะสั้นกับการรวบรวมไพร่พล พร้อมกับพยายามรักษากลุ่มผู้สนับสนุนเดิมด้วยแบรนดิ้งว่าด้วยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและจุดเด่นของนโยบายเศรษฐกิจ  ที่สุดท้ายเผชิญกับความท้าทาย 2 เรื่องพร้อมๆ กัน นั่นคือ แบรนดิ้งเรื่องอุดมการณ์ถูกทุบเละตุ้มเป๊ะด้วยวาทกรรมตระบัดสัตย์ที่พรรคส้มโยนลงมาใส่หน้า ส่วนจุดแข็งเรื่องเศรษฐกิจถูก “ตัดตอน” ด้วยกลไกของรัฐพันลึกที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ล่าสุด เรื่องดิจิตอลวอลเล็ตยังจะพาให้อดีตนายกฯ เศรษฐาโดน 157 ซ้ำ ทั้งๆ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้สนใจหรอกว่าหลายๆ นโยบายของพรรคเพื่อไทยถูกขัดขวางจากกลไกรัฐพันลึก เขามองแค่ว่า “เธอทำไม่สำเร็จ” เท่านั้น

นอกจากใช้เวลานับทศวรรษวางเรื่องซอฟต์พาวเวอร์และการสร้างเครือข่ายกับ “ท้องถิ่น” ศิลปิน สายวัฒนธรรม สื่อ และนักวิชาการแล้ว มาในพื้นที่ของ hard power ภูมิใจไทยก็ไม่แพ้ใคร จากกรณี “ฮั้ว สว.” ล่าสุด ถ้าไม่นับการพยายามเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน ดูกันที่การใช้ช่องว่างของกติกาล้วนๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นแหละว่า เขาอ่านรัฐธรรมนูญมาละเอียด และเขาวางแผนมาอย่างเป็นระบบ ตัดเรื่องใช้เงินออกไปมีใครปฏิเสธได้บ้างว่า เรื่องนี้หากไม่อ่านกติกามาจนแตกฉาน มีเงินอย่างเดียวก็ไม่ชนะ

เรามีแนวโน้มจะเชื่อว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินช่วยทำให้คนที่มีใจให้กันอยู่แล้วตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นแหละ แต่เงินซื้อคนที่เกลียดเราหรือคิดเห็นตรงกันข้ามกับเราไม่ได้ (ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่เชื่อว่าพรรคส้มถูกน้ำเงินซื้อด้วยเงิน)

การครองเก้าอี้ส่วนมากในวุฒิสภาของ “น้ำเงิน” ไม่เพียงแต่ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคเกือบเสียงข้างมากในสภา (หากรวม 2 สภาฯ) และอย่าลืมว่าในหลายๆ เรื่องสำคัญของประเทศนี้ต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มิพักต้องพูดว่า ใครครองเสียงวุฒิสภาได้ก็ครองอำนาจในการแต่งตั้งสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้

นี่คือการเดินเกมอันแยบยลของพรรคภูมิใจไทย และปูทางมาสู่การเป็นรัฐบาลได้เร็วกว่าที่คิด

การร่วงหล่นตุ๊บของนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย 2 คนติดๆ กันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เพราะแค่การไม่เป็น “ที่รัก” ของ “สื่อ” ไม่เป็นที่รักของ “คนดี” ในสังคมนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยขาด “ความชอบธรรมเชิงรสนิยม” ในการเป็นรัฐบาลของประเทศนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ไม่ต่างจากการรัฐประหารปี 49, 57 ที่ทำได้เพราะ interllectual community ของสังคมไทยส่งใบอนุญาตให้ก่อนแล้ว

แต่สิ่งที่ชวนให้คิดต่อคือทำไมพรรคประชาชนจึงประเคน 14 ล้านเสียงของตนเองใส่พานให้อนุทินเป็นนายกฯ แล้วก็ไม่กล้าร่วมรัฐบาล?

เพราะกลัวโดนข้อหา “ตระบัดสัตย์” หรือเปล่า? เล่นเรื่องนี้กับเพื่อไทยไว้เยอะ เลยต้องแก้เก้อว่า ฉันเป็นคนดี ฉันฝ่าวิกฤติประเทศและเสียสละมาเป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม ฉันไม่หิวอำนาจเหมือนนักการเมืองทั่วๆ ไป

“เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชนทำหน้าตาขึงขังพูดในสภาฯ ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญญาทำอะไรหรอก พรรคประชาชนเขี่ยเบาๆ ก็ร่วงจากตำแหน่งแล้ว ดังนั้น การเลือกอนุทินเป็นนายกฯ นั้นไม่ได้เลือกมาให้บริหารประเทศ แต่เลือกมาเพื่อภารกิจยุบสภาฯ กับแก้รัฐธรรมนูญ

แต่วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่จริง รัฐบาลเสียงข้างน้อยของอนุทินไม่ได้มีสภาพเป็ดง่อยอย่างที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยควรจะเป็นเลย ทั้งการเป่าคดีเขากระโดง คดีฮั้ว สว. การโยกย้ายข้าราชการล็อตใหญ่ เดินทางไปเซ็น MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแร่ rare earth แถมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่วางแผนว่าจะทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงก็ไขว้เขวไปเพราะดันจะมีประชามติเรื่องยกเลิก MOU 43,44  พ่วงเข้ามาด้วย กลิ่นตุๆ ที่เริ่มโชยมาคือ ทั้ง หนึ่ง การเลือกตั้ง สอง ประชามติ จะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้จริง หรือจะสะท้อนแค่ภาวะวูบไหวทางอารมณ์ของประชาชนที่ถูกปลุกปั่นด้วยกระแสชาตินิยมในทุกมิติ

ส่วนการเลือกตั้งในบรรยากาศที่เราไม่แน่ใจว่า กลไกขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจริงหรือเป็นเนื้อเดียวกันกับบางพรรคการเมือง ก็ยิ่งชวนให้คิดว่า ประชาธิปไตยในสังคมไทยที่กำลังจะตั้งไข่เริ่มนับหนึ่งเดินไปข้างหน้านั้น ถูกฉุดรั้งให้ถอยหลังแล้วเดินวนเป็นวงกลมกันอีกรอบ

ในสมการของการเมืองไทยครั้งนี้พรรคที่เสียหายมากที่สุดคือ พรรคประชาชน

เสียหายเพราะเอา 14 ล้านเสียงที่ตัวเองมี โหวตให้พรรคอันดับ 3 เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้ว ไม่สามารถกดปุ่มปิด - เปิดเขาได้อย่างที่โม้ไว้ใหญ่โตว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยมันไร้น้ำยา มันต้องฟังคำสั่งจากพรรคส้ม แต่ปรากฎว่าพวกเขาปาร์ตี้กินเค้กส้มกันฉ่ำ

เสียหายหนักกว่านั้นถ้าพรรคภูมิใจไทยพยายามจะ Rebrand พรรคประชาชนกลับ De - branded ตัวเองจากพรรคที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ มาสู้พรรคปราบทุนเทา “มีส้มไม่มีเทา” เหมือนเป็นพรรคโปลิศจับขโมยไปวันๆ แย่งงานพวกทนายหิวแสง และสมควรจัดรายการ “หิวกระแส” แข่งกับรายการ “โหนกระแส” เน้นตีฆ้องร้องป่าวเป็นศูนย์ดำรงธรรม ปราบคนพาลอภิบาลคนดี ซึ่งไกลจากมโนทัศน์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยิ่ง

ถามว่าได้กระแสในระยะสั้นไหม คำตอบคือ “ได้” แต่ในระยะยาวพรรคประชาชนได้เสียตำแหน่งแห่งที่ของพรรคการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “อุดมการณ์” ไปแล้วโดยสิ้นเชิง และการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ของรัฐบาลที่มีอำนาจล้นเกินกว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยคือบทอวสานของพรรคสีส้มโดยบริบูรณ์

กลับมาที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย สะสมขุมกำลังอำนาจบารมี พร้อมที่สุดสำหรับการเลือกตั้ง และใช้ซอฟต์พาวเวอร์มารีแบรนด์ตัวเองจนได้ความรักความเอ็นดูจาก “สื่อ” อย่างท่วมท้น แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยหลงลืมไปโดยสิ้นเชิงคือพรรคไม่ได้พัฒนาเรื่องนโยบายในระดับมหภาคมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในท่ามกลางสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ที่แหลมคม

โจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกลับไปปรากฏตัวอยู่ในนโยบายของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการที่เทอะทะล้าหลังผ่านการ digitalized ระบบราชการ ลดคอร์รัปชั่น ส่วย เงินใต้โต๊ะ, ทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์, สร้าง Entertainment Complex เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าประเทศ (และตอนนี้คีย์แมนคนสำคัญของพรรคประชาชนอย่าง อมรัตน์ หรือพรรณิการ์ ออกมาปั่นประเด็นว่า นี่คือแหล่งฟอกเงินเทา ยิ่งทำให้เราเห็นเจตนาของกลุ่มการเมืองสีส้มชัดเจนขึ้นว่าเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมขนาดไหน), ดึงบริษัทเทคมาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมทำพลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ ส่งต่อโนฮาวให้นักเรียนอาชีวะทั่วประเทศมามีบทบาทในเศรษฐกิจนี้

โปรเจคแลนด์บริดจ์ เพื่อช่วงชิงความสำคัญด้านการขนส่งสินค้าทางเรือและทำให้ไทยเป็นทำเลทองของภูมิภาค, ดันไทยเข้า OECD เพื่อต่อรองกับ BRICS, ทำ negative income tax, ทำ virtual bank ทำโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ผ่านกฎหมายหลายฉบับ, ต่อยอดโครงการ universal healthcare, พัฒนาที่ดินของการรถไฟมาทำ public housing, ทำรถไฟฟ้า 20 บาท ไม่ใช่แค่ลดรายจ่ายประชาชนแต่เป้าหมายหลักคือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ที่เป็นโครงสร้างหลักอันจะต่อยอดไปสู่เรื่องขนส่งสาธารณะ, สนับสนุนบทบาทรัฐในการผู้อำนวยความสะดวกไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งหรือคิดแทนประชาชน, ตั้งเป้าพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน เพราะเห็นว่าการศึกษาในระบบหากจะรื้อต้องทะเลาะกับไดโนเสาร์ในกระทรวงศึกษาเยอะเกินไป เป็นต้น

ที่เขียนมาทั้งหมดคือเสี้ยวของเสี้ยวในนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เป็นการเตรียม foundation เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วันๆ วิ่งไล่จับส่วยรถบรรทุก หรือมากรีดร้องเรื่องไอโอ เพราะพรรคเพื่อไทยรู้ว่า ประชาธิปไตยเติบโตได้จากระบบนิเวศน์ที่เอื้อวัฒนธรรมประชาธิปไตยเติบโต ด้วยแรงจูงใจทางผลประโยชน์และเศรษฐกิจ ไม่ใช่การบีบบังคับหรือไล่จับคนเลวๆ ไปลงโทษ

การทำนโยบายในสเกลที่หวังการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกลายเป็นดีเอ็นเอหรืออัตลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย และตกผลึกกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานเชิงองค์กรไปแล้ว และแม้แต่คนในพรรคก็ไม่ค่อยจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นแบบนี้ เวลาเจอโจทย์การสื่อสารเชิงกระแสเชิงวาทกรรม เลยงงๆ เพราะมัวแต่คิดจากมุมมองของคนที่อยากทำงานให้สำเร็จมากกว่าอยากทำงานเพื่อให้มีแสงเฉยๆ

มิตินี้จะขัดใจกองเชียร์พรรคเพื่อไทย เพราะการทำงานที่พุ่งเป้าที่ไปความสำเร็จมันพูดมากไม่ได้ บางเรื่องเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เช่น หากอธิบายละเอียดว่าดิจิตอลวอลเล็ตจะกระทบกับ “โครงสร้าง” อย่างไร ผลก็คือกลุ่มคนที่ไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างก็จะขัดขวางจนถึงที่สุด

กลับมาที่พรรคภูมิใจไทย สำหรับฉันเป็นพรรคที่รีแบรนด์ตัวเองจากพรรคภูมิภาคมาสู่พรรคระดับชาติ ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ ใช้สื่อมาสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองได้ดีเยี่ยม ต่อยอดด้วยการ “ดูด” นักการเมืองที่แข็งแกร่งในพื้นที่มาเพื่อยึดหัวหาดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงได้ เรียกว่าถึงพร้อมทางสรรพกำลังในทุกมิติ

แต่ความผิดพลาดของพรรคภูมิใจไทยคือ หลังจากใจเย็นมาได้เกือบ 20 ปี ดันมาใจร้อนใน 2 ปีสุดท้าย

ใจร้อนใน 2 ปีสุดท้ายคือ แทนที่จะอดทนรอให้คะแนนนิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยดิ่งลงก้นเหวหลังจากบริหารประเทศไป 4 ปี ระหว่างนั้นไปออกแบบนโยบายมาหาเสียง พร้อมกับไปสร้างพันธมิตรในบางประเด็นกับพรรคประชาชน เพื่อปูทางไปสู่การร่วมรัฐบาลด้วยกันในนามของความชั่วร้ายที่จำเป็น หรือที่ปิยบุตรเพิ่งออกมาพูดเรื่องจากพรรคปฏิวัติสู่พรรคอำนาจรัฐ

ถ้าใจเย็นอีกนิดหนทางนี้จะราบรื่น ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนจะจับมือกันครองชัยชนะและเป็นรัฐบาลได้สวยๆ และเพื่อไทยจะบอบช้ำที่สุดเพราะการเป็นรัฐบาลทำดีเสมอตัว ทำพลาดนิดเดียวก็เป็นความผิดอุกฉกรรจ์

แต่การรีบร้อนเอาเพื่อไทยออก และเข้ามาเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยของอนุทิน (บนการอุ้มชูของพรรคประชาชน) ทำให้เกิดการเปรียบเทียบผลงานของรัฐบาลเพื่อไทยกับรัฐบาลอนุทินทันที ตั้งแต่เรื่องยุบสภาฯ ไม่บริหาร, กับดักชาตินิยมที่สร้างขึ้นเองติดกับดักเอง, เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ที่อยู่ๆ คนกรุงเทพฯ ก็เกิดจะตาสว่างว่า อ้าว ฉันทำอะไรลงไป แทนที่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะได้เฮ สุดท้ายได้แค่คนละครึ่ง วันละไม่เกินสองร้อยมายาใจ, เรื่อง rare earth ที่ก็อึ้งทึ่งเสียวกันอยู่ แถมเหล่าสลิ่มเฟสหนึ่งเริ่มงงวยว่า แนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา นายกฯ อนุทินก็พูดเหมิอนนายกฯ แพทองธาร การเจรจาก็เหมือนกัน สงบศึกเหมือนกัน มีซีนหยอกเอินกับฮุนมาเน็ต สลิ่มสับสนไม่ไหว

รัฐมนตรีในฝันแบบศุภจีก็เป็นเดือนดับไปอย่างรวดเร็ว ตอบคำถามสื่อโบ้ๆ เบ้ๆ แถมไปเคลมผลงานรัฐบาลเก่ามาสมอ้างเป็นผลงานตัวเอง รัฐมนตรีคนนอกอย่างเอกนิติที่เห่อกันนักหนาก็เงียบกริ๊บ ไม่มีบทบาท ไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ใดๆ

สุดท้าย สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่มีและไม่พร้อมเลย คือ ไม่มีนโยบายในระดับ “โครงสร้าง” เราไม่เคยรู้เลยว่าประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่พรรคภูมิใจไทยคาดหวังว่าจะได้เห็น เป็นประเทศไทยที่หน้าตาแบบไหน? จะขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม, เสรีนิยม? จะเน้นทุนนิยม หรือจะเน้นชนชั้นแรงงาน จะเป็นประเทศนายทุนหรือเป็นประเทศ SMEs?

จะดีจะชั่ว เวลาพูดถึงนโยบายพรรคเพื่อไทย มันชัดเจนว่า ตั้งใจจะขับเคลื่อนประเทศด้วยเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่เป็นทุนนิยมที่มีหัวใจ ทุนใหญ่ก็อยู่ได้ ขณะเดียวกันก็พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยนวัตกรรมทางนโยบายตั้งแต่ 30 บาทรักษาทุกที่ ODOS หวยเกษียณ กองทุนหมู่บ้าน ใช้ธนาคารของรัฐไปเสริมกำลังอำนาจประชาชนทางไฟแนนซ์ ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยยังทำไม่ได้ ไปไม่ถึง และจะไม่พยายามทำด้วย เพราะทำแล้วจะกระทบ “โครงสร้าง” ที่เป็นกล่องดวงใจของภูมิใจไทยเอง

ส่วนพรรคประชาชนนั้นไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นพรรค fast fashion เดี๋ยวจะทะลุฟ้า เดี๋ยวจะปฏิรูปกองทัพ เดี๋ยวจะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เดี๋ยวจะทลายนายทุน เดี๋ยวจะโค่นนายทุนพลังงาน เดี๋ยวน้ำประปากินได้  เดี๋ยว failed state เดี๋ยว state capture คำอะไรมาใหม่ กูต้องได้พ่นๆ ออกมาก่อน สุดท้ายมาเป็นพรรคโปลิศจับขโมย ตอนนี้จะมีส้มไม่มีเทา เลอะเทอะ เหลวเป๋ว ความจำสั้นกว่าปลาทอง

สภาพรัฐบาลกับฝ่ายค้ำตอนนี้เหมือนคู่รักวัยรุ่นที่ชิงสุกก่อนห่าม พยายามตั้งครรภ์ แต่มันคือท้องไม่พร้อม

บอกตรงๆ ว่า เสียดายพรรคภูมิใจไทย ถ้าใจเย็นกว่านี้อีกนิด บ่มเพาะนโยบายอีกสักหน่อยให้สมกับที่ใจเย็นมาได้นับสิบปีกว่าจะรีแบรนด์เป็นพรรคระดับชาติ

งานนี้ใครหลอกกินใครไม่รู้ แต่บอกเลยว่า เหนื่อยทั้งคู่ เจอกับวิกฤติอัตลักษณ์ทางอุดมการณ์ทั้งคู่

การชิงสุกก่อนห่ามนี้ ถ้าไม่รีบยุติการตั้งครรภ์ บอกเลยว่า บันเทิง

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง