Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คนนี้เป็นคนดี

คนนี้เป็นคนเก่ง

คนนี้เป็นคนโกง

คนนี้โกงแต่เก่ง

คนนี้น่ารัก

คนนี้ไม่เก่งเลยแต่ซื่อสัตย์

ฯลฯ

ฉันถามทุกคนว่า เราอยากได้ใครมาบริหารประเทศ คน 60 ล้านคนคงมีคำตอบไม่ตรงกัน บางคนให้ความสำคัญกับความน่ารัก บางคนให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ บางคนให้ความสำคัญกับการเป็นคนเคร่งศาสนา ที่สำคัญคนดีหรือคนเก่งของเราก็ไม่ตรงกับของคนอื่นอีก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเลือกใช้ “เสียงข้างมาก” มายุติความขัดแย้ง เช่น เธอบอกว่า อนุทินเก่ง แต่ฉันบอกว่ายศชนันเก่ง เถียงกันจนโลกแตกก็หาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้น เธอจงไปโฆษณาให้คนอื่นฟังว่าอนุทินเก่งยังไง ยศชนันเก่งยังไง เสร็จแล้วเรามาโหวตกัน ใครได้เสียงโหวตมากกว่าคนนั้นชนะ

ชนะแล้วก็ทำงานไป 4  ปี ครบ 4 ปี เรามาโหวตกันใหม่

ตรรกะของประชาธิปไตยเรียบง่ายแค่นี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เราทุกคนต้องเข้าใจเรื่อง “เสียงข้างมากชนะ” ก่อนที่เราจะอภิปรายกันในประเด็นที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ทำอย่างไรไม่ให้คนที่ “ชนะ” ใช้การครองอำนาจเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่งขันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือ ทำอย่างไรไม่ให้ผู้ชนะใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ผิด เอารัดเอาเปรียบประชาชน กลไกการถ่วงดุลอำนาจทำงานอย่างไร หลังการโหวตประชาชนยังมีความหมายหรือไม่ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและการปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อยมีแค่ไหน ฯลฯ

เหตุที่ฉันต้องมาเขียนเรื่องนี้เพราะเห็นว่ามันจำเป็นที่เราต้องตั้งคำถามกับคอนเซ็ปต์ “The Professionals เปิดตัวทีมบริหาร รัฐบาลประชาชน” ของพรรคประชาชน

ไม่ใช่เพราะฉันรังเกียจมืออาชีพ ไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี ไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนไม่เก่ง

แต่ฉันคิดว่านี่คือระบอบอำมาตยาธิปไตย/ เทคโนแครตธิปไตย มันคือร่างอวตารของกลุ่มปฏิรูปการเมืองที่นำโดยหมอประเวศ วะสี, โคทม อารียา, ธีรยุทธ บุญมี, ชัยอนันต์ สมุทวณิช และอีกหลายคนในยุคหลังพฤษภาทมิฬ ก่อนมีรัฐธรรมนูญปี 2540 กลุ่มนักปฏิรูปการเมืองกลุ่มนี้อธิบายว่า ความดักดานของการเมืองไทย และความล้าหลังของประเทศไทยเกิดจาก ประชาชนยากจน - ขายเสียง - นักการเมืองใช้ระบบอุปถัมภ์ - ธนกิจการเมือง - การแบ่งโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรี - คอร์รัปชั่น - รัฐประหารเพื่อปราบนักการเมืองชั่ว - ประเทศถดถอย - ประชาชนยากจน

วนไปแบบนี้เรื่อยๆ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง กลุ่มคนคณะปฏิรูปประเทศในยุคนั้น (2538) พวกเขาก็ล้วนแต่เป็นหนุ่ม เป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้าของสังคมไทยเหมือนคนหัวก้าวหน้าสีส้มในทุกวันนี้ จึงเสนอโมเดลออกแบบประเทศใหม่ ออกแบบกลไกการเมืองไทยใหม่ อาสามาเป็น “สถาปนิกของประเทศ” ว่า ประชาธิปไตยอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลด้วย

สิ่งที่เราต้องเติมเข้าไปเพื่ออุดช่องโหว่ของประชาธิปไตยเสียงข้างมากที่สุ่มเสี่ยงว่าจะได้ “โจร” (ปัจจุบันเรียกว่า “เทา”) มาปกครองบ้านเมืองคือ ต้องมี “องค์กรที่สาม” ปัจจุบันเรียก “องค์กรอิสระ” เป็นองค์กรของผู้ทรงคุณวุฒิและ “เป็นกลาง” ทางการเมือง มากำกับ ตรวจสอบนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอีกชั้นหนึ่ง

บนสมมติฐานว่า เพราะประชาชนยากจน อ่อนแอ โง่ จึงจะเลือกคนไม่ดีมาบริหารบ้านเมือง ก็แก้ด้วยการมีองค์กรคนดีมา audit นักเลือกตั้งเสียเลย

คนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540

พวกเขาอุดช่องโหว่ด้านพฤติกรรม “ชั่ว” ของนักเลือกตั้งด้วยการมีองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช., สตง. (ที่ตึกถล่ม)

พวกเขาอุดช่องโหว่ของการโกงเลือกตั้งด้วยด้วยการมี กกต.

พวกเขาอุดช่องโหว่ของการมีนักการเมืองไร้การศึกษาด้วยการระบุคุณสมบัติว่าผู้มีสิทธิสมัคร สส. ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป

พวกเขาออกแบบระบบการเลือกตั้งใหม่เพื่อปิดช่องโหว่เรื่อง “ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาเป็นฝ่ายบริหาร” เพราะผู้เชี่ยวชาญหรือเทคโนแครตทั้งหลายลงพื้นที่ไม่เก่ง หาเสียงไม่เป็น ไม่ถนัดทำงานมวลชน จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบ “คู่ขนาน” คือ เลือกคนกับเลือกพรรคบนสโลแกน “เลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ใช่” ทำให้เกิดมี บัญชี สส. เขต และ บัญชี สส. ปาร์ตี้ลิสต์

ถ้าใครเกิดทันยุคนั้นก็จะพบว่ามีดีเบตในเรื่องนี้ว่า การมีปาร์ตี้ลิสต์สะท้อนภาวะ “บ้าผู้เชี่ยวชาญ” หรือ ภาวะ “คลั่งเทคโนแครต” ของสังคมไทยอย่างชัดเจน

สำหรับฉันสิ่งที่เป็น irony ของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ความสำเร็จของการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยได้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้พรรคการเมืองแบบพรรคไทยรักไทย ความสมประสงค์ของการทำลายวงจรอุบาทว์ทางการเมืองจากสถาปัตยกรรมระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งอันเนื่องมาจากความสำเร็จในการส่งมอบนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน และสัมฤทธิ์ผลเชิงประจักษ์ คือ ประชาชนเลือกพรรคการเมืองและ สส. จากนโยบาย ไม่ใช่เพราะถูกซื้อด้วยเงินอีดต่อไป จนทำให้เกิดวลี “รับเงินหมากาเพื่อไทย”

อีกหนึ่ง irony คือ ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ทำให้พรรคการเมืองอย่างพรรคไทยรักไทย ใช้งานเทคโนแครตในฐานะรัฐมนตรีตามฟังก์ชั่นจริง ๆ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และวิษณุ เครืองาม

ที่สุดของ irony คือ เหล่านักปฏิรูปและสถาปนิกทางการเมืองเหล่านี้ต้องกรีดร้อง เพราะตอนออกแบบไว้ไม่ได้คิดว่าจะได้ทักษิณ หรือ ไทยรักไทย

ตอนออกแบบมีหน้าอีกคนหนึ่งอยู่ในใจ แต่ออกแบบเสร็จดันเป็นแม้ว

บ้าที่สุด!

ทักษิณทำให้คนไทยหายจน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคู่แข่งกับสิงค์โปร์ภายในเวลาไม่กี่ปี ประเทศไทยเปลี่ยนโฉมหน้าไปมหาศาล รถเมล์ติดแอร์ แท็กซี่ยกเครื่องเป็นรถใหม่ป้ายแดง สายการบินโลว์คอสต์ บีทีเอส เอ็มอาร์ที เปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ใหม่ สามสิบบาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เราเคยไปไกลถึงขั้นจะเปลี่ยน GMT (เวลามาตรฐานกรีนิช) ให้ตรงกับฮ่องกง สิงค์โปร์

ประชาชนเข้มแข็งเกินไป ฝ่ายชนชั้นนำรู้สึกไม่ปลอดภัยและเหล่าสถาปนิกการเมืองเกิดภาวะ “หลอนเผด็จการรัฐสภา” จนนำไปสู่การสร้างปิศาจว่าด้วย “ระบอบทักษิณ” จนท้ายที่สุดนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 ซ้ำด้วยการรัฐประหารปี 2557 ที่แปลว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เจ้ากรรมถูกฉีก ได้รัฐธรรมนูญใหม่เป็น 2550 ก็ยังกลายเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนมาได้รัฐธรรมนูญอัจฉริยะ 2560 ที่อุดทุกรูรั่ว สมบูรณ์แบบชนิดไม่มีความจำเป็นต้องใช้บริการกองทัพมารัฐประหารอีก

ในระหว่างปี 2549 - 2564 ฉันคิดว่าฝ่าย “ต้านรัฐประหาร” ได้ทำงานทางความคิด ทั้งถกเถียงกับตัวเอง ถกเถียงกับสังคม ถกเถียงกันเอง แม้กระทั่งฝ่ายที่เคยสนับสนุนการรัฐประหารทั้งสองครั้งกลับมายืนอยู่ในฝั่งเดียวกับฝ่ายที่เรียกกันว่า ”ประชาธิปไตย” และหนึ่งในบทเรียนที่เราสรุปกันได้เกือบตรงกันก็คือ มายาคติว่าด้วย “คนดีปกครองบ้านเมือง” คือตัวการสำคัญในการขัดขวางความเข้มแข็งของประชาธิปไตย

เราก้าวหน้าไปจนถึงการอภิปรายเรื่องตุลาการภิวัฒน์

เรากลับไปอ่านประวัติศาสตร์ 2475 กันใหม่

เราลอกคราบระบอบคนดีจนเกิดคำว่า “คนดีย์”

เราพอแล้วกับคำว่า ”ประชาธิปไตยแบบไทยไทย“

เหมือนเราแทบจะได้ข้อสรุปตรงกันว่า ปัญหาประชาธิปไตยของไทย เกิดจากกระบวนการทำให้เชื่อไปโดยปริยายว่า การเมืองสกปรก คนดีๆ ไม่มีใครอยากมาเป็นนักการเมือง นักการเมืองคือคนที่ต้องการอำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และสูบกินเลือดเนื้อของเพื่อนร่วมชาติ ทำนาบนหลังคน

เรื่องเล่าเช่นนี้ผลิตซ้ำผ่านนวนิยาย หนัง ละคร ข่าว ทุกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จะถูกเหลามาให้เป็นพล็อตละครคุณธรรม นักการเมืองโกง ประชาชนลำบาก คนดี ๆ ไม่มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ

แล้วเราก็ถูกทำให้ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเป็นประเทศ ”ห้ามพัฒนา“ เกิดจากการที่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยได้ทำงานอย่างต่อเนื่องเกิน 2 สมัยเลย

จอมพล ป.ฯ, ชาติชาย ชุณหะวัณ, ชวน หลีกภัย, บรรหาร ศิลปอาชา, ชวลิต ยงใจยุทธ

เรื่องเกี่ยวกับนายกฯ พลเรือนทุกคน ถูกเล่าเพื่อให้ดูเป็นตัวตลกกันทุกคน ทั้ง ๆ ที่ จอมพล ป. คือนักพัฒนาและล้ำสมัยอย่างชนิดที่หานายกฯ ในประวัติศาสตร์ไทยคนไหนเทียบยังไม่ได้

ชาติชาย ทำสนามรบเป็นสนามการค้า

บรรหาร คือ คนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540

ชวลิต ทำอีสานเขียว

เราควรจะเอะใจกันบ้างว่า ทำไมในเรื่องเล่ากระแสหลัก สังคมไทยให้ค่า อานันท์ ปันยารชุน มากกว่า ชวลิต หรือชาติชาย? ไม่ต้องพูดถึงทักษิณว่า ถูกตีตราแบบไหนในเรื่องเล่ากระแสหลักของ “คนดี” ต่างกันแค่ ทักษิณมีกลุ่มคนชายขอบทางวัฒนธรรม aka ควายแดง สู้กลับต่อเรื่องเล่ากระแสหลักอย่างหนัก และไม่เคยหยุดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับทักษิณในสนามของ “ความทรงจำ”

ฉันคิดว่าสังคมไทยเติบโตมาพอสมควรแล้วที่จะรู้เท่าทันการเมืองคนดีว่า มันคือตัวการสำคัญในการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่เรียกตัวเองว่า ผู้รักความเป็นธรรมและรักในประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ปัญญาชน คนรุ่นใหม่ที่มองว่า พรรคเพื่อไทยเป็นเพียง “อุปกรณ์ของชนชั้นนำ” (เจ้าของคำพูดนี้คือ ธงชัย วินิจจะกูล)

แต่ The Professionals บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีในฝันของพรรคประชาชนทำให้ฉันนึกถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มหมอประเวศ วะสี และเครือข่ายของพวกเขาเมื่อครั้งกระโน้นอย่างช่วยไม่ได้

เราไม่ได้เติบโตมาพอที่จะเข้าใจหรอกหรือว่า รมต.สาธารณสุขไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ รมต.ศึกษาฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นครู

มากไปกว่านั้น เราไม่ได้พยายามเข้าใจหรือว่า ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาแบบตัวแทน (เราจึงเรียกว่า ผู้แทนราษฎร) ที่เราอยู่กับมันในทุกวันนี้ เราไม่ได้เลือกนายกฯ โดยตรง และเราไม่ได้เลือกรัฐมนตรีโดยตรง แม้รัฐธรรมนูญ 2560 (ที่พวกเราอยากแก้กันมาก) จะสร้างสิ่งประหลาดขึ้นมาคือ ให้พรรคการเมืองมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคคือคนที่จะกลายเป็นนายกฯ และ รัฐธรรมนูญ 2550 ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 คือคนที่ถูกวางตัวไว้เป็นนายกฯ

ลำดับของ accountability หรือความรับผิด รับชอบ คือ รัฐบาลเลือกพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากแคนดิเดตนายกฯ ร่วมด้วย จากกันนั้นก็มาดูว่า พรรคไหนมีเสียงมากพอจะเป็นแกนนำรวบรวมเสียงในสภาฯ มาตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วย แต่ก็จะให้พรรคอันดับหนึ่งตั้งก่อนเป็นธรรมเนียมมารยาท เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วก็จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกันตามสัดส่วนของจำนวน สส. แต่ละพรรค บวก ลบ กับปัจจัยที่เป็นตัวแปรของอำนาจต่อรองที่มีอยู่

ดังนั้น การพูดว่า การเมืองเก่า แย่งชามข้าวหมา แย่งโควต้ารัฐมนตรี ชั่วช้า เลวทราม จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพราะคำถามของฉันคือ ถ้าไม่แบ่งโควต้ารัฐมนตรีตามจำนวน สส. ที่มีแล้วจะให้แบ่งโควต้ากันตามมาตรวัดความดีความเก่งที่ไม่รู้ว่าจะใช้มาตรวัดอะไรจึงจะเห็นตรงกัน และหากวัดที่ความดีความเก่งก็กลับไปที่เรื่องเดิมคือ

แล้วจะเลือกตั้งไปทำไม?

เมื่อมี ครม. แล้ว จะเป็น ครม.ยี้ หรือ ครม.ว้าว คนรับผิดรับชอบก็คือตัวนายกฯ และพรรคการเมืองของนายกฯ คนนั้น ซึ่ง ยี้ กับ ว้าว ของโหวตเตอร์ ก็ไม่รู้ว่ายี้เรื่องเดียวกัน หรือว้าวเรื่องเดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งในการเลือกตั้ง

หากจะมีคำถามว่า ถ้าได้คนไม่เก่งไปทำงาน แต่ดันสร้างภาพเก่ง เราก็แย่สิ คนสร้างภาพเก่งก็ชนะการเลือกตั้งอีก

คำตอบก็คือ คนที่ชนะเลือกตั้ง จะชนะเพราะทำงานเก่งหรือ ชนะเพราะสร้างภาพเก่ง ไม่ใช่ประเด็น ชนะก็คือชนะ มันเป็นการตัดสินใจของเพื่อนร่วมชาติเรา และเรามีความจำเป็นต้องอดทน เรียนรู้ ล้มเหลว เติบโต ล้มลุกคลุกคลานกันไปแบบนี้แหละ

ประชาธิปไตยแปลว่า มึงและแม่มึงไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล

การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560  ก็ยังเป็นไปตามตรรกะของ 2540  คือ เลือกคน กับ เลือกพรรค ซึ่งตัวแปรของการเลือกพรรคมาจากรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ และรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ที่ออกแบบมาให้เทคโนแครต นักกิจกรรม ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมาอยู่ในบัญชีนี้เพื่อรองรับการทำงานที่ไม่เกี่ยวกับพื้นที่หรือมวลชน เป็นที่รู้กันว่าเป็นลิสต์รัฐมนตรีนั่นเอง แต่ระบุชัด ๆ ไม่ได้ เพราะต้องมารอดูว่าประชาชนจะโหวตเลือกพรรคมามากน้อยขนาดไหน

มองในแง่นี้จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมีบัญชี professional อีกเลย เพราะพรรคประชาชนสามารถเอาคนเหล่านี้มาใส่ใน “บัญชีรายชื่อ” ได้เลย ประชาชนเห็นชื่อที่แสนว้าว เขาก็จะถาโถมไปเลือกพรรคมากขึ้น

แต่การมีบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีสุดว้าว และไม่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้สงสัยว่า เป็นแต่เพียงหาชื่อคนมาประดับให้พรรคดู “แพง” ขึ้นเฉยๆ สมมุติว่า พรรคประชาชนได้ 151 เสียงเท่ากับครั้งที่แล้ว และไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคอื่นๆ ที่เหลือจับมือกันเป็นรัฐบาล คนเหล่านั้นก็มลายหายไปจากการเมืองกลับภูมิลำเนาเดิมของตน แต่พรรคประชาชนมี “สตอรี่” มาขายต่อว่า

“ดูสิ สังคมไทยยังไม่พร้อมจะพัฒนา เลือกเราไม่มากพอที่จะทำให้คนเก่งคนดีเหล่านี้ได้รับใช้ประเทศชาติ”

การเสพสตอรี่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างอะไรจากการดูหนังโป๊แล้วช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ฟินจากแฟนตาซีไปเรื่อย ๆ ซึ่งถามว่าผิดไหมก็ไม่ผิด แต่ถามว่าแล้วผู้สนับสนุนพรรคประชาชนยอมรับสภาพนี้ได้ไหม? กับการถูกสร้างให้ฟินกับแฟนตาซีและเปลี่ยนเส้นเรื่องของแฟนตาซีไปเรื่อย ๆ เมื่อแฟนตาซีเรื่องเก่ามันชักจะด้านชา ไม่ทำงาน ไม่ปลุกเร้าอารมณ์อีกต่อไป

จากปฏิรูปโครงสร้างการเมือง แก้ปัญหาที่โครงสร้างอันคนอื่นไม่กล้าแตะ มาสู่ปราบทุนเทา ล่าสุดมาสู่การมี professional will ที่น่าจะแปลว่า พินัยกรรมทางวิชาชีพ

ไม่เพียงแต่เป็นแฟนตาซีราคาถูก ย่างก้าวนี้ของพรรคประชาชนยังทำให้เห็นชัดเจนว่าพรรคประชาชนไม่ได้เป็นพรรคประชาธิปไตยอย่างที่กล่าวอ้างเลย พรรคประชาชนก็แค่เป็นพรรคการเมืองเห่อเทคโนแครตและสมาทานแนวคิดว่าด้วยประชาชนยังไม่มีความสามารถพอที่จะเลือกคนเก่ง ๆ ไปบริหารบ้านเมือง ดังนั้น เรามี สส. ไปทำงานนิติบัญญัติกับไปงานบุญงานบวชก็พอ ส่วนงานยากๆ งานบริหารประเทศ เราต้องใช้ “ผู้เชี่ยวชาญ”

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรจะการันตีได้เลยว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเมื่อมาอยู่ในตำแหน่งแล้วด้วยเครือข่ายที่เขามีในระบบราชการและเอกชน เขาจำเป็นต้องแคร์พรรคหรือแคร์นโยบายของพรรค! และหากเขาบริหารกระทรวงไปในทิศทางที่ขัดกับผลประโยชน์ของโหวตเตอร์พรรค แล้วไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่กดขี่โหวตเตอร์ของพรรค พรรคจะบริหาร “คนนอก” เหล่านั้นอย่างไร ในเมื่อพรรคจัดวาง สส. ให้เป็นพลเมืองชั้นสองของพรรคไปเสียแล้ว?

สิ่งนี้ก็ปรากฎในกรณีปาร์ตี้ลิสต์จากแพล็ตฟอร์ม คู่กรณีกับกลุ่มไรเดอร์ที่เป็นผู้สนับสนุนพรรค สุดท้ายพรรคเลือก นายทุนแพล็ตฟอร์ม

นี่เป็นอีกหนึ่งในดีเอ็นเอแบบ “จำอวด” ของพรรคส้ม ที่นับวันจะชัดขึ้น และชัดขึ้น

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง