เรื่องความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย มาถึงวันนี้ฉันคิดว่าสามารถตกผลึกอธิบายที่มาที่ไปได้พอสมควร
ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยมีความ “ก้าวหน้า” ในแนวคิดเรื่องชาตินิยมมามากและมาไกล ที่เรามีธงของทุกประเทศในอาเซียนในทุกโรงเรียน เราเปลี่ยนเวลามีปิดเทอม เปิดเทอมให้สอดคล้องกันระหว่างประเทศในอาเซียน เราเสพวัฒนธรรม pop culture ของกันและกัน เรามีภาษาพม่าในตู้เอทีเอ็ม วงร็อคคงคย ที่ร้องเพลงภาษาเขมรนั้นโด่งดังข้ามวัฒนธรรม เราโอบรับอีสานใต้เป็นความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่เราแชร์กับชาวกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาษา เราสร้างสะพานมิตรภาพ ไทย - ลาว เราเอนจอยการขับรถผ่านด่านไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญการค้าชายแดนเรามีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และเป็นเศรษฐกิจสำคัญของเมือองชายแดนทั้งหมด
เราอาจจะมีความหมั่นไส้ เกทับกันเรื่องใครเป็นเจ้าของอะไร ใครคือต้นตำรับรำไทย พระปรางค์สามยอดเป็นของขอมทำไมอยู่ในดินแดนประเทศไทย เพราะถึงที่สุด ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไทย ลาว กัมพูชา เมียนม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนแต่ลูกผสมของวัฒนธรรม ขอม อินเดีย จีนอพยพและคนพื้นเมืองทั้งสิ้น อย่าลืมว่าปราสาทหินพนมรุ้งก็เป็นอารยธรรมขอม
แต่ในความหมั่นไส้เล็กๆ น้อยๆ และมีประเด็นที่เป็นเหมือนก้อนกรวดในรองเท้าอีกหนึ่งเรื่องคือประเด็นเขาพระวิหาร แต่เราไม่เกลียดกันถึงตาย
แล้วสำนึก “คลั่งชาติ” ที่เพิ่งอุบัติขึ้นนี้ท่านได้แต่ใดมา? ฉันเคยเขียนว่าความคลั่งครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองภายในของทั้งไทยและกัมพูชาเอง
ขอเริ่มที่กัมพูชาก่อน
เรารู้ว่าตระกูลฮุนปกครองประเทศกัมพูชาแบบผูกขาด การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะพรรคฝ่ายค้านถูกยุบและนักการการเมืองฝ่ายค้านถูกไล่ล่าจนต้องลี้ภัยอยู่นอกประเทศทั้งหมด รัฐบาลเผด็จการจะเป็นที่รักของประชาชนก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จในการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เวียตนามเป็นเช่นนั้น สิงคโปร์เป็นเช่นนั้น รัฐบาลของตระกูลฮุนก็เป็นเช่นนั้นในยุคที่การลงทุนจากจีนหลั่งไหลมาที่กัมพูชา สีหนุวิลล์ดูเป็นความหวัง และมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างมโหฬาร และคนไทยที่ไปเที่ยวกัมพูชาก็อื้ออึงกันมากว่า เดี๋ยวนี้ประเทศกัมพูชาสวยงาม มีความเจริญ มีถนนเลียบแม่น้ำ มีร้านอาหารเก๋ๆ ฮิปๆ มีโรงแรมห้าดาวคุณภาพดี อาหารอร่อย
หากเงิน “จีน” ยังคงสะพัดในกัมพูชา เสถียรภาพของรัฐบาลตระกูลฮุนก็คงจะมั่นคงและเป็นที่รักของประชาชนไปเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่มีความเปลี่ยนแปลงสองอย่างเกิดขึ้นนั่นคือปัญหาเศรษฐกิจจากจีน และกัมพูชามีนายกฯ คนใหม่คือฮุนมาเน็ต พูดอย่างรวบรัดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ฮุนมาเน็ตขึ้นมาเป็นนายกฯ ในยามที่เศรษฐกิจกัมพูชาได้รับผลกระทบจากการที่เงินจากจีนไม่มาลงทุนอย่างมโหฬารเช่นเคย และนั่นทำให้คะแนนนิยมของเขาสั่นคลอน ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็ยังเป็นสวรรค์ของธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการพนัน และกลุ่มมาเฟียแก๊งสแกมเมอร์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแสกมเมอร์ของจีน
กัมพูชาจึงเผชิญกับปัญหาสองด้านคือ ฮุนมาเน็ตไม่เป็นที่นิยม สะเทือนถึงความราบรื่นในการครองอำนาจผูกขาดของตระกูลฮุน พร้อมกันนั้นก็เป็นที่จับตามองของโลกในฐานะ Scambodia ดังเราเห็นจากรายงานชิ้นนี้ https://www.amnesty.org/en/latest/news/2025/06/cambodia-government-allows-slavery-torture-flourish-inside-scamming-compounds/
จะด้วยความบังเอิญหรือจากการชี้นำของ “สื่อ” ในกัมพูชาที่แน่นอนว่าผูกขาดและควบคุมโดยรัฐบาล ที่ทำให้เราเห็น “คอนเทนต์” จากอินฟลูฯ ฝั่งกัมพูชาเผยแพร่ออกมาในแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำว่าสองปีจากการสังเกตของฉัน นั่นคือคอนเทนต์ปลุกปั่นความเกลียดชังและทำคอนเทนต์ยั่วยุให้คนไทยเกลียดความเป็นเขมร เช่น เนื้อหาในทำนองว่าคนไทยประเทศไทยขโมยหรือเคลมวัฒนธรรมเขมรไปเป็นของตน
ดังนั้นก่อนเราจะปะทะกันจริงที่ชายแดน ชาวเน็ตของทั้งสองชาติเกิดการปะทะกันทางออนไลน์อยู่เนืองๆ เช่น เถียงกันว่าตกลงต้มยำกุ้งเป็นอาหารไทยหรือาหารเขมร จนนำมาซึ่งคำว่า “เคลมโบเดีย” และฉันก็ยังจำได้อีกว่าตอนหนึ่งของรายการ “ข่าวจบคนไม่จบ” ที่ฉันจัดกับ คุณอั๋น ภูวาท ที่ “ข่าวสด” ฉันพยายามเตือนชาวไทยว่า อย่าไปถือสาเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นแก่นสารเลย กัมพูชา เป้นประเทศที่เล็กกว่าเรา มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าเรา มีปัญหาภายในมากกว่าเรา ประชาชนของเขาย่อมเผชิญกับวิกฤติอัตลักษณ์ การได้แสดงออกซึ่งความเหนือกว่าคนไทย เหนือกว่าประเทศไทย เป็นหนทางคลายความตึงเครียดอย่างหนึ่ง เราเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า ทำมาหากินกับการท่องเที่ยวมายาวนานกว่า โลกรู้จักเรามากกว่า เราควรทำใจกว้างๆ มองเป็นเรื่องขำขันไปเสีย อย่าเอามาเป็นอารมณ์
เพราะฉะนั้นความเกลียดชังมันไม่ได้เริ่มต้นที่ชายแดน แต่มันเริ่มต้นที่ “พื้นที่โลกเสมือนจริง” ก่อนที่เราจะปะทะกันที่ชายแดนเกือบปี
ถามต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดน สิ่งที่เราพึงรู้เป็นข้อมูลพื้นฐานคือ การกำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นยังไม่เสร็จสิ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงมี MOU43 และ 44 เพื่อเป็นกรอบในดำเนินกิจกรรมต่างๆทั้งในมิติของความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรม การค้า ความมั่นคง และนั่นคือที่มาของการมีทั้ง RBC และ JBC
ถามว่าเราอยู่ร่วมกันมาอย่างนี้เกือบสามทศวรรษไม่เคยมีปัญหาอะไร ผ่อนหนักผ่อนเบา เจรจากันมาได้ด้วยดีตลอดทั้งภายใต้รัฐบาลชวน หลีกภัย ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ จนถึงภายใต้รัฐบาลประยุทธ ไม่เคยมีปัญหาจนกระทั่ง “ภายในของกัมพูชา” มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองและคะแนนนิยมของฮุนมาเน็ต
เพราะฉะนั้นอาจพูดได้ว่า การปะทะกันที่ชายแดนจนนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตของกำลังพลที่เป็นตัวจุดชนวนให้เรื่องลุกลามบานปลาย เป็นความขัดแย้งที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อมุ่งหวังผลการเมืองภายใน
ผลทางการเมืองภายในที่ต้องการคืออะไร?
หนึ่ง ผู้นำกัมพูชาต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากการวิจารณ์รัฐบาลและปัญหาเศรษฐกิจไปสู่การมีศัตรูร่วมกันคือประเทศไทย
สอง ปูสถานการณ์เพื่อนำให้ทุกอย่างไปจบที่ศาลโลกเพราะเชื่อว่าตนเองได้เปรียบในทางเอกสารประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมและจากคดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505
เพราะเรื่องถึงศาลโลกเมื่อไหร่ โอกาสที่ไทยจะแพ้สูง และหากไทยแพ้ รัฐบาลตระกูลฮุนจะใช้เรื่องนี้สร้างคะแนนนิยมได้อีกนาน
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชา
สิ่งที่เกิดขึ้นในฝั่งไทยมีอะไรบ้าง
รัฐบาลของแพทองธารไม่เป็นที่นิยมเลยในหมู่นักวิชาการ ปัญญาชน สื่อมวลชน ด้วยเหตุผลหลายประการตั้งแต่
เกลียดชินวัตรอยู่แล้ว โกรธที่พิธาไม่ได้เป็นนายกฯ ทั้งๆที่มี สส. มากที่สุด โกรธเรื่อง “ตระบัดสัตย์” ขัดหูขัดตาเพราะมีเชื่อมโยงภาพแพทองธารเป็นคุณหนูสมองกลวงตามภาพจำของละครคุณธรรมที่เสพมาตลอดชีวิต แพทองธารคือ ปารีส ฮิลตัน เวอร์ชั่นไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทักษิณกับฮุนเซ็นเป็นเพื่อนกันมาก่อนจริงๆ และปฏิเสธไมไ่ด้อีกนั่นแหละว่า ฮุนเซ็นและเครือข่ายได้ช่วยเหลือคนเสื้อแดงจำนวนมากให้ลี้ภัยในกัมพูชา ทั้งยังมี “แผล” เรื่องการอุ้มหาย วันเฉลิม ซึ่งข้อเท็จจริงยังอยู่ในสภาวะ “พูดไมไ่ด้”
การเปิดเกม “ชาตินิยม” จากฝั่งกัมพูชาจึงได้รับการหนุนเสริมจาก “มวลชน” ในประเทศไทยผ่านวาทกรรมที่หลากหลายคือ
หนึ่ง ชาวบ้านที่ชายแดนรู้สึกตนเองโดนกัมพูชารังแก อยากให้รัฐบาลปกป้อง ผลักไสกัมพูชาออกจากการเป็นมิตรประเทศ
สอง กลุ่มพันธมิตรเดิมหยิบเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาผลิตซ้ำวาทกรรมขายชาติ แพทองธารจะยกเกาะกูดให้เขมร
สาม ฝ่ายก้าวหน้าคือพรรคประชาชนโจมตีรัฐบาลและแพทองธารว่า หน่อมแน้ม ไม่ทันเกม รู้เห็นเป็นใจกับฮุนเซ็นเชื่อมผลประโยชน์เข้าหาครอบครัว
สี่ นักวิชาการ สื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน โหมกระหน่ำเรื่องรัฐล้มเหลว และซื้อทุกวาทกรรมของทั้งสามกลุ่ม ให้พื้นที่ทั้งฝ่ายขวาจัด ซ้ายจัด เพื่อโจมตีรัฐบาลในทุกทาง
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่รัฐบาลเพื่อไทยภายใต้นายกฯแพทองธารพยายามทำมีดังต่อไปนี้
หนึ่ง รักษาเวทีการเจรจาพหุภาคีในทุกระดับ
สอง สนับสนุนแนวทางการรักษาความปลอดภัยของชาวบ้านทั้งสองประเทศ ไม่สนับสนุนการผลักดันแรงงานเขมรกลับ เน้นแนวทางมนุษยธรรม ละเว้นการสร้างอคติ ความเกลียดชังผ่านเชื่อชาติ
สาม ไม่สนับสนุนแนวทางของพลโท บุญสิน แม่ทัพภาคที่สอง ที่เน้นการปะทะ สู้รบ
สี่ พยายามให้การค้าชายแดนดำเนินต่อไปได้
ห้า ใช้เวทีนานาชาติ กดดันกัมพูชา
หก พยายามเชิญผู้สังเกตุการณ์มาลงพื้นที่ชายแดน ดูสถานการณ์จริง
จุดเปลี่ยนที่ยกระดับเหตุการณ์ไปสู่ความเลวร้ายคือ
หนึ่ง การโจมตีพลเรือนไทยจากองทัพกัมพูชา การโจมตีโรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน อย่างไม่มีเหตุผล ทำให้พลเรือน เด็กเสียชีวิต
สอง ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดรายวัน
สาม อินฟลูฯ ไทย ไปทำคอนเทนต์โหมกระพือความเกลียดชัง
สี่ สื่อไทยรับลูก เปิดเพลงปลุกใจ ติดรูปธงชาติ
พีคที่สุดคือ การปล่อยคลิปบทสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซ็น
โดยที่เนื้อหาในการสนทนาประกอบไปด้วย
หนึ่ง แพทองธารตำหนิแนวทางของ พลโท บุญสิน ซึ่งตอนนี้เราคงเข้าใจกันแล้วว่าทำไมถึงตำหนิ (สุนัย และอังคนา น่าจะยิ่งเข้าใจดี)
สอง แพทองธารต้องการให้ยุติการรบ เพราะคนที่สูญเสียคือชาวบ้าน และ ทหารชั้นผู้น้อย
สาม แพทองธารตัดพ้อว่า การที่ฮุนเซ็นทำเช่นนี้ ทำให้แพทองธารลำบากใจ เพราะประชาชนกดดันให้ต้องแข็งกร้าว ซึ่งเธอไม่ต้องการผลักสถานการณ์ไปตรงนั้น เนื่องจากคนที่สูญเสียและลำบากคือชาวบ้าน แต่หากเธอไม่ทำ เธอจะถูกกล่าวหาว่าเอาใจกัมพูชา (จนถูกไล่ให้ไปเป็นนายกฯเขมร)
สี่ แพทองธารเรียกฮุนเซ็นว่าอังเคิล และพยายามจะโน้มน้าว ต่อรองด้วยคีย์เวิร์ดว่า “ต้องการอะไรก็บอก” ซึ่งเป็นข้อเสนอปกติของการเจรจาต่อรอง
อย่างไรก็ตาม ความเกลียดชัง อคติ ต่อแพทองธาร ทำให้บทสนทนานำไปสู่ความโกรธ และถ้อยคำถูกดึงออกจากบริบทเหลือเพียงคำว่า “อังเคิล” และ “อยากได้อะไรก็บอก”
นักการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ณัฐพงษ์ กัณวีร์ โรม หรือ พรรณิการ์ วานิช เดินสายออกรายการโทรทัศน์โจมตีแพทองธาร เลยเถิดถึงขั้นเป็นการซุบซิบคิกคักว่าแพทองธารถูกเพื่อนหลอก ทำให้พ่อโกรธมาก เพื่อตอกย้ำภาพของแพทองธารว่า “โง่เกินกว่าจะเป็นนายกฯ”
ขอบันทึกไว้ว่า แทบไม่มีปัญญาชนหรือนักวิชาการคนไหนที่บอกว่า บทสนทนาของแพทองธารไม่ผิด จุดยืนของรัฐบาลไทยถูกต้อง และ การปล่อยคลิปเสียงของฮุนเซ็นผิด
ณ วันนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยเชียร์ฮุนเซ็น เพราะสะใจที่แพทองธารหมดความชอบธรรม
และต้องบันทึกไว้อีกว่า แม้แพทองธารจะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลรักษาการณ์ยังคงยืนยัน “ไม่ตามใจ” อารมณ์ของสังคมที่หันไปทางขวา “คลั่งชาติ” แต่พยายามทวนกระแสทำในสิ่งที่เป็นหลักการสากลประเทศ
จนเมื่อศาลรัฐธรรมนูญฯ ถอดถอนแพทองธาร และจนเมื่อสภาฯ โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯรัฐมนตรีด้วยการสนับสนุนของพรรคแกนนำฝ่ายค้านคือ พรรคประชาชน
นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนทุกคนรู้ว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยนั้นตรงกันข้ามกับจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในทุกมิติต่อกรณีความขัดแย้งไทยและกัมพูชา
แต่ไม่มีใครทักท้วง ไม่มีใคร “ห่วงใย” เรื่องนี้
รัฐบาลเพื่อไทย ต้องการการค้าชายแดนและการเปิดด่าน อนุทินต้องการปิดด่าน
เพื่อไทยยืนยัน MOU43,44 จำเป็นต่อการเจรจาเรื่องเขตแดนและเราได้เปรียบ อนุทิน และ ภูมิใจไทยบอกว่าควรยกเลิก
เพื่อไทย ไม่สนับสนุน อินฟลูฯคนใด ภูมิใจไทยสนับสนุนบทบาทของกัน จอมพลัง
เพื่อไทยยืนยันแนวทางการเจรจาทวิภาคี เพราะเราและกัมพูชาเป็นประเทศเอกราช ไม่ควรมีประเทศมหาอำนาจมาแทรกแซง รัฐบาลอนุทิน กำลังจะต้องยอมจำนนให้มีการเจรจรแบบพหุพาคีแทน
และแล้วก็มาถึงวันที่ทหารสาย “ก้าวหน้า” ต้องเงียบ และทหารแบบบุญสินกลายเป็นเซเล็บฯ กัน จอมพลังกลายเป็นฮีโร่
จนในวันที่ สุนัย ผาสุก และ อังคณา นีลไพจิตร ออกมาเตือนสติ เรื่องการใช้ซาวด์ผีไปเปิดที่ชายแดนว่ามันสะท้อนความไร้วุฒิภาวะ ไม่ควรทำ เขาทั้งสองถูกล่าแม่มดและเผชิญกับ hate crime ทั้งจากสื่อกระแสหลัก ดารายอดนิยม ไปจนถึงชาวบ้านที่ถูกปลุกปั่นให้รักชาติแบบเมโลดราม่า
ฉันเองสะเทือนใจและประหลาดใจ (แต่ไม่เกินความคาดเดา) ว่า นักการเมืองของพรรคประชาชนที่ปกติจะมีความกระตือรือร้นต่อประเด็น ชาตินิยม สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการคุกคามนักกิจกรรมทางการเมือง ต่างพากันเงียบงันอย่างพร้อมเพรียง
ลิซ่า ภัคมน หนุนอนันต์
ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
รังสิมันต์ โรม
รักชนก ศรีนอก
ธนาธร จึงรุ่งเรืองเกียรติ
ปิยบุตร แสงกนกกุล
พรรณิการ์ วานิช
ฯลฯ
อยู่ๆ ทุกคนก็ทำประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
และทันใดนั้น แทนที่พวกเขาจะนำเสนอเนื้อหาดึงสติสังคมไม่ให้ “ขวา” ในเรื่อง “ชาติ” รักชนกและโรม กลับวิ่งโร่ไปจุดประเด็นใหม่คือเรื่องสแกมเมอร์และดึง กัน จอมพลัง มาอยู่ในซีน สร้าง “ละคร” ตอนใหม่ มาเป็นอาหารอันโอชะของ “สื่อ” ที่ตอนนี้ไม่มีเนื้อหาอะไรจะพูดถึง เพราะมิบังอาจไปวิจารณ์นายกฯ หนู กอรปกับ ภารกิจของนายกฯ หนูก็ล้วนแล้วแต่น่ารักน่าเอ็นดู เช่น เป่าแซ็กโซโฟน ไปวัด ทำบุญ สวดมนต์ เปลี่ยนเครื่องทรงขององค์นรสิงห์
เรื่อง อังคณา กับ สุนัย ก็จะกลายเป็นน้ำจิ้ม เอาพิธีกรมาขอโทษก็จบ แต่กระแส “ขวาคลั่ง” ฟื้นแล้ว และจะ toxic อยู่ในสังคมไทยตลอดไป
ตัวต้นเรื่องนอกจากจะไม่รับผิดชอบ และยังดูเหมือนจะไปแสวงหาความดีความชอบจากละครเรื่องใหม่โดยมี “สื่อ” คอยโปรโมทให้เป็นแสกมเมอร์แสกมใจ นำแสดงโดยน้องไอซ์กับพี่กัน
แล้วความเกลียดชังที่เพิ่งสร้างก็ถูกเติมลงไปในอัตลักษณ์ของชาวเรา
ถ้าเธอไม่เกลียดเขมร เธอก็ไม่ใช่คนไทย
และมันจะค้างเติ่งแบบนี้ตลอดไป
