
21 มิถุนายน “วันเจริญ วัดอักษร”
ย้อนหลังไปหัวค่ำของวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2547 ที่สี่แยกถนนเพชรเกษม ตำบลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชายคนหนึ่งก้าวเท้าลงจากรถทัวร์โดยสาร เมื่อรถแล่นลงใต้ต่อไป ขณะที่ชายคนดังกล่าวรอรถมารับเพื่อเดินทางต่อไปยังบ้านของตนที่ชายทะเลบ้านบ่อนอก ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังลั่นขึ้นหลายนัด ในจำนวนนั้นมี 9 นัดฝังลงในร่างของชายดังกล่าว เขาสิ้นใจตายลง ณ สี่แยกแห่งนั้น
ข่าวการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วประเทศ สะเทือนใจผู้รับทราบเรื่องราวมาจนทุกวันนี้ เพราะผู้ตายคือ “เจริญ วัดอักษร” สามัญชนนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 2530 จนถึง พ.ศ.2547
เจริญไม่ใช่เอ็นจีโอ ไม่ใช่อดีตฝ่ายซ้าย ไม่ใช่คนเดือนตุลา’ ไม่ใช่นักกิจกรรมจากรั้วสถาบันการศึกษาใดๆ เขาเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งมีอาชีพเป็นชาวไร่และเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่ริมทะเล เพียงแต่เขาเห็นพิษภัยที่จะเกิดขึ้นกับทะเล ป่าไม้ ภูเขา และชุมชนของตนเอง หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมาตั้งอยู่ในชุมชนของเขา เจริญเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นสู้ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้า ร่วมกับชาวบ้านตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่มี ศ. ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นอธิการบดี ซึ่งเคยได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้แก่เจริญ ได้ร่วมไว้อาลัย และเสนอให้วันที่ 21 มิถุนายน ของทุกปีหลังจากนั้นมาเป็น “วันเจริญ วัดอักษร” (ดูคำประกาศเกียรติคุณและคำไว้อาลัยโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนใน https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2545/document984.html ) และในปีนี้ (2567) จะครบ 20 ปี หลังการจากไปของเจริญ วัดอักษร

ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม
แม้ว่าในเวลาไม่นานหลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมคนร้ายที่ลอบยิงเจริญ วัดอักษร มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่เนื่องจากเจริญเป็นบุคคลที่มีความขัดแย้งกับรัฐมาก่อน จึงส่งผลให้การพิจารณาเนิ่นช้า ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม กรณ์อุมา พงษ์น้อย ภรรยาของเจริญ ซึ่งกลายมาเป็นแกนนำชาวบ้านบ่อนอกแทนสามี เคยเล่าเปิดใจกับ BBC ถึงความรู้สึกคับแค้นใจที่ได้รับจากกระบวนการยุติธรรมว่า:
“มันเหมือนเราถูกกระทำซ้ำ... หลังเกิดเหตุ เราได้ยินตำรวจในพื้นที่พูดถึงเจริญว่าตายเสียได้ก็ดี อยู่ไปก็กวนบ้านกวนเมือง ได้ฟังอย่างนี้ก็รู้เลยว่าจะหวังให้ตำรวจทำสำนวนคดีให้ดีคงไม่ได้... เราเจอทั้งอัยการและผู้พิพากษาที่มีทัศนคติที่ค่อนข้างแย่และมีอคติกับประชาชน ทุกครั้งที่ไปศาลเราจะเครียดมากจนบางครั้งต้องออกมาอาเจียน เพราะรู้สึกแย่ที่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมที่เป็นแบบนี้”
อันที่จริงบริเวณสี่แยกที่เจริญถูกยิง ก็มีป้อมตำรวจตั้งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุไม่กี่สิบเมตร แต่คนร้ายกลับสามารถก่อเหตุได้อย่างอุกอาจ บทสรุปของการดำเนินคดี มือปืนผู้ลั่นไก 2 คน ได้เสียชีวิต (หรือถูกทำให้เสียชีวิต) ในระหว่างจำคุก โดยที่คดียังไม่สิ้นสุด ขณะที่ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า แม้ในชั้นแรกศาลชั้นต้นจะพิพากษาประหารชีวิต แต่แล้วในชั้นศาลอุทธรณ์ก็ได้รับการยกฟ้องและปล่อยตัวออกมาใช้ชีวิตปกติ ก่อนจะป่วยและเสียชีวิตไป
บทสรุปอันน่าเศร้าก็คือว่า ไม่มีใครได้รับผลกรรมจากการฆาตกรรมเจริญ วัดอักษร เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ (กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ได้จัดทำเอกสารให้รายละเอียดและวิพากษ์คดีนี้ไว้ใน https://docs.google.com/file/d/0B3Faq2zReCRgRWhBZXk4MDJ2a2c/edit?resourcekey=0-lNjDR_SebNdQRKv8s3o8oA )

เจริญ วัดอักษร กับการต่อสู้ของพี่น้องชาวบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์
ในวันที่เจริญถูกยิงนั้น ก็เป็นวันเดียวกับที่เขาเดินทางกลับจากไปยื่นข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณะ (บริเวณเดียวกับที่เดิมจะสร้างโรงไฟฟ้า) ให้แก่คณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่กรุงเทพฯ
เจริญจากไปก่อนที่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา รัฐบาลจะมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นั่นหมายความว่าเจริญกับชาวบ้านบ่อนอกเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ที่ดำเนินมานับทศวรรษ
นับเป็นครั้งสำคัญเพียงไม่กี่ครั้งที่ขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับชัยชนะ แต่ก็เป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยหลายสิ่งอย่าง รวมทั้งการเสียชีวิตของเจริญ วัดอักษร วันนี้ทะเลและป่าชายทะเลที่ตำบลบ่อนอก ยังคงเป็นแหล่งธรรมชาติที่ทั้งสวยงามและมีคุณค่าอุดมทรัพยากร ยังคงอยู่ แต่สังคมไทยก็สูญเสียเจริญ วัดอักษร ด้วยการต่อสู้ของกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก โดยการนำของกรณ์อุมา พงษ์น้อย คู่ชีวิตของเจริญ อย่างเข้มแข็งไม่ท้อถอยหลังเจริญเสียชีวิต
เป็นที่เชื่อแน่ได้ว่า หากเจริญยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะทำประโยชน์ให้แก่ชาวประจวบคีรีขันธ์และสังคมประเทศไทยได้อีกมาก เพราะเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการต่อสู้ที่ผนวกร่วมกันระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับวัฒนธรรมวิถีชีวิต
การต่อสู้ของชาวบ่อนอกเริ่มต้นขึ้นเกือบจะทันทีที่บริษัทกัลฟ์พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น จำกัด และบริษัทยูเนียน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทนายทุนเอกชนรายใหญ่ร่วมมือกับนายทุนข้ามชาติที่จะดำเนินการผลิตไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ส่งคนเข้ามาในพื้นที่เพื่อสำรวจความคิดเห็นขอความสนับสนุนจากชาวบ้าน แต่จริงๆ ก็แค่แจ้งข่าวว่าจะมีการดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นในชุมชน
โครงการดังกล่าวนี้จะดำเนินควบคู่กับอีกโครงการที่จะสร้างขึ้นที่บ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (สมัยนั้นข่าวของทางการมักเรียก “หินกรูด” เพื่อเบี่ยงเบน เช่นเดียวกับที่เคยระบุ บ้านบ่อนอก อยู่ในท้องที่อำเภอกุยบุรีและเรียกว่า “โรงไฟฟ้ากุยบุรี” แต่ที่จริงบ่อนอก อยู่อำเภอเมือง) ชาวบ้านกรูดก็ลุกขึ้นสู้ต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าเช่นกัน และชาวบ้านทั้งสองแห่ง (บ่อนอกกับบ้านกรูด) ก็เป็นพันธมิตรร่วมรบในการเคลื่อนไหวต่อสู้มาด้วยกันจนกระทั่งได้รับชัยชนะ
ทั้งนี้แนวโน้มที่รัฐบาลจะมีมติให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ พ.ศ.2545 แล้ว สิ่งหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ก็คือในเวทีรับฟังข้อมูลคัดค้านโรงไฟฟ้าที่จัดขึ้นที่บ่อนอกนั้น พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (สมัยนั้น) พร้อมคณะรัฐมนตรีบางท่าน ได้เดินทางมาเข้าร่วมรับฟัง บรรยากาศชื่นมื่น เป็นไปด้วยดี ผิดกับช่วงสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และสมัย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร (สมัยแรก) ที่กว่าเรื่องโรงไฟฟ้าจะได้ยื่นถึงมือนายกรัฐมนตรี ชาวบ้านบ่อนอกถึงกับต้องปิดถนนและเดินทางมาปักหลักชุมนุมที่กรุงเทพฯ หลายครั้งหลายคราด้วยกัน
อย่างไรก็ตามชัยชนะของประชาชนชาวบ่อนอกมีสาเหตุพื้นฐานที่สุดมาจากความเข้มแข็งของประชาชนชาวบ่อนอกเอง เป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวบ้านที่ออกมานำตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำโดยพี่เลี้ยงเอ็นจีโอหรือนักการเมืองผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งเมื่อสบโอกาสมักจะทรยศขบวนการประชาชนไปเข้ากับชนชั้นนำ เจริญและกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกเป็นประชาชนคนธรรมดาที่พัฒนาตนเองขึ้นเป็น “ปัญญาชน” ของท้องถิ่นที่รับใช้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นของเขาเป็นการเฉพาะ
ในปีสุดท้ายก่อนเจริญจะถูกยิงนั้นเอง เจริญกับกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ก็กลับต้องขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้ามาเป็นสู่ประเด็นการบุกรุกที่ดินและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธงและหาดหว้าขาว จำนวนกว่า 931 ไร่ 3 งาน ในท้องที่ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งแต่เดิมหากโรงไฟฟ้าได้สร้างขึ้นแล้วพื้นที่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำหล่อเย็นจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้า

รัฐไทยกับ “อาณานิคมภายใน” และ “สงครามแย่งชิงทรัพยากร”
การเคลื่อนไหวประเด็นการบุกรุกที่ดินและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบฯ นี้เอง คาดว่าเป็นชนวนเหตุสร้างความไม่พอใจให้ผู้สูญเสียผลประโยชน์ นำมาสู่การก่อเหตุฆาตกรรม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็มีความเกี่ยวพันย้อนไปถึงการสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น จึงมีผู้ออกเอกสารสิทธิบุกรุกที่ดินสาธารณะ
บริเวณที่อยู่ในความพิพาทนี้เดิมเป็น “ที่สาธารณะ” ที่อยู่ในความดูแลของชุมชน ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมตามวัฒนธรรมการจัดการป่าชุมชนแบบดั้งเดิม พื้นที่แบบนี้ชาวบ้านหลายพื้นที่ต่างร่วมกันอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่บุกรุกหรือนำไปใช้เป็นที่ดินทำกิน จะอนุญาตก็แต่การสร้างวัด ซึ่งถือเป็นการใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะสำหรับชุมชนในละแวกย่าน จึงมีวัดบ่อนอกตั้งอยู่ชายป่าแห่งนี้ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏอายุแรกสร้าง แต่จากสภาพโบสถ์วิหารเก่าเป็นของสร้างในสมัยราวรัชกาลที่ 5-6 เป็นอย่างน้อย
จากเอกสารรายงานของบริษัทเอกชนผู้จะสร้างโรงไฟฟ้า ไม่ปรากฏคำเรียกพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่า “ที่สาธารณะ” ไม่มีคำว่า “ป่าชุมชน” ไม่มีคำว่า “ป่าชายทะเล” มีแต่คำว่า “พื้นที่รกร้าง” และหรือ “พื้นที่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์” อาจเป็นเพียงการจงใจด้อยค่าพื้นที่ดังกล่าว หรือไม่ก็เป็นความรับรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน
พื้นที่บริเวณที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้นั้นมักจะเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์” และหรือ “แหล่งโบราณคดี” ที่สำคัญ แต่เช่นเดียวกัน เอกสารรายงานข้างต้นระบุว่า มีแหล่งโบราณคดีและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้พื้นที่โครงการโรงไฟฟ้ามากที่สุดเพียง 2 แห่ง คือ “พลับพลา” ตั้งอยู่ในถ้ำพระยานคร อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ห่างจากโครงการออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 25 กม. และทางใต้ห่างออกไป 20 กม. คือ “วัดธรรมิการาม” (เขาช่องกระจก)
ทั้งๆ ที่บริเวณที่จะสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินมาใช้ในโรงไฟฟ้าอย่างกุยบุรีนั้น “กุยบุรี” คือเมืองเก่ามีชื่อปรากฏในเอกสารหลักฐานสมัยอยุธยา เป็นศูนย์กลางหลักของย่านมาแต่เก่าเดิมก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะตั้งบริเวณอ่าวประจวบขึ้นเป็นเมืองประจวบคีรีขันธ์ คู่กับ “ประจันตคีรีเขตร” (เกาะกง) สำหรับเป็นศูนย์กลางหลักแทนที่เมืองกุยบุรีเดิม และย่านกุยบุรีก็ยังคงมีร่องรอยโบราณสถานและศิลปวัตถุ เช่น วัดกุยบุรี มีซากกำแพงเมืองเก่า และวัดโบราณตามริมคลองและชายทะเลอยู่อีกบางแห่ง
พื้นที่สาธารณะคลองชายธงและหาดหว้าขาวจรดเขาตะนาวศรี ก็เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้มีการดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดี จากที่ “ลุงกบ” (ชัยณรงศ์ วงศ์ศศิธร) ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น แกนนำกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกอีกท่านหนึ่ง เคยพาคณะผู้เขียนไปเดินสำรวจ ก็พบร่องรอยความเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายอย่างในพื้นที่ มีอายุย้อนกลับไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตามโคกเนินยังพบเศษชิ้นส่วนองค์ประกอบสถาปัตย์ เศษอิฐเก่า กระดูก เครื่องถ้วยข้าวของเครื่องใช้ นอกจากนี้พืชพรรณไม้ป่าชายทะเลและสัตว์ในละแวกก็ยังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์
ชุมชนบ่อนอกมีลักษณะเฉพาะใน 6 มิติ คือ ภูมิรัฐศาสตร์, ชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ภาษา, สิ่งแวดล้อม, โบราณคดี คำว่า “บ่อนอก” ที่เป็นชื่อบ้านนามเมืองของย่าน เป็นตำบลที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ “บ่อนอก” หมายถึงบ่อน้ำจืดที่อยู่ด้านนอก สำหรับยุคที่ยังไม่มีระบบน้ำประปา แหล่งน้ำจืดถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต วิถีของชาวบ่อนอกนั้นมักจะมีการตั้งศาลเคารพผีบรรพชนไว้ที่ข้างสระน้ำบ่อน้ำของชุมชน เมื่อจะบวชก็มีประเพณีที่จะให้นาคตระเวนไปไหว้ขอลาบวชกับผีบรรพชนตามบ้านเรือนและสถานที่สำคัญเสียก่อนถึงจะเข้าพิธีอุปสมบท
ความเชื่อเรื่อง “ผีบรรพชน” (Ancestor warship) ก็ดังที่ทราบกันว่า เป็นความเชื่อเก่าแก่ของชาวอุษาคเนย์ก่อนนับถือพุทธศาสนา พบได้หลายพื้นที่ที่เป็นย่านเก่าแก่ เมื่อรับนับถือพุทธศาสนาแล้วก็ยังนับถือผีบรรพชนควบคู่กันมาเท่าทุกวันนี้ ผีกับพระอยู่ด้วยกันและบางกรณีก็หมายถึงคนเดียวกัน เช่น “หลวงพ่อในกุฏิ” วัดกุยบุรี ซึ่งเป็นที่แรกที่ “นาค” หรือคนในย่านที่จะบวช จะต้องไปไหว้ก่อนเข้าพิธีอุปสมบท หลวงพ่อในกุฏิตามตำนานเรื่องเล่าเป็นพระภิกษุรูปสำคัญของย่านในสมัยอยุธยารัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และก็เป็นปกติสำหรับชุมชนเก่าที่มีความเชื่อดั้งเดิม ก็จะมีวัฒนธรรมแบบผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายแต่งเข้าบ้านผู้หญิง
วัดสี่แยกบ่อนอกที่เป็นที่ตั้งศพเจริญ วัดอักษร ก็เป็นที่ที่มีตำรายาโบราณเก็บสะสมเอาไว้มาก อยู่ในความดูแลของ “พระอาจารย์ออด” (พระครูวิทิตพัฒนวิธาน) พี่ชายของเจริญ วัดอักษร เป็นตำรายาสมุนไพรที่สะท้อนความรู้และภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่เป็น “ปราชญ์ท้องถิ่น” มาแต่เดิม ความรู้และภูมิปัญญาประเภทนี้ย่อมสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในละแวกย่านโดยตรง เพราะตัวยาตามตำรายานี้มาจากพืชสมุนไพรที่หาได้จากป่าในละแวกย่านของชุมชน สะท้อนความผูกพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตที่ป่ามีต่อคนในชุมชน
“คนบ่อนอก” เป็นคนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสังคมประเทศไทย มีวัฒนธรรมภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ สำเนียงพูดเหน่อตามแบบกลุ่มชนฝั่งตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปกติสำเนียงพูดแบบนี้ถูกเข้าใจผิดไปว่าเป็น “เหน่อสุพรรณ” เพราะมีภาพติดมาจากอิทธิพลของภาพยนตร์ชุด “บุญชู” สร้างและกำกับโดย บัณฑิต ฤทธิกล แต่ที่จริงสำเนียงเหน่อแบบนี้เป็นสำเนียงคนเก่าแก่ดั้งเดิมและเป็นสำเนียงหลักของราชสำนักในสมัยอยุธยาที่เรียกว่า “สำเนียงหลวง” ส่วนสำเนียงไทยกลางในปัจจุบันคือสำเนียงพูดของคนจีนที่พยายามพูดไทย เริ่มเกิดเป็นสำเนียงหลวงแทนที่สำเนียงเดิม (ที่เหน่อ) ในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากชนชั้นนำสมัยต้นรัตนโกสินทร์มีเชื้อสายเป็นจีน
สำเนียงเหน่อแบบนี้มีใช้กันในหลายพื้นที่จังหวัดแถบภาคกลางและภาคตะวันตก ครอบคลุมหลายพื้นที่จังหวัด ไม่ได้มีแต่เฉพาะสุพรรณบุรี อาทิ พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, นครปฐม, ราชบุรี, กาญจนบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น สำเนียงพูดที่เราเข้าใจกันไปว่า “เหน่อ” หรือ “บ้านนอก” นี่แหล่ะคือ “สำเนียงไทยแท้” แต่เพราะการเปลี่ยนผ่านจากอยุธยามาสู่รัตนโกสินทร์ คนจีนขึ้นเป็นใหญ่แทนกลุ่มชนตระกูลไท-ลาว ทำให้ “สำเนียงเจ๊ก” กลายเป็น “สำเนียงหลวง” และ “สำเนียงไทยแท้” กลายเป็น “สำเนียงชายขอบ” ไป
พื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านประชาชนในท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์ไว้นี้ ภายหลังมักจะถูกรัฐส่วนกลางอ้างกรรมสิทธิ์ เนื่องจากรัฐไทยเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ สร้างนิยามความหมายของ “ชาติ” โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนสังคมของส่วนรวม แต่ที่จริง “ชาติ” ในสังคมไทยสยามโดยทางปฏิบัติกลับถูกใช้ไปสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนำส่วนน้อย
อีกทั้งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น รัฐไทยยังมีลักษณะทางการเมืองการปกครองแบบ “อาณานิคมภายใน” (Internal-colonialism) ทรัพยากรของท้องถิ่นถูกเหมารวมเป็นของส่วนกลางในนาม “ชาติบ้านเมือง” สำหรับส่วนกลางแล้ว ทรัพยากรเช่น ป่าไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร คลอง ทุ่งหญ้า ฯลฯ ล้วนแต่เป็นของส่วนกลาง สภาพการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิด “สงครามแย่งชิงทรัพยากร” ระหว่างรัฐและทุนกับชาวบ้านประชาชนในท้องถิ่นเรื่อยมา
ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากรัฐและทุนร่วมมือกันรุกรานจะเอาทรัพยากรในท้องถิ่นไปใช้ประโยชน์โดยที่คนท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์ด้วย การรุกรานของรัฐและทุนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้หมดหาย ภูเขาโล้นเตียน แม่น้ำลำธารปนเปื้อนสารเคมี สัตว์ป่าหลายชนิดพากันอพยพย้ายถิ่นและสูญพันธุ์ ฯลฯ
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การหายไปของพื้นที่สีเขียว สร้างสีเขียวปลอมๆ ขึ้นมาแทนที่การอนุรักษ์ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ การพัฒนาที่มุ่งเน้นแต่ระบบอุตสาหกรรมตลอดช่วงที่ผ่านมา ล้วนส่งผลโดยตรงต่อปรากฏการณ์โลกร้อน มลภาวะ ฝุ่นพิษ PM2.5 การเกิดโรคอุบัติการณ์ใหม่อย่างโควิด-19 สุขภาพโดยรวมของประชาชนเสื่อมลง ฯลฯ
ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ภายใต้การดูแลของท้องถิ่น ดำเนินมาช้านานในลักษณะการอนุรักษ์ จึงมีป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำลำธาร ให้เหลือตกทอดเรื่อยมา แต่ทว่าการอนุรักษ์ตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน มักถูกโจมตีโดยฝ่ายรัฐและทุนว่าเป็นวิธีการที่งมงายไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะทำตามความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นที่อาจจะยังยึดโยงอยู่กับผี พุทธ พราหมณ์
“ความรู้ของชาวบ้าน” ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล กลายเป็นอุปสรรคของฝ่ายรัฐและทุน เพราะต้องการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นไปใช้ประโยชน์แก่ตนเองในนามของ “ชาติบ้านเมือง” ความโลภของรัฐและทุนที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียว นำมาซึ่งการสูญเสียสิ่งที่ไม่มีวันจะได้กลับคืนมา
นั่นคือสิ่งที่ถือเป็นบทพิสูจน์ไปแล้วก็คือว่าการอนุรักษ์ของชาวบ้านในชุมชนไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม ผิดกันลิบกับการนำเอาไปใช้จัดทำโครงการต่างๆ ของรัฐและทุน ซึ่งก่อมลพิษเรื่อยมา จนปัจจุบันมลพิษเหล่านี้ทำให้ความตายอยู่แค่ปลายจมูกของทุกคน
แม้จะเห็นเป็นประจักษ์กันอยู่ว่าการอนุรักษ์ในแบบของชาวบ้านประชาชนที่ทำกันมานั้น ก่อเกิดผลดีมากกว่าผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ไม่เหมือนโครงการของรัฐและทุนที่ทำให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องแลกมาด้วยความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากชาวบ้านประชาชนมักถูกทำให้ไม่มีสิทธิเสียงมากเท่านายทุนผู้ประกอบการ ซึ่งมาพร้อมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงทำให้การอนุรักษ์ของชาวบ้านประชาชนไม่ได้รับความสนใจหรืออนุญาตให้ทำต่อ (เหมือนดังที่ทำกันมา)
ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เจริญ วัดอักษร กับชาวบ้านบ่อนอก คิดถูกและทำถูกมาตั้งแต่แรกแล้วที่ไม่เอาโรงไฟฟ้า ทำให้ทุกวันนี้ประเทศไทยยังเหลือทรัพยากรป่าชายทะเลผืนใหญ่ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นรอยต่อระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ ไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบของพลังงานอนาคต ในขณะที่โลกมุ่งสู่พลังงานทางเลือกกันมากขึ้น ประเทศไทยกลับยังคงใช้ระบบพลังงานที่ล้าหลังและก่อมลพิษ-สร้างความเสื่อมโทรมแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลประโยชน์แท้จริงอยู่เพียงสำหรับชนชั้นนำแค่ไม่กี่คน

อนุสาวรีย์เจริญ วัดอักษร ณ สี่แยกบ่อนอก & เจริญยังคง “ยืนเด่นโดยท้าทาย”
ภายหลังจากเจริญ วัดอักษร ถูกยิงเสียชีวิต อีก 1 ปีต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 เครือข่ายศิลปินได้จัดแถลงข่าวที่โรงหล่อแหลมสิงห์ ลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ว่ามีมติจะจัดสร้างรูปหล่อเจริญ วัดอักษร เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนสติผู้มีอำนาจ และให้ประชาชนได้ร่วมระลึกถึงการต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดด้วยชีวิต โดยผู้ออกแบบคือ พิศาล ทิพารัตน์ และหล่อโดย นายแหลมสิงห์ ดิษฐพันธ์
รูปหล่อประติมากรรมขนาดเท่าคนจริง ได้ถูกนำไปตั้งไว้ที่หน้าร้านอาหารครัวชมวาฬ 2 และหน้าทางเข้าวัดสี่แยกบ่อนอก ตรงสี่แยกเยื้องฝั่งตรงข้ามถนนเพชรเกษมที่เจริญถูกยิงตาย เป็นอีกหนึ่งอนุสาวรีย์สำคัญระดับประเทศ ตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีเรื่องราววีรกรรมการเสียสละมากมายในอดีต ไม่ว่าจะเป็น “ขุนรองปลัดชู” ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ปกป้องหาดหว้าขาว ซึ่งก็เป็นพื้นที่หนึ่งของที่สาธารณะที่เจริญกับกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกร่วมกันพิทักษ์รักษาไว้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “ยุวชนทหาร” สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการนำเอาไปทำเป็นภาพยนตร์
ในความเป็นวีรชนพิทักษ์ถิ่นของเจริญ วัดอักษร นั้นมีเนื้อหาที่แตกต่างจากกรณีขุนรองปลัดชูและยุวชนทหาร เนื่องจากทั้งสองได้รับการยกย่องจากทางการ ขณะที่เจริญ วัดอักษร วีรกรรมคือลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐและทุน ยืนยันสิทธิและเสียงของชาวบ้านที่อยากจะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ไม่ต้องการจะอยู่ภายใต้โครงการรัฐที่มาพร้อมความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม อนุสาวรีย์เจริญ วัดอักษร ในท่ายืนเด่นชูกำปั้น ที่ริมถนนเพชรเกษม ณ บ้านสี่แยกบ่อนอก ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนเพียงไม่กี่แห่ง ท่ามกลางสภาพที่มีอนุสาวรีย์ของกษัตริย์และชนชั้นนำมากมายหลายแห่งจนนับไม่ถ้วนในสังคมไทย เจริญ วัดอักษร ถือเป็น “วีรชนของประชาชน” อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่ทำจนกระทั่งนำมาซึ่งความตายนั้นสอดคล้องกับข้อเรียกร้องต้องการของชาวบ้านประชาชนในพื้นที่ ความเป็นวีรชนของเจริญ วัดอักษร จึงแตกต่างจากวีรชนของรัฐ เพราะเจริญเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาวบ้านในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ก่อนหน้านี้อนุสรณ์สำคัญของเจริญ วัดอักษร ไม่ใช่อะไรอื่น เป็นศพของเขาเองที่ตั้งอยู่ ณ วัดสี่แยกบ่อนอก มากว่า 2 ทศวรรษ และชาวบ้านบ่อนอกก็ได้จัดงานทำบุญประจำปีเพื่อรำลึกถึงเจริญ วัดอักษร มาเป็นประจำทุกปีที่วัดสี่แยกบ่อนอก กลายเป็นงานบุญประเพณีประจำปีที่สำคัญของชาวบ่อนอก ภายหลังจากที่ทางวัดได้ดำเนินการเผาศพเจริญไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2566 ชาวบ้านบ่อนอกก็ได้ย้ายไปจัดงานบุญประเพณีนี้ที่วัดรอดประดิษฐ์ รวมทั้งปีนี้ที่จะครบ 20 ปี ก็จะจัดที่วัดรามประดิษฐ์เช่นกัน
การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อเจริญไม่ใช่ “ศพสุดท้าย”
ดังที่บอกไว้แล้วว่า นิยามความเป็นวีรชนของเจริญ วัดอักษร แตกต่างจากวีรชนของรัฐ วีรชนของรัฐตายแล้วตายเลย แต่วีรชนของชาวบ้านประชาชน เมื่อตายจะชื่อยัง และมีผู้อื่นมาสานต่อเจตนารมณ์ สำหรับเจริญก็คือสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ต้องการวีรชน ไม่ควรมีใครต้องมาเสียสละ
จากนัยความหมายดังกล่าวนี้ เจริญ วัดอักษร และชาวบ่อนอกที่ร่วมกันต่อสู้กับการปล้นชิงทรัพยากรท้องถิ่น จึงไม่ได้มีเกียรติประวัติแต่เฉพาะสำหรับคนในพื้นที่บ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น หากแต่เป็นชื่อที่มีความหมายต่ออย่างยิ่งต่อสังคมไทย เจริญกับชาวบ้านบ่อนอกคือแนวหน้าที่เสียสละมามากใน “สงครามแย่งชิงทรัพยากร” ที่เกิดจากฝ่ายรัฐและทุน จะเข้ามาปล้นชิงทรัพยากรภายในชุมชน เรื่องราวการต่อสู้ของชาวบ่อนอกควรได้รับการศึกษาและถ่ายทอดเป็นบทเรียนแก่สังคมไทยต่อไป
ความหวังที่อยากจะให้เจริญเป็น “ศพสุดท้าย” นั้นไม่เป็นจริง เพราะรัฐและทุนยังคงใช้วิธีการโบราณในการจัดการกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งผลประโยชน์กับตน การเสียชีวิตของเจริญเกิดจากการสร้างความรุนแรงโดยรัฐและทุน มีหลายคนที่ต้องสังเวยชีวิตจากการสร้างความรุนแรงแบบนี้ ทั้งแบบที่รัฐและทุนเป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง และแบบที่รัฐและทุนเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขให้เกิดการใช้ความรุนแรงในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง
“รู้สึกแย่กับคนที่ทำ คุณมีสิทธิอะไร ทำไมต้องทำกับเขาขนาดนั้น แล้วก็คิดถึงครอบครัวเขา ที่ต้องมาเจอเหมือนเรา อย่างกรณีของบิลลี่ (แกนนำชาวกะเหรี่ยงใน จ.เพชรบุรี ที่ถูกฆาตกรรม) เราสงสารมึนอภรรยาเขามาก” (คำให้สัมภาษณ์ของกรณ์อุมา พงษ์น้อย ต่อ BBC https://www.bbc.com/thai/thailand-53118132)
กรณีเจริญ วัดอักษร ที่แม้ตัวจะตายแต่ชื่อยัง และหลังจากที่เจริญเสียชีวิต ชาวบ้านบ่อนอกไม่เพียงไม่ได้อ่อนแอลงกลับยังคงต่อสู้อย่างเข้มแข็งต่อมา โดยเปลี่ยนแกนนำมาเป็นกรณ์อุมา พงษ์น้อย และชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร ที่เข้ามาทำหน้าที่แทน และก่อนหน้าเจริญ การต่อสู้ของชาวบ้านบ่อนอกก็มีอีกยุคและมีแกนนำคนอื่นๆ มาก่อน เช่น “ครูตุ้ย” (อนันต์ พงษ์พัฒนสกุล) ถือเป็นแกนนำยุคแรกเริ่มของขบวนการประชาชนชาวบ่อนอก ความตายไม่ใช่คำตอบของการจัดการปัญหาความขัดแย้งแต่อย่างใดเลย
แม้ว่าชาวบ่อนอกจะประสบความสำเร็จในการต่อต้านโรงไฟฟ้า แต่ที่อื่นๆ ที่มีการดำเนินโครงการรัฐขนาดใหญ่ มีชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเช่นกัน กลับยังคงปราชัยอย่างต่อเนื่อง “สงครามแย่งชิงทรัพยากร” นี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลง
เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ปัญหาความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะมองข้ามผ่านไปได้อีกต่อไป อากาศวิปริตโลกเดือด มลพิษที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเท่าทวี โรคภัยไข้เจ็บที่คร่าชีวิตคนไปแต่ละปี ล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กับการเกิดขึ้นและดำเนินไปของโครงการรัฐขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มทุนทั้งทุนไทยและทุนข้ามชาติอยู่เบื้องหลัง
การเพิ่มอำนาจและสิทธิเสียงแก่ชาวบ้านประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของทรัพยากรท้องถิ่นของตนเอง เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ความเข้มแข็งในการต่อสู้ของชาวบ่อนอกเกิดจากการตระหนักรู้ร่วมกันต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อวัฒนธรรมวิถีชีวิต (ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ 6 อย่าง คือ ภูมิรัฐศาสตร์, ชาติพันธุ์, วัฒนธรรม, ภาษา, โบราณคดี)
วาทะของเจริญ วัดอักษร ที่ครั้งหนึ่งเคยปลุกเร้าพี่น้องชาวบ่อนอกยังคงเป็นที่ซาบซึ้งกินใจเสมอ เพราะเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในกระบวนการต่อสู้ เช่นที่ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวกับพี่น้องประชาชนชาวบ่อนอกว่า:
“อยากจะบอกกับพี่น้องพวกเราว่า ความเข้มแข็งของเรา ไม่มีอำนาจใดที่จะมาลบล้างไปได้ และผมคิดว่า ชุมชนของเราต้องดีขึ้น เมื่อพี่น้องประชาชนรวมตัวกัน พลังของเรายิ่งใหญ่ หลายๆ เรื่องที่จะเข้ามาในชุมชน แม้แต่นายทุนข้ามชาติก็แล้วแต่ เราสู้ได้... ถ้าพี่น้องประชาชนยังรวมตัวกัน”
อ้างอิง
กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก. “วิพากษ์คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีจ้างวานฆ่า เจริญ วัดอักษร” https://docs.google.com/file/d/0B3Faq2zReCRgRWhBZXk4MDJ2a2c/edit?resourcekey=0-lNjDR_SebNdQRKv8s3o8oA
กุลธิดา สามะพุทธิ. “เจริญ วัดอักษร : 16 ปีแห่งการจากไปของหนุ่มชาวไร่ผู้กลายเป็นตำนานการต่อสู้ของประชาชน” https://www.bbc.com/thai/thailand-53118132 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2020 ปรับปรุงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2020).
ธารา บัวคำศรี. “17 ปี เจริญ วัดอักษร : อนาคตที่เราต้องการ” https://www.greenpeace.org/thailand/story/20165/charoen-legacy-2021/ (เผยแพร่เมื่อ 21 June 2021).
ประชาไท. “คดีเจริญ วัดอักษร: ชวน ‘ย้อนรอยคำพิพากษา’ อีกหนึ่งบทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรม” https://prachatai.com/journal/2013/04/46408 (Submitted on Thu, 2013-04-25).
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน. “แด่คุณเจริญ วัดอักษร นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน” https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2545/document984.html (เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2547).
ไม่ระบุนาม. “ไม่ลืม : 21 มิถุนายน 2547 เจริญ วัดอักษร ถูกยิงเสียชีวิต” https://www.matichon.co.th/politics/news_4041566 (เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566).
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. สิทธิชุมชนในทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2548.
คุเซ, โนบุทากะ (Nobutaka Kuze). “พหุสัมพันธ์ขององค์กรในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม : ศึกษากรณีขบวนการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูดและบ่อนอก” (The Muiti-Organizational Relations in Social Movement : A case Study of Anti-Power Plant Movements in Hinkrut and Bonok). วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.
จุฑาทิพ คล้ายทับทิม. การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, 2553.
เพจข่าวประจวบ. “เก็บไว้นานเกือบ 19 ปี ล่าสุด ภรรยา เจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก ประกาศไม่ร่วมงานเผาร่างสามีแกนนำค้าน 2 โรงไฟฟ้าถ่านหิน” https://fb.watch/sLl0Squkye/ (เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2566).
รายงานสรุปการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหิน ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดทำโดย บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ จำกัด เสนอต่อบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจอเนอเรชั่น จำกัด. กรุงเทพฯ: อัดสำเนา, 2540.
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. The Lost Forest ประวัติศาสตร์การทำลายสิ่งแวดล้อมไทยและสงครามแย่งชิงทรัพยากร. กรุงเทพฯ: มติชน, 2567.
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. นิเวศประวัติศาสตร์: พรมแดนความรู้. กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2545.
อรัญญา ศิริผล. มานุษยวิทยานิเวศ: พัฒนาการแนวคิดและข้อถกเถียง. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2564.
