Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บทความนี้ผมใช้ชื่อเดียวกับชื่อเรื่องที่พูดในการเสวนา "จริยศาสตร์ของคานท์ในความคิดของผม" ที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองวันปรัชญาโลก 21 พฤศจิกาย 2567 และในวาระครบรอบ 300 ปี ปีเกิดของคานท์ (Immanuel Kant, 1724–1804) ในปีนี้ จัดโดยสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทยร่วมกับโครงการวิจัยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์จากพื้นดิน (ดูคลิปการเสวนาที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=ICmYh91uyjA)

ผมเพียงต้องการเพิ่มเติมบางมุมมองว่างานปรัชญามีรูปแบบของตัวมันเอง (เช่นเดียวกับงานด้านวิทยาศาสตร์ สังคมวิทยาและอื่นๆ ที่ต่างมีรูปแบบของตัวเอง) แต่งานปรัชญาไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว บางคนอาจคิดว่างานปรัชญาตามแบบแผนที่นักปรัชญาทำกันคือการนำเสนอไอเดียหลักและข้อโต้แย้งของแนวคิดปรัชญานั้นๆ และต่อด้วยการเสนอความคิดและข้อโต้แย้งของเราที่แสดงให้เห็นความ “ใหม่” ที่ต่างไปจากแนวคิดที่เรานำเสนอมา หรือให้เห็นประเด็นใหม่ๆ แง่มุมใหม่ๆ จากการตีความแนวคิดที่เรานำเสนอ เช่น ผมเสนอแนวคิดจริยศาสตร์คานท์ ผมต้องนำเสนอไอเดียหลักและข้อโต้แย้งต่างๆ ของคานท์ และจบด้วยการนำเสนอความคิดของผมและข้อโต้แย้งที่แสดงให้เห็นความใหม่ที่ต่างไปจากหรือคืบหน้าไปจากความคิดคานท์เป็นต้น

แต่การพูดในวันนั้นผมตั้งใจพูดในฐานะที่นิยามตนเองว่าเป็น “Kantian” ชายขอบคนหนึ่ง (ซึ่งตกลงไว้แต่แรกตอบรับคำชวนมาพูด) การพูดจึงออกมาในแนวอภิปรายไอเดียหลักของจริยศาสตร์คานท์, ตอบปัญหาบางประเด็นที่คิดว่าอาจเกิดจากความเข้าใจคานท์ผิด และ apply ความคิดคานท์กับประเด็นปัญหาปัจจุบัน เช่น ประเด็นเหตุผลของคำพิพากษา 112 ของศาลกับจุดยืนในการต่อสู้คดีของอานนท์ นำภา, ปัญหาการนิรโทษกรรม 112 ถ้าถกเถียงบนจุดยืนความสงบสุขไม่แตกแยกของสังคมกับจุดยืนการเคารพหลักเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แบบคานเที่ยนจะได้คำตอบต่างกันอย่างไร เป็นต้น

นี่เป็นความตั้งใจของผมที่ต้องการนำปรัชญามาสนทนากับปัญหาสังคม การเมือง สิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรม ศีลธรรม ความเป็นมนุษย์ ฯลฯ ในสังคมร่วมสมัย ไม่ใช่การทำงานปรัชญาเชิงทฤษฎีเพียวๆ ที่สนทนารู้เรื่องกันเฉพาะคนในวงการเดียวกัน ซึ่งใครถนัดทำงานเช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อวงวิชาการที่น่ายินดี เมื่อผมอ่านงานแบบนั้นผมก็ได้ประโยชน์

โฆษณา - Advertising

แต่เนื่องจากงานปรัชญาไม่ได้ถูกจำกัดในรูปแบบที่ตายตัว และมันไม่จำเป็นต้องถามหาความใหม่ตลอดเวลา อันที่จริงเมื่องานปรัชญาเดินทางมาถึงยุคปรัชญาสมัยใหม่-หลังสมัยใหม่ มันก็แทบจะไม่มีอะไรใหม่กว่าสองกลุ่มแนวคิดหลักๆ นี้อย่างชัดเจนนักหรอก หากจะมีอะไรใหม่ทางความรู้และความคิดของมนุษย์ มันน่าจะมาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า และงานปรัชญาถ้าจะมีอะไรใหม่ก็คืองานที่ตอบปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดจากผลกระทบของพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แต่ปัญหา “เชิงคุณค่า” ทางการเมือง ศีลธรรมก็ยังเป็นปัญหาเก่าๆ คือ ประเด็นเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรมก็ยังคงเป็นประเด็นแกนหลักที่ยังแก้ไม่ตก โดยเฉพาะบ้านเราอำนาจที่ครอบงำกดขี่ หรือเป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตยก็ยังเป็นอำนาจแบบก่อนสมัยใหม่ คืออำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่ยึดโยงกับปรัชญาการเมืองแบบศาสนา จริงที่ว่า “ในทางปรัชญา” ได้แก้ปัญหาเชิงความคิดและหลักการจบไปนานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่เริ่มปรัชญาสมัยใหม่ แต่เมื่อปัญหาในโลกความเป็นจริงมันยังคงอยู่ งานปรัชญาในบ้านเราจะไม่สนใจสนทนากับปัญหาที่เห็นอยู่โทนโท่บ้างเลยหรือ

สำหรับผมคุณค่าของงานปรัชญาไม่ได้ผูกติดอยู่กับการแสวงหาความใหม่ (ใครจะคิดเช่นนั้นผมก็เคารพ) คือไม่ใช่ว่างานปรัชญาไม่ตอบโจทย์ความใหม่แล้วแปลว่าไม่มีคุณค่า เพราะผมคิดว่าคุณค่าของงานปรัชญาคือ “การขบถ” ต่ออำนาจครอบงำทุกมิติและเผด็จการทุกรูปแบบ

เช่น งานปรัชญาคานท์, มิลล์, รอลส์, ซาตร์, เรื่อยมาถึงฟูโกต์ แม้จะต่างกันมากในรายละเอียด แต่สาระสำคัญที่เหมือนกันคือ “การขบถ” ในวิถีทางของตน ถ้าคุณไม่ขบถอย่าง extreme ต่ออำนาจครอบงำทุกมิติและเผด็จการทุกรูปแบบ คุณก็ไม่มีทางจะมี autonomy หรือมีเสรีภาพในฐานะผู้บัญญัติกฎทางศีลธรรมและกฎทางการเมืองขึ้นมาใช้ปกครองตัวเองในฐานะที่ทุกคนเป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงบัญญัติกฎเท่าเทียมกันได้หรอก เช่นเดียวกัน ถ้าคุณไม่ขบถอย่าง extreme คุณจะเป็นผู้ที่ใช้เสรีภาพและความรับผิดชอบอย่างซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองแบบชาวเอ็กซิสต์ได้อย่างไร หรือจะปฏิเสธตัวตนของตัวเองในฐานะผู้ตกอยู่ใต้บงการตามไอเดียของฟูโกต์ได้อย่างไร เป็นต้น

และที่ว่าปรัชญาของสิทธัตถะ เช่น หลักทางสายกลางคือความไม่ extreme หรือไม่สุดโต่งนั้นก็ยิ่งไม่จริง เพราะปลายสุดของทางสายกลางคือสุญญตาหรือ “ความว่าง” ที่ไม่ปรากฏอัตตาหรือตัวตนอีกเลย โดยเฉพาะเส้นทางของโพธิสัตว์ก่อนที่จะกลายมาเป็นพุทธะล้วนสุดโต่งทั้งนั้น บางทีโพธิสัตว์อาจสละชีวิตตนเป็นอาหารของเสือที่หิวโซ บางครั้งยอมให้ราชาตัดแขนขาและอวัยวะอื่นๆ โดยไม่ร้องขอความปราณี เพราะต้องการยืนยันการอุทิศตนเพื่อขันติธรรม บางครั้งยอมสละลูกเมียตัวเองเป็นทาสเพื่อพิสูจน์การเป็นผู้สละได้ทุกสิ่ง เป็นต้น ความสุดโต่งเหล่านี้มักสวนทางกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป แต่นั่นแหละคือการขบถแบบปรัชญาที่อาจมีได้หลายแบบ

ความสุดโต่งของปรัชญาคานท์ ก็คือการไปสุดทางของการยืนยันหลักการสากล ปรัชญาประโยชน์นิยมก็ไปสุดทางของการยืนยันประโยชน์สุขสูงสุดของส่วนรวม ปรัชญาอัตถิภาวนิยมก็ไปสุดทางของการยืนยันเสรีภาพและความรับผิดชอบในการเลือกความหมายของชีวิตด้วยตนเอง ปรัชญาสิทธัตถะก็ไปสุดทางในการยืนยันความว่างจากอัตตาตัวตน เป็นต้น และความสุดโต่งหรือการไปสุดทางของแต่ละแนวคิดก็สะท้อน “จิตวิญญาณขบถ” จากอำนาจครอบงำทุกมิติและเผด็จการทุกรูปแบบอย่างมีนัยสำคัญ

ผมเองสนใจ “จิตวิญญาณขบถ” ในปรัชญามากเป็นพิเศษ และเมื่อ apply จิตวิญญาณขบถในงานปรัชญามามองปรากฏการณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเป็นธรรม ความเป็นคนเท่ากัน ผมกลับมองเห็นจิตวิญญาณขบถอยู่ในการต่อสู้ของคนแบบอานนท์ นำภา คนแบบลุงป้าน้าอาหน้าเดิมๆ ที่ร่วมต่อสู้ทุกการชุมนุมกับอานนท์และกลุ่มคนรุ่นใหม่ และลุงป้านาอาเหล่านี้เองที่เทียวมาเยี่ยมอานนท์และคนอื่นๆ ที่โดนคดี 112 อย่างสม่ำเสมอและน่านับถือหัวใจของพวกเขา

ใครจะทำงานปรัชญาเพื่อแสวงหาประเด็นใหม่ๆ หรือใหม่กว่า ใหม่ที่สุด (?) ก็ทำกันไปเถิดครับ ผมขออนุโมทนาด้วย แต่คุณค่าของงานปรัชญาสำหรับผมคือ “จิตวิญญาณขบถ” ต่ออำนาจครอบงำทุกมิติและเผ็จการทุกรูปแบบ และการมองเห็นจิตวิญญาณขบถในปรัชญามันทำให้ผมทุกข์มากกว่าจะมีความสุข เพราะฉะนั้นผมจึงทนไม่ได้ที่จะไม่พูดถึง “ปัญหาของช้างในห้อง” ที่เห็นโทนโท่ในบ้านเรา

ดังนั้น งานปรัชญาบนจุดยืนแบบคานเที่ยนชายขอบอย่างผม จึงเป็นงานวิพากษ์ถอดรื้ออำนาจครอบงำแบบพุทธศักดินา, พุทธราชาชาตินิยม, ระบบศีลธรรมทั้งหมดที่ไม่เคารพเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และเป็นงานที่สนทนากับประเด็นปัญหาการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนแบบอานนท์ คนรุ่นใหม่ และลุงป้าน้าอาทั้งหลายที่ลุกขึ้นสู้ด้วยจิตวิญญาณขบถเพื่อการมีชีวิตและสังคมที่ดกว่าในความหมายที่พวกเขาเข้าใจ ผมไม่ได้คิดว่าตนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก แค่คิดว่านี่ก็คืองานปรัชญาอีกแบบหนึ่งที่ผมเลือกจะทำ ซึ่งใครจะมองว่า “ไม่ใช่งานแบบที่นักปรัชญาเขาทำกัน” ก็ตามแต่

พูดอย่างถึงที่สุดต้องขอบคุณ “นักปรัชญา” อย่างคาร์ล มาร์กซ์ ที่ไม่ได้บอกแค่ว่า “งานปรัชญาของผมแก้ปัญหายากๆ ทางปรัชญาบางประการได้แล้ว แสดงให้เห็นความใหม่แล้ว จบแค่นี้แล้วกัน” แต่กลับนำแนวคิดคิดปรัชญาของตนมาต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามอุดมคติที่ตนเชื่อ

ดีงามมากเลยที่มีพวกมาร์กซิสต์ พวกเสรีนิยม และพวกอื่นๆ ก็ทำแบบนั้น จะว่าไปต้องชื่นชมนักปรัชญาอย่างโสกราตีส สิทธัตถะ พวกเอพิคิวเรียนยุคโบราณด้วยที่พวกเขาไม่ได้มองแค่ว่าปรัชญาคือการแสวงหาความใหม่ หรือคิดแค่ว่าเมื่อทำงานวิจัยหรืองานวิชาการทางปรัชญาที่เชื่อว่าได้ความใหม่แล้วก็ใช้วิชานี้เลี้ยงชีพในฐานะ “นักวิชาการปรัชญา” กันไป แต่พวกเขาเหล่านั้นล้วนตีความแนวคิดปรัชญาต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมให้น่าอยู่ขึ้นตามอุดมคติที่ตนเชื่อ

และขอบขอบคุณ “จิตวิญญาณขบถ” ของบรรดาคนธรรมดาสามัญผู้ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพจากอำนาจครอบงำกดขี่และอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบมายาวนานตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่สะท้อนให้เห็นความหมายของจิตวิญญาณขบถในแนวคิดปรัชญาต่างๆ บรรดามี

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising