หลังยึดเมืองหลวงดามัสกัสได้สำเร็จ กลุ่มกบฏซีเรียนำโดย HTS เริ่มปลดปล่อยนักโทษการเมืองจากเรือนจำทั่วประเทศ รวมถึง 'เรือนจำเซดนายา' ซึ่งได้สมญานามว่าเป็น "โรงเชือดมนุษย์" ที่มีนักโทษถูกคุมขังนับหมื่นราย ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนเผยตัวเลขผู้ต้องขังในซีเรียกว่า 1.3 แสนราย มีทั้งเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ด้วย

เรือนจำเซดนายา ซึ่งได้สมญานามว่าเป็น "โรงเชือดมนุษย์" | ที่มาภาพ: MENA Rights Group
ในซีเรียมีเหตุการณ์ที่กลุ่มแนวร่วมฝ่ายกบฏได้รุกคืบอย่างหนักจนยึดเมืองหลวงได้ จนทำให้ ประธานาธิบดีเผด็จการ บาชาร์ อัล อัสซาด หนีออกจากประเทศ หลังจากที่รัฐบาลอัสซาดล่มสลาย ฝ่ายกบฏได้ทำการยึดเมืองหลวงกรุงดามัสกัส ตามมาด้วยการปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนมากที่ถูกคุมขังในช่วงยุคสมัยรัฐบาลอัสซาด
สื่อภาษาอาหรับได้เผยแพร่วิดีโอที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างว่าได้แพร่ภาพจากสถานีวิทยุรัฐบาลซีเรีย ระบุว่าพวกเขาเป็นตัวแทนกลุ่มกบฏต่อต้านอัสซาด และประกาศว่าพวกเขาได้ทำการยึดเมืองหลวงดามัสกัส โค่นล้มเผด็จการบาชาร์ อัล อัสซาด และปลดปล่อยผู้ต้องขังที่ถูกกดขี่ทุกคนจากเรือนจำของรัฐบาล
ในโซเชียลมีเดีย ชาวซีเรียได้โพสต์รูปถ่ายและเลขบัตรประชาชนของคนที่พวกเขารักที่ถูกคุมขังในคุก โดยหวังว่าจะมีใครบางคนที่พบเจอพวกเขาหลังจากได้รับการปลดปล่อยจากเรือนจำแล้ว
มีการตั้งข้อสังเกตจากสื่อต่างประเทศว่า ฝ่ายกบฏดูเหมือนจะนำเรื่องการปลดปล่อยนักโทษการเมืองมาเป็นหัวข้อเน้นย้ำหลักๆ ในแคมเปญของพวกเขา
มีภาพวิดีโอจำนวนมากที่เผยแพร่ออกมาตามสื่อและโซเชียลมีเดียภาษาอาหรับที่แสดงให้เห็นกลุ่มนักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ซึ่งหนึ่งในเรือนจำที่อื้อฉาวในแง่การเป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองซีเรียคือเรือนจำเซดนายา ซึ่งได้สมญานามว่าเป็น "โรงเชือดมนุษย์"
เซดนายา เป็นเรือนจำทหารและค่ายสังหารที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงดามัสกัส มีนักโทษอยู่นับหมื่นนับพันรายทั้งผู้ต้องขังพลเรือน, นักรบฝ่ายกบฏ และนักโทษการเมือง
องค์กรสังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรีย (SOHR) เคยประเมินไว้นับตั้งแต่ที่เกิดสงครามกลางเมืองซีเรียจนถึงเมื่อเดือน มกราคม 2564 ว่ามีนักโทษในเรือนจำนี้ 30,000 รายที่ถูกสังหารโดยรัฐบาลอัสซาด ไม่ว่าจะจากการทารุณกรรม, การปฏิบัติอย่างโหดร้าย และประหารชีวิตหมู่
แอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนลเคยประเมินว่าในเรือนจำเซดนายาช่วงระหว่างเดือน กันยายน 2554 ถึง ธันวาคม 2558 มีผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมรวมแล้วราว 5,000-13,000 ราย
นอกจากเซดนายาแล้ว องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ยังระบุว่า พวกเขาค้นพบเรือนจำของรัฐบาลอัสซาดตามที่ต่างๆ ในประเทศ รวม 27 แห่ง ที่มีทั้งการทารุณกรรมและการสังหารผู้ต้องขังเกิดขึ้นรายวัน
อดีตนักโทษเล่าถึงความอำมหิตในคุกรัฐบาลอัสซาด
อดีตนักโทษรายหนึ่งถูกจับกุมเพราะเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติ เขาเล่าถึงสภาพของเรือนจำเซดนายาให้องค์กรสิทธิมนุษยชนฟังว่า นักโทษถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการสังหารเพื่อนหรือครอบครัวของตัวเองกับการถูกสังหารเสียเอง นอกจากนี้ยังมีนักโทษอีกรายหนึ่งที่เปิดเผยว่าเรือนจำอื่นอีกแห่งหนึ่งที่บีบบังคับให้กินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ยังดีกว่าเซดนายาที่พอคนถูกทารุณกรรมแล้วก็มักจะส่งให้ไปตายที่นั่น
ในเรือนจำเซดนายานี้ยังมีการกระทำโหดเหี้ยมต่อนักโทษหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ, ข่มขืน, การทุบตีทำร้าย, อย่างต่อเนื่อง, การฆ่าตัดคอ, การจุดไฟเผา ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังเคยกล่าวหาว่ามีการสร้างโรงเผาศพไว้ที่เรือนจำเพื่อเผาศพนักโทษในนั้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่อดีตนักโทษเรือนจำได้เล่าให้สื่อรับรู้คือ "ห้องเกลือ" ซึ่งมีอย่างน้อยสองห้องในเรือนจำเซดนายา ห้องเหลือที่ว่านี้มีการถมเกลือไว้ในห้อง ซึ่งเป็นเกลือสินเธาว์ที่ได้มาจากทะเลสาปในอเลปโป โดยปกติแล้วมักจะนำมาใช้ในการขจัดน้ำแข็งหรือหิมะบนถนนเท่านั้น แต่ในที่นี้มีการนำมาใช้ในการเก็บศพเป็นเสมือนห้องดับจิตเพราะไม่มีเครื่องทำความเย็นเพื่อเก็บศพในเรือนจำแห่งนี้ ผู้ต้องขังชื่ออับโดเล่าว่าเขาเคยถูกจับโยนเข้าไปไว้ในห้องเกลือร่วมกับศพที่ถูกฝังอยู่ใต้กองเกลือ ส่วนหนึ่งของร่างกายศพแห้งเพราะถูกเกลือดูดน้ำออกไป
ฮิวแมนไรท์วอทช์เคยรายงานว่ารัฐบาลอัสซาดเคยคุมขังผู้ประท้วงอย่างสันติหลายหมื่นราย รวมถึงมีการทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การช็อตอวัยวะเพศ, การข่มขืน, การทุบตีทำร้าย และอื่นๆ ซึ่งการทารุณกรรมอย่างเป็นระบบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเป็นนโยบายจากรัฐบาลเผด็จการอัสซาดและนับเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ นอกจากนี้ยังมีการปิดกั้นไม่ให้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ทำให้ครอบครัวเหยื่อไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อบ้าง
องค์กรเครือข่ายเพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรียประเมินว่าในช่วงระหว่างเดือน มีนาคม 2554 ถึง สิงหาคม 2567 มีผู้ต้องขังในเรือนจำซีเรียรวมแล้ว 136,614 ราย มีเด็กอยู่ด้วย 3,698 ราย และผู้หญิง 8,504 ราย ซึ่งยังคงถูกคุมจังหรือไม่ก็ถูกบังคับให้สูญหาย
ปฏิบัติการปลดปล่อยนักโทษการเมือง-ล่าตัวเจ้าหน้าที่เรือนจำที่หลบหนี
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวร่วมกลุ่มกบฏซีเรียนำโดย ฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชัม HTS สามารถบุกยึดเมืองสำคัญๆ ของซีเรียได้ก่อนที่จะรุกคืบถึงเมืองหลวงดามัสกัส แล้วทำการยึดครองเมืองหลวงได้สำเร็จ ทำให้การปกครองของเผด็จการอัสซาดที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายสิบปีสิ้นสุดลง หลังจากที่ยึดเรือนจำของรัฐบาลอัสซาดได้ HTS ได้เผยแพร่รายชื่อของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่หลบหนี ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนหนีคดีที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดรองลงมาจากครอบครัวอัสซาด
หนึ่งในวิดีโอที่เผยให้เห็นนักโทษได้รับการปลดปล่อยนั้น แสดงให้เห็นถึงนักโทษที่พากันร้องประสานเสียงหลังได้ออกจากเรือนจำที่แออัดยัดเยียด มีคนตะโกนสรรเสริญพระเจ้า และมีคนหนึ่งบอกกับอดีตนักโทษว่า "พวกคุณเป็นอิสระแล้ว ยินดีด้วย"
มีวิดีโอไวรัลอีกชุดหนึ่งที่เผยให้เห็นผู้หญิงและเด็กที่ถูกคุมขังในเรือนจำที่แสดงความประหลาดใจหลังจากที่มีคนบอกว่าพวกเขาเป็นอิสระแล้ว ทำให้นักรบฝ่ายกบฏบอกกับผู้ต้องขังว่า "อย่ากลัวเลย เราจะปลดล็อกให้ ออกมาเถอะ ... อย่ากลัวเรา เราเป็นกลุ่มปฏิวัติ... ออกมา แล้วก็ไปที่ไหนก็ได้ที่คุณอยากจะไป" หลังจากนั้น กลุ่มผู้ต้องขังหญิงก็ร้องด้วยความดีใจพลางโผเข้าสวมกอดกัน
มีคลิปอื่นๆ ที่เผยให้เห็นอดีตนักโทษที่เพิ่งได้รับอิสระ แสดงความดีใจบนท้องถนน มีคลิปที่อดีตผู้ต้องขังรายหนึ่งกลับคืนสู่ครอบครัวที่เมืองฮามาเป็นฉากที่ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
เรียบเรียงจาก
'You are now free': Joy as Syrians freed from prison after regime collapse, The New Arab, 08-12-2024
As Syrian Rebels Take Charge, Freeing Prisoners of Assad Is a Priority, New York Times, 08-12-2024
‘My heart died’: Ex-prisoners haunted by Syria’s ‘salt rooms’, Aljazeera, 15-09-2022
Thousands who protested peacefully languish in Syrian jails: HRW, Reuters, 04-10-2024
