เรามักคิดว่าปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว ที่จริงมันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก เช่น “ปรัชญาเสรีภาพ” ของอิมมานูเอล คานท์ เริ่มจากการตั้งคำถามธรรมดาๆ ว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าเราทำกันแบบนั้น” เช่น ถ้าเราถือว่าโกหกกันไม่ผิด โกงกันไม่ผิด นอกใจกันไม่ผิด ฆ่ากันไม่ผิด ฯลฯ สังคมจะเป็นอย่างไร
คำถามทำนองเดียวกัน เช่น ถ้าเราถือว่าการข่มขืนไม่ผิด การสนับสนุนการข่มขืนไม่ผิด การรัฐประหารไม่ผิด การสนับสนุนรัฐประหารไม่ผิด การขังคุกประชาชนที่พูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยไม่ผิด ฯลฯ สังคมจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันมาและเห็นกันอยู่ คือเป็นสังคมที่เกิดรัฐประหารซ้ำซาก ถูกพวกทำรัฐประหารหลอกลวงซ้ำซากว่าจะปราบโกงและปฏิรูปประชาธิปไตย ประชาชนที่ถูกหลอกซ้ำซากก็ตกอยู่ในความขลาดเขลาแบบเต็มใจให้เขาหลอก เป็นสังคมที่สิทธิ เสรีภาพ และชีวิตประชาชนไม่มีความหมาย ถูกอุ้มหายอุ้มฆ่า หนีไปลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ และติดคุกถูกขังลืม เพียงแค่พูดความจริงเพราะอยากเห็นสังคมดีขึ้น
ล่าสุดศาลตัดสินคดี 112 “อานนท์ นำภา” คดีที่ 6 จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมกับโทษเดิมเป็นจำคุก 18 ปี 10 เดือน 20 วัน ทำไมจึงเป็นไปได้? เพราะระบบศาลยุติธรรมในสังคมนี้ถือว่า “การขังคุกประชาชนที่พูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ผิด” แล้วสภาพสังคมที่มีระบบศาลยุติธรรมเช่นนี้เป็นอย่างไร ก็เป็นสังคมที่ศาสนาสอนว่า “การโกหกผิดศีลธรรม” แต่ “ประชาชนพูดความจริงติดคุก” จึงเท่ากับเป็นสังคมที่ประชาชนถูกบังคับให้อยู่กับการหลอกลวง ใครบอกว่า “2+2 = 4” ติดคุก ต้องบอกว่า “2+2 = 5” เท่านั้น หรือพูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้แต่ “ด้านดี” เท่านั้น สรรเสริญสดุดีได้อย่างเดียว วิจารณ์ตรวจสอบให้มีความรับผิดชอบทางศีลธรรมและกฎหมายตามบรรทัดฐานของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่แบบสังคมเจริญแล้วไม่ได้
คานท์จะถามต่อว่า “ถ้าเราถือว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิด” จะทำให้ “ตัวเรา” เป็นอย่างไร คำตอบคือ “ทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง” และ “ถ้าระบบการปกครองบังคับให้เราอยู่กับการหลอกลวง” (เช่นให้เราเชื่อว่า 2+2=5) ระบบการปกครองเช่นนี้ก็เป็นระบบที่ทำลายตัวเราอย่างเลือดเย็น
ทำไมถ้าเราถือว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดจึงทำให้เราขัดแย้งกับตัวเอง? คำถามนี้ยากขึ้น เพราะเรากำลังถามถึง “ตัวตนที่แท้จริง” (real self) ของเรา ซึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับ “ปัญหาทางปรัชญา” (philosophical problem) คานท์ตอบปัญหานี้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคือ “ตัวตนที่มีเหตุผล” (rational being), ตัวตนที่มีเสรีภาพบัญญัติกฎปกครองตนเอง (autonomous self), ตัวตนที่มีจุดหมายหรือศักดิ์ศรีในตัวเอง (being-in-itself)” ซึ่งสามตัวตนนี้ก็คือตัวตนเดียวกัน (3in1) นั่นคือ “ตัวตนความเป็นมนุษย์” ของเราทุกคนที่มีคุณค่าพื้นฐาน 3 ด้านนั้น เป็นคุณค่าที่มีอยู่จริงอย่างจำเป็น และเป็นคุณค่าที่เราทุกคนมีหน้าที่ทางศีลธรรมต้องเคารพปกป้อง
ดังนั้น เมื่อตัวตนความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผลของเรามีอยู่จริง ถ้าถือว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิด ก็ย่อมขัดแย้งกับตัวตนที่มีเหตุผลของเรา ขัดแย้งกับตัวตนที่มีเสรีภาพของเรา และขัดแย้งกับตัวตนที่มีจุดหมายหรือศักดิ์ศรีในตัวเองของเรา เช่น การที่ศาลศาสนาบังคับให้กาลิเลโอ “สารภาพผิด” ว่า “ที่เขาพูดความจริงนั้นคือความเท็จ” หากไม่สารภาพจะประหารชีวิต นี่คือระบบอำนาจศาลห้ามพูดความจริง จึงเป็นระบบที่ขัดแย้งกับ “ความมีเหตุผล, เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคน” ของเรา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่ศาลไทยลงโทษจำคุกอานนท์เกือบ 20 ปี เพียงเพราะพูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย
ยิ่งกว่านั้น คานท์ยังยืนยันว่ามนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง ต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้เหตุผลและเสรีภาพบัญญัติกฎปกครองตนเองได้ ระบอบประชาธิปไตยที่ให้เราทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงบัญญัติกฎหมายผ่านตัวแทนของเราในสภานิติบัญญัติและการมีส่วนร่วมอื่นๆ จึงเป็นระบบที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของเรา แต่ระบบเผด็จการรูปแบบใดๆ ที่ห้ามเราพูดความจริง และห้ามใช้เหตุผลและเสรีภาพบัญญัติกฎปกครองตนเอง ย่อมเป็นระบบที่ขัดกับความเป็นคนของเรา หรือเป็นระบบที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างถึงราก
อานนท์ยืนยันว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องคือ “ความเป็นคนเท่ากัน” คือเสรีภาพในการพูด คือสิทธิของประชาชนที่จะพูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่าง “มีความเป็นมนุษย์” เมื่อมองจากปรัชญาคานท์ นั่นคือการยืนยันเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองและของเราทุกคน และนั่นคือการกระทำที่เคารพและปกป้องความเป็นคนของตนเองและของทุกคน
คำถามคือ ถ้าเราทุกคนเคารพและปกป้องความเป็นคนของตนเองและของมนุษย์ทุกคนอย่างอานนท์ สังคมไทยจะเป็นอย่างไร? คำตอบที่เราจินตนาการเห็นได้ ก็คือสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ไม่มือถือสากปากถือศีล ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่สยบยอมอยู่กับการถูกบังคับให้อยู่กับการหลอกหลวง ไม่เสแสร้งแสดงละครหลอกกันไปวันๆ โดยอ้างว่าจำเป็นต้องแสดง ฯลฯ
หรือถามแบบคานท์อีกว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าเราทำแบบเดียวกัน?” เช่น ถ้าทุกคนเคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ถ้าทุกคนไม่ปล่อยให้ใครสักคนถูกเผด็จการทรราชละเมิดสิทธิเสรีภาพ ถ้าทุกคนต่อต้านเผด็จการ ฯลฯ แน่นอนว่าจะเกิดสังคมที่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นไปได้อยาก รัฐประหารเกิดได้ยาก หรือเกิดไม่ได้เลย
คานท์คิดว่าสังคมเช่นนั้นจะเป็นไปได้จริง นอกจากจะเป็นสังคมที่ผู้คน “ตระหนักรู้” (awareness) ใน “ความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเองของตนเองและของกันและกัน” อย่างแท้จริงแล้ว เราจำเป็นต้องมี “ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผล” (rational sympathy) ต่อกันและกัน ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผลเกิดจากการที่เราเข้าไป “รับรู้” ความทุกข์ของคนอื่นและแบ่งปันความทุกข์นั้นเสมือนว่าเป็นความทุกข์ของเราเอง ด้วยการ “ลองสมมติตัวเองเป็นคนอื่น” เช่น ลองสมมติว่าเราเป็นอานนท์และครอบครัวของเขาที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม เราจะรู้สึกอย่างไร วิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผล ซึ่งเป็นความเห็นอกเห็นใจที่นำไปสู่การกระทำด้วยวิธีการใดๆ ที่เป็นการมีส่วนร่วมในชะตากรรมของคนอื่นอย่างแท้จริง
ที่จริงคอนเซ็ปต์ “ความเห็นอกเห็นใจที่มีเหตุผล” ของคานท์ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะความหมายของมันตรงกับที่เราพูดกันว่า “ถ้าคุณยังรู้สึกเจ็บปวด คุณก็ยังมีความเป็นมนุษย์” หมายความว่าเรา “รู้สึกเจ็บปวด” เพราะเหตุผลบอกเราว่าการที่อำนาจอยุติธรรมละเมิดสิทธิเสรีภาพของอานนท์ (เป็นต้น) ก็คือการละเมิดความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเองของอานนท์และของเราทุกคน
ดังนั้น “เราคืออานนท์” เพราะเรากับอานนท์มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน การละเมิดความเป็นมนุษย์ของอานนท์ก็เท่ากับการละเมิดความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน
ผมขอจบคำถามเรียบง่ายทางปรัชญาที่ว่า “ถ้าเราทำกันแบบนั้นสังคมจะเป็นอย่างไร” เช่น ถ้าเราทุกคนหรือเราส่วนใหญ่รู้สึกจริงๆ ว่า “เราคืออานนท์” เราก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในชะตากรรมของอานนท์ (และคนอื่นๆ) ด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง และด้วยจิตสำนึกเคารพและปกป้องความเป็นมนุษย์ของอานนท์และของเราทุกคนอย่างแท้จริง สังคมไทยจะเป็นอย่างไร
ที่มาภาพ:
