FIFPRO เผยผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย KU Leuven ในเบลเยียม พบวงการลูกหนังอาชีพละเมิดมาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัยของนักเตะ ไม่เคารพกรอบกฎหมายยุโรป ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องมีมาตรการเชิงรุกดูแลนักเตะอย่างเป็นระบบ
- งานวิจัยของมหาวิทยาลัย KU Leuven ในเบลเยียมระบุว่า วงการฟุตบอลอาชีพจำเป็นต้องยกระดับการดูแลนักกีฬา ใช้มาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย พร้อมทั้งเคารพกฎหมายของสหภาพยุโรป
- เรียกร้องให้องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลและพันธมิตร ต้องรับผิดชอบในการดูแลสวัสดิภาพนักฟุตบอลอย่างรอบด้านและมีมาตรการเชิงรุก
- รายงานชิ้นนี้จะถูกส่งไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปและศาลระดับประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินการกับ FIFA อยู่
เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2024 สหพันธ์นักฟุตบอลนานาชาติ (FIFPRO) รายงานว่า การศึกษาที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัย Katholieke Universiteit Leuven (KU Leuven) ในเบลเยียม ระบุว่าวงการฟุตบอลอาชีพยังไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของนักเตะเท่าที่ควร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายด้านความปลอดภัยทั้งในระดับยุโรปและระดับโลก
การวิจัยที่ดำเนินการโดย ศาสตราจารย์ ดร.แฟรงค์ เฮนดริกซ์ (Frank Hendrickx) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน และศาสตราจารย์ ดร.โลด กอดเดอริส (Lode Godderis) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้วิเคราะห์ทรัพยากรที่จำเป็นในการดูแลนักฟุตบอลอาชีพแบบครบทุกด้าน โดยดูปัญหาความเครียดที่เกิดจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง รวมทั้งตรวจสอบว่าวงการฟุตบอลปฏิบัติตามกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยหรือไม่
ดร.เฮนดริกซ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายแรงงานที่มหาวิทยาลัย KU Leuven กล่าวว่า "วงการฟุตบอลต้องดูแลนักฟุตบอลอาชีพตามมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OSH) ของยุโรปและนานาชาติอย่างเต็มที่ เพราะนักฟุตบอลมีสถานะเป็นแรงงานตามกฎหมายทุกระดับ จึงต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนแรงงานทั่วไป แม้วงการฟุตบอลอาจต้องปรับมาตรฐานให้เหมาะสม แต่จะอ้างความพิเศษของงานหรือรายได้มาปฏิเสธการใช้มาตรฐาน OSH ไม่ได้"
รายงานโดยมหาวิทยาลัย KU Leuven จัดทำขึ้นตามที่ FIFPRO มอบหมาย โดยได้วิเคราะห์และกำหนดหลักการสำคัญออกมา 5 ประการ ซึ่งจะได้อธิบาย ดังต่อไปนี้
1. ทำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน - วงการฟุตบอลต้องดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักเตะตามมาตรฐานแรงงานสากล
มาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัยของยุโรปและองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องใช้กับแรงงานทุกคนรวมถึงนักฟุตบอลอาชีพ โดยต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดไม่ว่าแรงงานจะมีรายได้เท่าใดหรือมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบางอย่างนักเตะเยาวชน
ตามผลการศึกษานี้ FIFPRO ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อความเข้าใจผิด 3 ประการ คือ (1) จำนวนนักเตะที่ได้รับผลกระทบจะทำให้มาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยไม่สำคัญ (2) ค่าตอบแทนที่สูงของนักเตะจะทำให้พวกเขาไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง หรือยกเลิกความรับผิดชอบทางกฎหมายในการให้การคุ้มครอง และ (3) ความรับผิดชอบโดยรวมขององค์กรกำกับดูแลและผู้ควบคุม จะขึ้นอยู่กับจำนวนการแข่งขันที่พวกเขาจัดการโดยตรง
2. การดูแลสุขภาพนักเตะแบบรอบด้าน - การใช้มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในวงการฟุตบอล
กฎความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OSH) มุ่งคุ้มครองทั้งสุขภาพกายและจิตของคนทำงาน วงการฟุตบอลจึงต้องเข้าใจและยอมรับความท้าทายพิเศษของนักฟุตบอลอาชีพ การปรับมาตรฐาน OSH ให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของวงการอาจทำได้ แต่การคุ้มครองพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่ต้องมี และต้องดูแลความปลอดภัยของนักเตะในทุกด้านของการทำงาน
สอดคล้องกับที่ FIFPRO ชี้ให้เห็นว่าผู้จัดการแข่งขันไม่ได้คำนึงถึงภาระที่หนักหน่วงของนักเตะ เมื่อมีการวางตารางและกำหนดรูปแบบการแข่งขัน โดยเฉพาะปัญหาที่สะสมจากการแข่งขันถี่เกินไป ต้องเดินทางไกลระหว่างประเทศ เดินทางในเวลากลางคืน นอนไม่เป็นเวลา และความกดดันมากมายในช่วงทัวร์นาเมนต์
3. จัดการความเสี่ยงรอบด้าน - วางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาความเสี่ยงในทุกมิติ
กฎด้าน OSH กำหนดให้ต้องป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก โดยต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการทำงานของนักเตะและปัจจัยภายนอก เช่น การเดินทาง ตารางแข่ง และการแข่งขันที่ซ้อนทับกัน
แต่การศึกษาของ FIFPRO พบว่าองค์กรที่ดูแลและจัดการแข่งขัน ไม่เคยประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันจะส่งผลต่อภาระงานและชีวิตจริงของนักเตะอย่างไร
4. ร่วมมือดูแลนักเตะ - ทุกฝ่ายในวงการต้องรับผิดชอบร่วมกัน
การคุ้มครองนักเตะให้ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและจัดการแข่งขัน ต้องรับผิดชอบในการผลักดันให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรฐาน OSH
แต่ FIFPRO พบว่าองค์กรเหล่านี้ยังไม่จริงจังในการกำหนดมาตรฐานที่ครอบคลุมเพื่อดูแลนักเตะ ทั้งที่นักเตะต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง
5. รับฟังเสียงนักเตะ - ให้นักเตะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
นักเตะต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการพัฒนานโยบาย OSH เพราะพวกเขาทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงและเปลี่ยนแปลงเร็ว นักเตะควรมีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจในทุกเรื่องที่กระทบต่อพวกเขา ทั้งการกำหนดปฏิทินแข่งขัน จัดตารางแข่ง วางมาตรการป้องกัน และกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย
แต่ FIFPRO พบว่า พวกเขาไม่เคยได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการตัดสินใจเรื่องตารางการแข่งขันและมาตรฐานความปลอดภัยที่จำเป็นเลย
อาเล็กซานเดอร์ บีเลเฟลด์ (Alexander Bielefeld) ผู้อำนวยการด้านนโยบายของ FIFPRO กล่าวว่า "รายงานนี้พบว่า มีเพียงบริการฉุกเฉินและกองทัพเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหภาพยุโรปและ ILO ส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม แต่วงการฟุตบอลกลับไม่ได้นำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้ แม้จะมีการเพิ่มและขยายการแข่งขันที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานของนักเตะ ทั้งที่องค์กรที่ดูแลและจัดการแข่งขันมีหน้าที่สำคัญในการร่วมมือกับนักเตะ เพื่อให้มั่นใจว่าสุขภาพของนักเตะจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม"
รายงานสรุปว่า หากวงการฟุตบอลมีการประเมินและพัฒนามาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้นักเตะได้เติบโต มีความยืดหยุ่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อทั้งตัวนักเตะและวงการฟุตบอลโดยรวม ข้อเสนอในรายงานนี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในวงการฟุตบอล
รายงานชิ้นนี้ ยังจะถูกส่งเป็นหลักฐานประกอบ "การร้องเรียนร่วมกันโดย FIFPRO Europe, European Leagues และ LaLiga ต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับ FIFA" เกี่ยวกับการจัดตารางการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการแข่งขัน FIFA Club World Cup 2025 [1]
____
[1] FIFPRO Europe และลีกฟุตบอลยุโรป ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อ FIFA เนื่องจากเห็นว่า FIFA มีปัญหาในการทำหน้าที่สองบทบาทพร้อมกัน คือเป็นทั้งผู้จัดการแข่งขันและผู้กำกับดูแล ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดย FIFA ได้จัดตารางแข่งขันระหว่างประเทศที่แน่นเกินไป ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของนักเตะ อีกทั้งยังทำลายความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมของการแข่งขันระดับประเทศ การฟ้องร้องนี้ได้รับการสนับสนุนจากลีกใหญ่หลายลีกในยุโรป โดยอ้างกฎหมายสหภาพยุโรป หวังให้คณะกรรมาธิการยุโรปเข้ามาตรวจสอบและหาทางปกป้องฟุตบอลยุโรป

