คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ทองคำเป็นตัวเปลี่ยนเกมการเงินโลก หลังประกาศตรวจสอบทองคำสำรอง Fort Knox ของสหรัฐอเมริกา จำนวน 147.3 ล้านออนซ์ (ประมาณ 5,000 ตัน) อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก
2 มี.ค. 2568 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าการตรวจสอบทองคำสำรอง Fort Knox ของสหรัฐอเมริกา จำนวน 147.3 ล้านออนซ์ (ประมาณ 5,000 ตัน) อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก
ทองคำสำรองใน Fort Knox คิดเป็น 50% ของทุนสำรองระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 428 แสนล้านดอลลาร์ จากราคาทองคำล่าสุดที่ 2,867 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การตรวจสอบอย่างสมบูรณ์ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี แต่ผลการตรวจสอบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินโลกที่มีดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินหลัก
รศ.ดร.อนุสรณ์ เชื่อว่าหากการตรวจสอบพบว่าทองคำสำรองไม่มีอยู่ตามจำนวนที่ประกาศ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบการเงินโลก ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น มีโอกาสแตะ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำในประเทศไทยอาจทะลุ 50,000 บาทต่อบาททองคำได้เร็วขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำมากขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงกว่าเงินเฟียต (Fiat Money) แนวโน้มการลดการถือครองดอลลาร์ (De-Dollarization) กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศหันไปถือทองคำมากขึ้น
นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน การส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวแตะ 4% ได้ในไตรมาสแรก และการส่งออกอาจขยายตัวได้ 5-10% โดยในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวถึง 13.6%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอาจเผชิญความท้าทายจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะเผชิญการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐฯ เนื่องจากไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯจำนวนมาก และมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าหลายรายการในอัตราที่สูงกว่าที่สหรัฐฯเก็บจากไทย
นอกจากนี้ ประเด็นการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อาจเป็นข้ออ้างเพื่อใช้เป็นมาตรการกีดกันการค้าต่อสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯจะเริ่มสอบสวนพิจารณาการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯจากประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยกำหนดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 1 เม.ย. นี้

