Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ทำการตัดงบประมาณการวิจัยเรื่องคนข้ามเพศ กระทรวงสาธารณสุขก็มีการสั่งให้หันมาเน้นวิจัยเรื่อง "ความรู้สึกเสียดาย" หลังการแปลงเพศแทน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยเรื่องนี้จำนวนมากที่ระบุว่ามีคนที่รู้สึกเสียดายหลังแปลงเพศน้อยมาก และมักจะเป็นเพราะถูกตีตราจากสังคมมากกว่าจะไม่พอใจเพศสภาพหลังข้ามเพศของตนเอง นอกจากนี้ คำสั่งทรัมป์ ยังสร้างความกังวลเรื่องความซื่อสัตย์ทางวิชาการที่จะถูกแทรกแซงจากการเมือง 

 

1 ในผลพวงจากนโยบายของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ คือ การตัดงบประมาณในทุกด้านของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาวะของคนข้ามเพศ แต่คราวนี้ ทางรัฐบาลทรัมป์ ก็หันมาสั่งให้ NIH เน้นศึกษาวิจัยเรื่องเกี่ยวกับ "ความรู้สึกเสียดาย" หลังการแปลงเพศแทน

ทั้งนี้ ‘การแปลงเพศ’ หมายถึงการที่คนเราทำการข้ามเพศในเชิงการแพทย์โดยเปลี่ยนแปลงลักษณะทางเพศของตนเองให้ต่างจากเพศกำเนิดอย่างการเทคฮอร์โมน หรือการผ่าตัด

เบื้องต้น มีรายงานว่าข้าราชการของ NIH เป็นคนให้ข่าวเรื่องนี้ โดยเผยว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น แมทธิว เมโมลี ที่ทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการ NIH ขณะนั้น ได้ส่งอีเมลให้กับผู้อำนวยการสถาบันต่างๆ หลายแห่งของ NIH โดยในอีเมลระบุว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) ซึ่งเป็นองค์กรที่กำกับดูแล NIH ได้ "สั่งการให้ทุนวิจัยในเรื่องเฉพาะทางที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "การทำให้เสียอวัยวะด้วยวิธีการทางเคมีและการผ่าตัด" ในเด็ก และผู้ใหญ่

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวาทกรรมของพวกเหยียดคนข้ามเพศ โดยมักจะอ้างว่า การให้บริการสุขภาวะ เพื่อช่วยเหลือด้านการข้ามเพศ และการผ่าตัดยืนยันเพศของคนข้ามเพศนั้น เป็น "การทำให้เสียอวัยวะ" แต่จริงๆ แล้วเป็นการช่วยเหลือคนข้ามเพศจำนวนมากที่มีภาวะทุกข์ใจในเพศสภาพ เพราะเพศสภาพที่แท้จริงของพวกเขาที่ไม่ตรงกับเพศสรีระ ภาวะทุกข์ใจดังกล่าวนี้ เรียกว่า ‘gender dysphoria’ และการแปลงเพศจะทำให้พวกเขามีอวัยวะหรือเพศสรีระในแบบที่พวกเขาอยากจะมี เช่น มีหน้าอก หรืออวัยวะเพศ ในแบบที่ต้องการ ไม่ได้เป็นการ "ทำให้เสีย" อวัยวะแต่อย่างใด

ในอีเมลดังกล่าวนี้ยังมีการกำชับด้วยว่า เรื่องการให้ทุนเพื่อวิจัยในเชิงต่อต้านการข้ามเพศนั้น "มีความสำคัญมากต่อทั้งประธานาธิบดี และต่อรัฐมนตรี" ซึ่งรัฐมนตรีที่ว่านี้หมายถึง โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันของรัฐบาลทรัมป์

วารสารด้านวิทยาศาสตร์ เนเจอร์ ระบุว่า ถึงแม้ว่าบางครั้งทำเนียบขาวจะสั่งการให้ NIH ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนรายใหญ่ที่สุดในด้านวิทยาศาสตร์เชิงชีวการแพทย์ ทำการวิจัยในหัวข้อกว้างๆ ตามลำดับความสำคัญ เช่น เรื่องมะเร็ง เรื่องสุขภาวะสตรี เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้เป็นคำสั่งที่มีลักษณะหัวข้อเฉพาะเจาะจง มีลักษณะชวนให้เกิดการแตกขั้วทางความคิดเห็นอย่างสุดโต่ง รวมถึงมีการใช้ภาษาที่ยั่วแหย่ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากคำสั่งของรัฐบาล

เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์การตัดงบประมาณ NIH เพื่อการวิจัยเรื่องสุขภาวะคนข้ามเพศมากกว่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างฉับพลัน พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของทำเนียบขาวที่ให้วิจัยอย่างจำเพาะเจาะจงกับเรื่อง "ความเสียดาย" ต่อการข้ามเพศด้วย ว่ามีแรงจูงใจในเชิง ‘การเมือง’ ที่เข้ามาแทรกแซงวิทยาศาสตร์

"เมื่อมีการใช้อุดมการณ์ทางการเมืองให้มีอำนาจเหนือคุณค่าทางวิทยาศาสตร์แล้ว มันก็จะกลายเป็นการคุกคามวิสาหกิจทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด" แฮร์รี บาร์บี (Harry Barbee) จากวิทยาลัยสาธารณสุข จอห์น ฮอปกินส์ บลูมเบิร์ก และเขาเป็นคนที่ศึกษาเรื่องสุขภาวะของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ และตัวเขาเองก็เป็นนอนไบนารี และเป็นเควียร์ กล่าว

บาร์บี เผยว่า คำสั่งล่าสุดนี้เป็นการพยายาม "ยัดเยียดให้คนข้ามเพศให้อยู่ภายใต้มุมมองแบบการแพทย์ ที่มีเรื่องสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาคือการแสวงหาการข้ามเพศทางการแพทย์"

คนข้ามเพศอาจรู้สึก 'เสียดาย' มากกว่าถ้าไม่ได้ข้ามเพศ?

สิ่งที่บาร์บี พูดถึงนี้หมายความว่า การข้ามเพศนั้นมีหลายมิติด้วยกัน เช่น มิติการข้ามเพศในเชิงสังคม หรือที่เรียกว่า ‘Social Transition’ กับมิติของการข้ามเพศโดยการเปลี่ยนแปลงกายภาพของตัวเองทางการแพทย์ ที่เรียกว่า ‘Medical Transition’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘การแปลงเพศ’ ซึ่งคนข้ามเพศบางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ในเชิงสังคมเท่านั้น เช่น การแต่งกายข้ามเพศ ใช้สรรพนามตามเพศสภาพตนเอง เป็นต้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกายภาพในเชิงการแพทย์ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีคนข้ามเพศจำนวนมากที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในทางกายภาพอย่างการเทคฮอร์โมน การผ่าตัด ซึ่งจะเป็นการยืนยันเพศสภาพของพวกเขา และเป็นการแก้ไขเรื่องความทุกข์ใจในเพศสภาพของพวกเขาได้ ทำให้พวกเขารู้สึกสุขใจและพึงพอใจในเพศสภาพแบบที่เรียกว่า “Gender Euphoria”

สำหรับในสหรัฐอเมริกามีประชากรคนข้ามเพศราว 1.6 ล้านราย และ 1 ใน 4 ที่ได้รับการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ มีงานวิจัยระบุว่า การข้ามเพศทางการแพทย์เช่นนี้สามารถลดความวิตกกังวล ลดอาการซึมเศร้า และลดความอยากฆ่าตัวตายในหมู่คนข้ามเพศได้

พูดง่ายๆ ก็คือ วาทกรรม "ความเสียดาย" หลังการแปลงเพศทางการแพทย์นั้นเป็นวาทกรรมที่กลุ่มเหยียดทรานส์สร้างขึ้นเพื่อเอามาอ้างความชอบธรรมในการกีดกันไม่ให้คนข้ามเพศได้รับการแปลงเพศ ทั้งๆ ที่คนข้ามเพศเหล่านี้มีโอกาสที่จะเสียดายมากกว่าถ้าหากไม่ได้รับการแปลงเพศ พวกเขาจะรู้สึกเสียดายโอกาส เสียดายเวลาที่สูญเสียไปจากการที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามแบบเพศสภาพของตนเอง

คนที่ "เสียดาย" มีไหม และเพราะอะไร?

1 ในวิธีการที่กลุ่มเหยียดใช้โจมตีคนข้ามเพศ คือการอ้างเรื่องคนที่ "ยกเลิกการข้ามเพศ" หรือ "ย้อนคืนการข้ามเพศ" ที่เรียกว่า ‘detransition’ มาใช้โจมตีการให้การช่วยเหลือข้ามเพศ

ทั้งๆ ที่จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาระบุว่ามีคนที่รู้สึกเสียดายหลังแปลงเพศอยู่น้อยมาก ยกตัวอย่าง มีงานวิจัยจากอังกฤษเมื่อปี 2562 ที่พบว่าคนที่ "เสียดาย" หลังการข้ามเพศนั้นมีอยู่แค่ร้อยละ 0.5 เท่านั้น และงานวิจัยอื่นๆ รวมถึงรวมถึงการวิจัยแบบ ‘meta-analysis’ ที่เป็นการรวบรวมสถิติจากงานวิจัยหลายชิ้น ก็ยังพบว่าจำนวนผู้รู้สึกเสียดายหลังการข้ามเพศ หรือผู้ที่ยกเลิก-ย้อนคืน การข้ามเพศ นั้นมีอยู่แค่ไม่ถึงร้อยละ 1

ในทางตรงกันข้ามมีการสำรวจพบว่า กลุ่มประชากรที่ระบุว่าตัวเอง "พึงพอใจมาก" กับการข้ามเพศในเชิงการแพทย์มีอยู่มากถึงร้อยละ 94

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายเหยียดคนข้ามเพศ มักจะละเลยที่จะพูดถึงสาเหตุว่า ทำไมผู้แปลงเพศ "รู้สึกเสียดาย" ด้วย แต่มักจะสร้างวาทกรรมขึ้นมาเองว่าเป็นเพราะคนเหล่านี้ "ถูกชักจูงโดยอุดมการณ์แบบคนข้ามเพศ" ทั้งที่จริงๆ แล้วในงานวิจัยปี 2562 ระบุว่า สาเหตุที่พวกเขาย้อนคืนการข้ามเพศนั้นเป็นเพราะการถูกตีตราจากสังคมหลังจากที่พวกเขาข้ามเพศแล้ว ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตในสังคมได้ลำบากจนจำเป็นจำใจต้องย้อนคืนการข้ามเพศ

คนที่เสียดายหลังข้ามเพศทางการแพทย์บางส่วนก็พูดถึงเรื่องผลข้างเคียงทางกายภาพที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัด มากกว่าจะไม่พอใจในเพศสภาพของตนเองหลังข้ามเพศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงที่ว่านี้จะเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวแล้วก็หายไป

กล่าวโดยสรุปคือ มีคนจำนวนน้อยมากๆ ที่เสียดายหลังแปลงเพศในทางการแพทย์

และในหมู่คนจำนวนน้อยมากนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเสียดายเพราะถูกกดดัน ตีตรา และบีบคั้นจากสังคม มากกว่าจะไม่พอใจในเพศสภาพของตัวเองหลังข้ามเพศ

หมายความว่าถ้าหากสังคมเลิกตีตรา เลิกเหยียด เลิกกีดกัน เลิกปฏิบัติ ต่อคนข้ามเพศ กลุ่มคนที่ "เสียดาย" หลังการแปลงเพศเหล่านี้ก็คงจะเลิกเสียดายแล้วกลายมาเป็นพึงพอใจในเพศสภาพของตัวเองก็เป็นได้

ไม่เพียงละเมิดสิทธิฯ คนข้ามเพศ แต่ยังลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ

การที่รัฐบาลทรัมป์ พยายาม 'ยัดเยียด' ให้มีการเน้นวิจัยแต่เฉพาะเรื่อง 'ความเสียดาย' หลังการข้ามเพศทางการแพทย์นั้น จึงสื่อนัยยะในเชิงชักใยเพื่อหวังผลทางอุดมการณ์ของตัวเอง คือการหาความชอบธรรมให้กับการเหยียดคนข้ามเพศและต่อต้านการข้ามเพศ ซึ่งไม่เพียงแค่ส่งผลเลวร้ายต่อสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ รวมถึงทำลายความซื่อสัตย์สุจริตในทางวิชาการ

นักวิจัยอย่างบาร์บี มองว่า ถ้าหากปล่อยให้คำสั่งวางกรอบการวิจัยแบบของรัฐบาลทรัมป์ ดำเนินต่อไป จะก่อให้เกิด "สภาพแวดล้อมที่ทำให้งานวิจัยบิดเบือน ซึ่งจะอนุญาตให้มีแต่ผลการวิจัยที่ฝ่ายการเมืองรู้สึกพอใจเท่านั้น" อีกทั้งยังจะทำให้เกิดการขาดแคลนหลักฐานสำหรับแพทย์ที่ต้องการจะช่วยเหลือคนข้ามเพศ

ทั้งนี้ บาร์บี ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้วยว่า การใช้โวหารแบบยุแยงของรัฐบาลทรัมป์ เช่น เรียกการข้ามเพศทางการแพทย์ว่าเป็น "การทำให้เสียอวัยวะ" ยังฟังดู "ไม่น่าเชื่อถือในทางวิทยาศาสตร์" รวมถึงจะเป็นการ "กระตุ้นให้เกิดความกลัวและการตีตรา" กลุ่มคนข้ามเพศ

บริททานี ชาร์ลตัน นักระบาดวิทยาจากวิทยาลัยสาธารณสุข ฮาร์วาร์ดทีเอชชาน ถูกตัดงบประมาณการวิจัยร้อยละ 95 จากที่เธอเคยมีโครงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง LGBTQ+ ราว 180 โครงการ เธอได้พูดถึงกรณีที่ รมต.กระทรวงสาธารณสุข ใช้คำในเชิงยุแยงเกี่ยวกับประเด็นคนข้ามเพศ โดยมองว่าการใช้คำเช่นนี้จะทำให้ NIH เองมีปัญหาในการหาผู้เชี่ยวชาญพิเศษมาวิจัย เพราะผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ก็จะไม่อยากทำการวิจัยให้

 

เรียบเรียงจาก

Exclusive: Trump White House directs NIH to study ‘regret’ after transgender people transition, Nature, 03-04-2025
https://www.nature.com/articles/d41586-025-01029-8

Social transitioning for trans people, Medical News Today, 03-10-2023
https://www.medicalnewstoday.com/articles/social-transitioning

Your Guide to Understanding Gender Euphoria, 13-03-2023
https://www.healthline.com/health/transgender/gender-euphoria

Detransition rates in a national UK Gender Identity Clinic, 3rd biennal EPATH Conference Inside Matters. On Law, Ethics and Religion (page 139), 11-04-2019
https://epath.eu/wp-content/uploads/2019/04/Boof-of-abstracts-EPATH2019.pdf#page=139

Regret after Gender-affirmation Surgery: A Systematic Review and Meta-analysis of Prevalence, PMC, 28-04-2022
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8099405/

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง