ถ้าเราไป 3 ที่ หนึ่งสถานที่ภาวนา, สองห้องเรียนปรัชญา และสามงานรำลึกการเสียชีวิตของบุ้ง (ปีนี้จัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา) แน่นอน สองสถานที่แรกเขายืนยันว่ากำลังชวนเราสนทนา เพ่งพินิจ และไตร่ตรองเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิต แต่เราก็อด “เอ๊ะ” ไม่ได้ว่าด้วยภาษาที่เขาใช้ ด้วยกรอบคิดที่เขานำมาอธิบายความจริงของชีวิตนั้น มันกำลังพาเราหลุดลอยไปจากชีวิตจริงๆ ที่สัมพันธ์กับเงื่อนไขมากมายและซับซ้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่จริงๆ หรือไม่ เขากำลังพาเราเข้าสู่บทสนทนาเกี่ยวกับ “จินตนาการสัจธรรมของชีวิต” ตามกรอบความเชื่อบางอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ แต่ทำเป็นเสมือนว่ารู้หรือไม่
แต่เมื่อไปงานรำลึกการเสียชีวิตของบุ้งที่ไม่ได้อวดโอ่ว่าชวนเราสนทนาเรียนรู้สัจธรรมของชีวิต แต่ทุกภาพที่เห็น ทุกข้อความที่อ่าน ทุกเรื่องราวในบทสนทนากลับเป็นความจริงของชีวิตสดๆ ที่เกิดขึ้นจริงภายใต้เงื่อนไขที่เป็นจริงและสลับซับซ้อนของสังคม
มีข้อความและคำถามบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกจุก น้ำตาซึม และสะท้อนความเป็นคนของตนเอง ทำให้เราหลบหน้าความอ่อนแอภายในตัวเอง และหลบหน้าความอยุติธรรมและความรุนแรงที่เผด็จการทรราชกระทำต่อประชาชนเสมือนว่าเราแสร้งมองไม่เห็น แต่ก็ยิ่งก่อให้เกิดคำถามต่อความหมายของชีวิต และต่อความใฝ่ฝันของมนุษย์ที่อยากเห็นสังคมที่เป็นธรรม
แน่นอนเป็นคำถามที่มีพลังมากกว่าคำถามที่เราได้จากห้องภาวนาหรือห้องเรียนปรัชญาใดๆ เพราะว่ามันเป็นคำถามทางปรัชญาที่ส่งมากระทบความรู้สึกและความคิดของเราจากชีวิตการต่อสู้ และความตายของคนจริงๆ ที่ “เป็นจริง” ยิ่งกว่ากรอบความคิดเกี่ยวกับสัจธรรมจากความเชื่อใดๆ จะอธิบายได้
ช่วงสารคดี Hungry for Freedom ขนาดสั้นเล่าเรื่องราวการอดอาหารประท้วงเพื่อเสรีภาพของบุ้ง-เนติพร กับใบปอ-ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ ห้องประชุมเงียบกริบ ทุกฉาก ทุกเรื่องราว ทุกข้อความที่กระชับด้วยการถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดตรงไปตรงมา ไม่ปั้นแต่ง มันกระทบความรู้สึกของคนดู และเต็มไปด้วยคำถามที่ทำให้เราครุ่นคิดตลอดเวลา
เรื่องราวในสารคดีสะท้อนว่าทั้งสองขบถต่อความต้องการ ความคาดหวังของครอบครัว ขบถต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมของสังคม และขบถต่ออำนาจเผด็จการทรราชที่อยุติธรรมอำมหิต ทั้งสองเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกฎระเบียบของคุกที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักโทษ โดยเฉพาะนักโทษ 112 ที่น่าชิงชังรังเกียจเป็นพิเศษ มีทั้งเรื่องบังคับให้ถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นเพื่อค้นตัว แม้จะมีประจำเดือนก็บังคับให้ถอดเห็นเลือดไหลเป็นทางตามขา เจ้าหน้าที่พยาบาลจิ้มเข็มฉีดยาแรงๆ เหมือนมีอคติต่อนักโทษ 112 จนแขนเต็มไปด้วยรอยช้ำ การเปิดไฟสว่างตลอดเวลาในห้องขังขณะอดอาหารประท้วง มีกล้องวงจรปิดจับตาทุกอิริยาบถเหมือนกับคอยจ้องจับผิดว่าจะแอบทานอะไรหรือไม่ กล้องวงจรปิดสามารถซูมฟังได้แม้แต่ “เสียงกระซิบ” เป็นต้น
แม้ว่าชีวิตในคุกจะโหดร้ายขนาดนั้น แต่ใบปอกลับบอกว่า “อยู่ในคุกก็เหมือนอยู่ในบ้าน” แล้วสารคดีก็ตัดภาพไปตอนเธอเป็นเด็กมัธยมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าเธออยู่ในครอบครัวที่ตีกรอบให้ทำอะไรทุกอย่างตามความต้องการของผู้ปกครอง ไม่มีอิสระเป็นตัวของตัวเองเลย ใบปอตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันเกลียดพ่อหรือไม่” ตลอด 20 ปี ครอบครัวไม่เคยเป็นเซฟโซนสำหรับเธอเลย การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมันจึงเป็นทั้งการขบถต่อครบครัว ต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมทางสังคม และขบถต่ออำนาจรัฐที่กดขี่เสรีภาพประชาชน แต่สุดท้ายเมื่อผ่านวิกฤตการอดอาหารประท้วงมาได้ เธอก็ได้ครอบครัวกลับคืน ได้รับความเข้าใจจากครอบครัว และพบว่าครอบครัวเป็นเซฟโซนสำหรับตัวเองได้ ขณะที่บุ้งเข้าใจความปรารถนาดีและความห่วงใยของครอบครัว แต่ก็เลือกออกมาสู้ตามอุดมการณ์ของตนเอง และครอบครัวก็เสียเธอไปในที่สุด
เรามักได้ยินคนพูดหรือได้อ่านคนโพสต์เสมอๆ ว่า “แต่ละคนก็มีข้อจำกัดของตัวเอง มีปัญหาที่ต้องแบกรับ อย่าไปว่าใครเลยที่เลือกนิ่งเงียบต่อปัญหาความอยุติธรรมและความรุนแรงที่อำนาจรัฐกระทำต่อประชาชน” แต่เราแทบจะไม่นึกถึงหรือไม่ตั้งคำถามเลยว่าบรรดาคนที่ออกมาต่อรู้เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรม คนที่ติดคุก และลี้ภัยการเมือง กระทั่งถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า พวกเขามีปัญหาการเรียน การงาน การเงิน ปัญหาครอบครัว และปัญหาชีวิตส่วนตัวอื่นๆ ที่ต้องแบกรับอย่างไรบ้าง แท้จริงแล้วไม่มีใครที่ไม่มีปัญหาส่วนตัวต้องแบกรับหรอก สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก “คนที่ไม่นิ่งเงียบ” ก็คือพวกเขาพยามเอาชนะเงื่อนไขส่วนตัวต่างๆ หรือพยายามจัดการให้ได้ และมั่นคงใน “คุณค่า” บางอย่างที่ตนเองเชื่อมั่นและศรัทธา เหมือนคำพูดของบุ้งที่ว่า “เมื่อใดก็ตามที่เราหยุดสู้เพื่อเพื่อนมนุษย์ ก็คือเมื่อนั้นที่เราได้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ไปแล้ว” ซึ่งใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้
บางคนจินตนาการให้พวกเขาเป็น “วีรชน” แต่พวกเขาต้องการเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ ขณะที่บางคนหัวเราะเย้ยหยันว่าพวกเขาสู้อย่างโง่ๆ วิ่งเอาหัวชนกำแพง ทั้งๆ ที่ข้อเรียกร้องในการต่อสู้ของพวกเขานั้นตรงไปตรงมาว่าแค่อยากเห็นสังคมมีเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตย และมีความยุติธรรมมากขึ้น แต่ทำไมอำนาจรัฐจึงให้คุกและความตายแก่พวกเขาเป็นสิ่งตอบแทน!
มีนักปรัชญาคนหนึ่งกล่าวว่า “เพราะฉันคิด ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่จริง” ประโยคนี้เป็นข้อสรุปว่า “ตัวตนของฉันมีอยู่จริง” จากการพิสูจน์ด้วยวิธีการทางปรัชญาคือการตั้งข้อสงสัยต่อทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา สงสัยว่าสิ่งต่างๆ รอบตัว โลกหรือจักราวาล กระทั่งแขนขา ร่างกายเราก็อาจไม่มีอยู่จริงหรือเป็นแค่ภาพลวงตาก็ได้ แต่ในที่สุดแล้วจะมีสิ่งหนึ่งที่สงสัยไม่ได้เลยว่าไม่มีอยู่จริง นั่นคือ ความคิดที่กำลังคิดสงสัยสิ่งต่างๆ อยู่ “ฉันกำลังคิดสงสัยอยู่” นี่คือความจริงที่ประจักษ์แจ้งในตัวมันเอง ดังนั้น เฉพาะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่ (?)
แต่เราอาจตีความขยายความหมายออกไปอีกก็ได้ว่า การสร้างงานทางความคิดทำให้ตัวตนผู้สร้างยังคงมีอยู่ เช่น นักคิดต่างๆ ที่ตายไปแล้ว แต่ความคิดของเขายังมีชีวิตอยู่ หรือประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์ก็คือ “สายธารประวัติศาสตร์ความคิด” เพราะมีการปะทะขัดแย้งและการต่อสู้ทางความคิดความเชื่ออยู่เสมอ การต่อสู้ของบุ้ง (และคนอื่นๆ) ก็อยู่ในสาธารการต่อสู้ทางความคิดระหว่าง “ความคิดเก่า” ที่ครอบงำกดขี่สังคมไทยมายาวนาน กับ “ความคิดใหม่” ที่พยายามจะก่อกำเนิด เติบโต และยืนหยัดตั้งมั่น บรรดาผู้ที่ต่อสู้เหล่านั้นจึงต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณขบถ และเพราะพวกเขาขบถ พวกเขาจึงมีอยู่
ทว่าการมีอยู่ของพวกเขา คือการมีอยู่อย่างสัมพัทธ์กับ “สามัญสำนึก” ของเราทุกคนว่าคำถามของพวกเขาที่ใช้อิสรภาพและชีวิตของตนเอง “ส่งเสียง” ให้สังคม “ได้ยิน” เราได้ยินกันจริงๆ แล้วหรือยัง และจะร่วมมือกันสร้างคำตอบของคำถามนั้นได้อย่างไร เช่นที่บุ้งเรียกร้องว่า “ต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน” และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่นักโทษทางความคิดได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นกระบวนการยุติธรรมที่สร้าง “ความอยุติธรรม” ที่คร่าชีวิตนักโทษทางความคิดอีกต่อไป สังคมเราจะตอบคำถามและข้อเรียกร้องสำคัญนี้ได้อย่างไร และเมื่อใด!
