ข้อเสนอ 3 ข้อ ของแกนนำ “ม็อบรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา 1) ให้แพทองธาร ชิวัตรลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที 2) ให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และ 3) ให้ประชาชนทุกฝ่ายถอดเสื้อสีออกมาชุมนุมปกป้องอธิปไตย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการ “ปูทางสู่รัฐประหาร” เพราะข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายทางการเมืองที่ต้องการให้เกิดสุญญากาศอำนาจรัฐ เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารฉวยโอกาสทำรัฐประหาร เหมือนที่บรรดาแกนนำเคยทำสำเร็จมาแล้วสองครั้งในความขัดแย้งทางการเมืองสองทศวรรษ
แน่นอนว่าม็อบรวมพลังแผ่นดินมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติ แต่การสนับสนุนรัฐประหารถือเป็น “สิทธิ” ได้หรือไม่?
ถ้าถามนักปรัชญาเสรีนิยมที่ยกย่องกันว่าเป็น “บิดาเสรีนิยมประชาธิปไตย” อย่างจอห์น ล็อก (John Locke) เจ้าของแนวคิด “สิทธิตามธรรมชาติ” (natural rights) ที่เราทุกคนมีติดตัวมาพร้อมกับการเกิดเป็นมนุษย์ เขายืนยันว่าเราทุกคนมี “สิทธิชอบธรรม” ในการต่อต้านรัฐบาลที่เมื่อมาจาก “ความยินยอม” (consent) ของประชาชนแล้ว กลับทรยศหักหลัง “หันปลายกระบอกปืน” มาทางประชาชน ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหมายความด้วยว่าถ้ามีการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากความยินยอมของประชาชนเกิดขึ้น ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิชอบธรรมที่จะต่อต้านรัฐประหาร
ดังนั้น ล็อกจึงไม่เคยยืนยันว่าการสนับสนุนรัฐประหารเป็น “สิทธิที่ชอบธรรม” เพราะนั่นคือการสนับสนุนการละเมิดหลักสิทธิตามธรรมชาติของประชาชน หรือการสนับสนุนรัฐประหาร ก็คือการยอมสละสิทธิเสรีภาพของตนเองเพื่อจะอยู่ใต้อำนาจการปกครองของเผด็จการ ซึ่งเป็นการกระทำที่โง่เขลา เพราะขัดแย้งกับ “ความมีเหตุมีผล” (rationality) อันเป็นแนวคิดแกนหลักแบบเสรีนิยม (liberal core) ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งซึ่งขาดมิได้
ขณะที่อิมมานุเอล คานท์ (Immanuel Kant) ก็ปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพในการสนับสนุนรัฐประหารหรือเผด็จการโดยสิ้นเชิง เพราะการมีเสรีภาพ (autonomy) หมายถึง การที่เราสามารถใช้เหตุผลของตนเองบัญญัติกฎกติกาทางการเมืองและกฎศีลธรรมสำหรับใช้ปกครองตนเองและใช้เป็นกฎสากลในการอยู่ร่วมกันได้ บนพื้นฐานของการเคารพ “ความเป็นคนเท่ากัน” และการมีเสรีภาพในความหมายเช่นนี้ ย่อมบ่งบอกถึง “การมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี ย่อมปฏิเสธเผด็จการทุกรูปแบบที่ครอบงำกดขี่เสรีภาพหรือศักดิ์ศรีของตนเอง ดังนั้น การสนับสนุนรัฐประหาร หรือการปกครองเผด็จการแบบใดๆ จึงเป็นสิ่งที่ผิด เพราะเป็นการละเมิดเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคนอย่างเลวร้ายที่สุด
จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) เจ้าของหนังสือ “ว่าด้วยเสรีภาพ” (On Liberty) ที่วางรากฐานอันแข็งแรงและสมเหตุสมผลมากที่สุดให้กับเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก และการอภิปรายสาธารณะ เพื่อความสุขของปัจเจกบุคคล ประโยชน์สุขส่วนรวม และความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ก็ยืนยันชัดเจนว่า “เราต้องไม่ใช้เสรีภาพเพื่อทำลายหลักเสรีภาพเสียเอง” เช่น การใช้เสรีภาพซื้อ-ขายทาสต้องถือเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมและกฎหมาย “การใช้เสรีภาพต้องสอดคล้องกับการคงอยู่ของเสรีภาพ” ดังนั้น เราจึงใช้เสรีภาพในทางที่ “เป็นอันตราย” ต่อสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นไม่ได้ การใช้เสรีภาพสนับสนุนรัฐประหาร ก็คือการใช้เสรีภาพเพื่อสละเสรีภาพของประชาชนที่ผิดต่อผู้ซึ่งใช้เสรีภาพเช่นนั้นเอง และยังทำลายเสรีภาพของประชาชนฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่ยอมรับรัฐประหารด้วย
และจอห์น รอลส์ (John Rawls) คือนักปรัชญาเสรีนิยมอีกคนที่เสนอหลักความยุติธรรมในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย รอลส์ถือว่า “หลักความยุติธรรมสาธารณะ” ในระบอบเสรีประชาธิปไตย จะขาดหลัก “เสรีภาพที่เท่าเทียม” (equal liberty) ไม่ได้ ดังนั้น ข้อเสนอสาธารณะใดๆ ที่เรียกร้องต่อรัฐบาล, การกำหนดนโยบายเพื่อส่วนรวม, การบัญญัติกฎหมาย, การแก้ปัญหาทางการเมือง, เศรษฐกิจ และอื่นๆ จะต้องเป็นข้อเสนอที่สามารถใช้เป็น “เหตุผลสาธารณะ” (public reason) ได้ และอะไรที่ถือเป็นเหตุผลสาธารณะได้ จะต้องสอดคล้องกับการปกป้องรักษาหลักเสรีภาพที่เท่าเทียม อันเป็นหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ข้อเสนอใดๆ ของแกนนำม็อบที่เป็นการปูทางสู่รัฐประหาร จึงเป็นข้อเสนอที่ใช้เป็นเหตุผลสาธารณะไม่ได้ ประชาชนทุกคนจึงมีสิทธิชอบธรรมที่จะต่อต้านข้อเสนอเช่นนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีการเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือกันต้านรัฐประหารและนิติสงคราม ทว่า “ตลกร้าย” (irony) คือประธานวิปรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) และตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลับยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมคดี 112” ในการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน 4 ฉบับ ในสมัยเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนี้
ไม่แปลกเลยที่พรรครวมไทยสร้างชาติปฏิเสธนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 เพราะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจจากรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งการใช้ “นิติสงคราม” ปิดปากประชาชนที่คิดต่างทางการเมืองด้วยกฎหมายอาญา มตรา 112 รวมกว่า 1,000 คดี ก็คือ “มรดกของรัฐประหาร” ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน จนทำให้มี “นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience) อย่างอานนท์ นำภา ถูกศาลตัดสินจำคุกไปแล้ว 24 ปี 33 เดือน 20 วัน, บัสบาสถูกตัดสินจำคุกกว่า 50 ปี และยังมีคนอื่นอีกจำนวนมากที่ถูกขังลืม รวมทั้งลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศที่ยังกลับบ้านไม่ได้
แต่การที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 เช่นเดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมา คือ
1. การต้านรัฐประหารและนิติสงครามแบบเพื่อไทย ที่ยังคงรักษามรดกรัฐประหารเอาไว้ด้วยการปฏิเสธนิรโทษกรรมคดี 112 เป็นเพียงการต้านรัฐประหารที่มุ่งล้มรัฐบาลเพื่อไทย และต้านนิติสงครามที่มุ่งยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมืองใช่หรือไม่ พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องมีพันธะทางการเมืองใดๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่อำนาจรัฐประหารกดปราบประชาชนหรือใช้นิติสงครามละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเลยเช่นนั้นหรือ
2. ประชาธิปไตยแบบที่พรรคเพื่อไทยยืนยันคืออะไร คือ “ประชาธิปไตยของประเทศไม่เสรี” ที่มีนักโทษทางความคิดเป็นที่ยอมรับกันได้อย่างปกติใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยเชิญชวนพรรคฝ่ายค้านและประชาชนต้านรัฐประหาร ต้านนิติสงครามเพื่ออะไร ในเมื่อพรรคเพื่อไทยเองยังยืนยันประชาธิปไตยแบบประเทศไม่เสรีที่มีนักโทษทางความติดได้เป็นปกติเหมือนพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ
3. พรรคเพื่อไทยจะอธิบายตัวเองอย่างไร ใน “การแสดงความรับผิดชอบ” ต่อพันธะทางศีลธรรมสาธารณะและพันธทางการเมืองที่ต้องมีต่อประชาชนที่ออกมาต่อสู้ต้านรัฐประหารล้มรัฐบาลเพื่อไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ถูกอุ้มหายอุ้มฆ่า ติดคุก และลี้ภัยการเมืองอีกจำนวนมาก เพราะโดนคดี 112 กว่า 1,000 คดี
เพราะในช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยถูกทำรัฐประหาร ประชาชนจำนวนมากออกมาปกป้อง หนึ่งในนั้นก็คือ “อานนท์ นำภา” ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกยาวนาน แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ได้รับ “ความยินยอม” ให้ใช้อำนาจแทนประชาชน แต่แทนที่พรรคเพื่อไทยจะ “ร่วมมือ” กับพรรคประชาชน และพรรคอื่นๆ ใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 เพื่อ “ยกเลิกมรดกรัฐประหาร” กลับปฏิเสธที่จะนิรโทษกรรมเพื่อคืนความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้ที่เคยออกมาต่อสู้ต้านเผด็จการเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และรัฐบาลเพื่อไทยในอดีต
4. ประธานวิปรัฐบาลเพื่อไทยอ้างว่าการนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่มีคดี 112 จะเป็นการ “สร้างความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ” ถามว่าความคิดสมานฉันท์แบบนี้ ต่างอย่างไรกับความคิดสมานฉันท์ของ “ฝ่ายทำรัฐประหาร” อย่างรัฐบาล คสช. หรือรัฐบาลประยุทธ์ เพราะเป็นความสมานฉันท์แบบ “อำนาจรัฐสั่งให้สมานฉันท์” โดยไม่เห็นหัวประชาชนฝ่ายคิดต่างที่ “แบกรับความอยุติธรรม” แล้วมันจะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร
การที่พรรคเพื่อไทย “ไม่กล้าแตะโครงสร้าง” เช่น ไม่แตะหมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และไม่แก้มาตรา 112 เป็นต้น เพราะกลัวรัฐบาลจะไม่มั่นคง ก็ยังเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ แต่การนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ไม่ใช่การแตะโครงสร้าง หรือการแก้กฎหมายใดๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เลย เป็นเพียงการที่ “พรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน”ร่วมมือกันใช้อำนาจนิติบัญญัติออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนทุกฝ่ายที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ให้ทุกคนทุกฝ่ายได้รับอิสรภาพ เพื่อเดินหน้าต่อในการร่วมกันสร้างประชาธิปไตยผ่านกระบวนการรัฐสภาต่อไปเท่านั้นเอง
คำถามสำคัญคือ ถ้าแม้แต่การนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 รัฐบาลจากเลือกตั้งอย่างรัฐบาลเพื่อไทย ก็ยัง “ไม่สามารถทำได้” ตามที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชน แล้วประชาชนจะยังเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยว่าเป็น “พรรคต้านรัฐประหาร” และเป็น “พรรคยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างไร
ถึงที่สุดแล้ว หากเราประเมินจาก realpolitik แบบไทย การนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ไม่สามารถทำได้โดยพรรคการเมืองพรรคเดียวในอายุรัฐบาลนี้อยู่แล้ว ถ้าหวังว่าพรรคประชาชนจะแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็เป็นไปได้ยาก หรือต่อให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวจริง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกล้านิรโทษกรรมคดี 112 เพราะในอดีตรัฐบาลพรรคเดียวอย่าง “รัฐบาลไทยรักไทย” ก็เคยถูกทำรัฐประหารมาแล้ว อีกอย่างพรรคเดียวทำก็ถูกยุบได้ง่ายกว่า ทางเลือกที่น่าจะปลอดภัยมากกว่าคือพรรคการเมืองหลายๆ พรรค โดยเริ่มจากพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนร่วมมือกัน และเรียกร้องให้พรรคอื่นๆ ร่วมกันโหวตผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ให้สำเร็จในสมัยประชุมสภานี้น่าจะเป็นทางเลือกดีที่สุด
อีกอย่าง แนวทางการต้านรัฐประหารที่ยั่งยืนที่สุด คือการทำให้สถาบันพรรคการเมืองและสถาบันรัฐสภาเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนว่าเป็น “ความหวัง” ของประชาชนได้จริง สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้จริง สร้างความก้าวหน้าของประชาธิปไตยได้จริง และสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจได้จริงมากกว่ารัฐบาลจากรัฐประหาร หากประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาในสถาบันพรรคการเมืองและสถาบันรัฐสภาเช่นนี้ ก็ย่อมไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำรัฐประหารอยู่แล้ว
ส่วนประชาชนที่สนับสนุนแต่ละพรรค แทนที่จะเน้นการ “เซฟ” พรรคตัวเองจากการสร้างความร่วมมือกันผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ก็ควรใช้ “เหตุผล” ให้มากขึ้นว่าแม้พรรคการเมืองที่เราสนับสนุนจะยังมีความเสี่ยง แต่อย่างไรเสียพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง มีสมาชิกจำนวนมาก มีเงินอุดหนุนพรรคจำนวนมาก มีตำแหน่ง อำนาจในรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้านที่ต่างก็กินภาษีของประชาชน และยังมีประชาชนที่สนับสนุนแต่ละพรรคอีกจำนวนมาก ก็ย่อมมี “อำนาจต่อรอง” มากกว่าประชาชนคนธรรมดาๆ ที่โดนคดี 112 และติดคุกซึ่งยังคงต่อสู้กับความอยุติธรรมตามลำพัง หลายคนการศึกษาพัง ครอบครัวพัง อาชีพการงานพัง ทั้งยังพรัดพรากจากครอบครัวญาติมิตรยาวนาน ดังนั้น การปกป้องพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนจากรัฐประหารและนิติสงครามนั้นดีแน่ แต่การปกป้องประชาชนด้วยกันเองที่ยากลำบากมากกว่านักการเมืองและพรรคการเมืองให้ออกจากคุกย่อมสำคัญหรือจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า
เพราะถ้าพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่สามารถแม้แต่จะร่วมมือกันใช้อำนาจนิติบัญญัติออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ได้ ประชาชนจะมีความหวังได้อย่างไรว่าต่อไปข้างหน้าพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะสามารถทำเรื่องที่ยากมากกว่า คือการแก้โครงสร้างการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย และแก้กฎหมายอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้นิติสงครามเล่นงานพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยได้อีก
ความหวังที่ยังพอมีอยู่ จึงอยู่ที่ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนว่าจะร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย พรรคประชชน และพรรคอื่นๆ สร้างความร่วมมือกันเพื่อโหวตผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวม 112 ได้อย่างไร
หากทำได้ นี่คือการขจัดมรดกรัฐประหารที่ใช้นิติสงครามลงทัณฑ์ประชาชนผู้คิดต่างทางการเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อต้านรัฐประหารและนิติสงครามอย่างแท้จริง และจะนำไปสู่การเริ่มต้นเดินหน้าแก้ปัญหาความความไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศนี้ให้สำเร็จได้จริงในอนาคต
