112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์รศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถานการณ์เสรีภาพทางวิชาการของไทยภายใต้การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่สร้างวัฒนธรรมการเซนเซอร์ตัวเองขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยไทย จนกระทั่งงานศึกษาตัวอุดมการณ์ราชาชาตินิยมในแบบเรียนก็ไม่สามารถเผยแพร่ออกสู่สาธารณะได้ และผลกระทบที่จะหนักขึ้นหลังเกิดกรณี พอล แชมเบอร์ส ถูกแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 จากข้อความในเกริ่นนำงานเสวนาที่เขาไม่ได้เขียนเอง แต่ก็ต้องเผชิญกับการถูกให้ออกจากงานทั้งที่สุดท้ายแล้วไม่มีความผิด
112Watch : คุณประเมินสถานการณ์เสรีภาพทางวิชาการในประเทศไทยในปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง?
กนกรัตน์ : ตั้งแต่อยู่ในแวดวงวิชาการมาเกือบ 30 ปี ทศวรรษนี้เป็นช่วงเวลาที่เสรีภาพถูกจำกัดมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในการศึกษาและการถกเถียงทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ “กษัตริย์ศึกษา” “กองทัพ” “การเมืองภาคประชาชน” จำได้ว่าตอนที่เป็นนักวิชาการใหม่ๆ คือใน ช่วงทศวรรษ 2530 ถึง 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรามีความเป็นประชาธิปไตยสูงมากถ้าดูตาม ตัวชี้วัดทางประชาธิปไตย บรรยากาศในแวดวงวิชาการเต็มไปด้วยเสรีภาพในการเปิดเวทีเสวนาศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันทางการเมืองที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพ สถาบันทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนธรรมดา ไปจนถึงสถาบันกษัตริย์แม้จะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงถึงตัวพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทอื่น ๆ ที่ระบุไว้ใน กฎหมายหมิ่นฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวสังคมไทยได้เห็นผลงานการศึกษาทางวิชาการมากมายทั้งงานวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือบทความ และงานเขียนอื่นที่ช่วยกระตุ้นให้สังคมไทยเติบโตทางปัญญา
แต่ในปัจจุบัน ภาพที่เราเห็นกับตรงกันข้าม นักวิชาการบางคนที่ยังยืนยันต่อ เสรีภาพ ดังกล่าว ต้องเผชิญกับ การถูกดำเนินคดีและอุปสรรคมากมาย จนท้ายที่สุด นักวิชาการส่วนใหญ่ในสังคมไทยต่างเลือกปิดปากตัวเองหรือ self-censorship ในการทำวิจัยและนำเสนอผลงานเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว การผลิตงานวิชาการเป็นเรื่องที่ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการเปิดเวทีถกเถียงสาธารณะ ที่เต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรค
มาตรา 112 มีผลกระทบต่อการวิจัยทางวิชาการ การสอน และการอภิปรายสาธารณะในวงการวิชาการไทยอย่างไรบ้าง? คิดว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงในการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มนักวิชาการและนักศึกษาอายุน้อยหรือไม่?
ทั้งจากตัวอย่างการถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมายอาญา 112 และผลการตัดสินของศาลต่อความผิดในคดี 112 ที่ขยายไปยังสมาชิกราชวงศ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย และห้วงเวลาอื่น ๆ ในอดีต ไปจนถึงการพูดทางอ้อม บางครั้งอาจไม่ได้พูดถึงแต่ศาลตีความว่าเป็นการพูดถึง ก็มีความผิดทั้งสิ้น ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่เรียนรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างรุนแรงต่อการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สภาวะนี้ได้สร้างบรรยากาศที่ไร้เสรีภาพทางวิชาการในปัจจุบัน
นอกจากนั้นในปัจจุบัน กลไกการกดทับเสรีภาพทางวิชาการมันไปไกลกว่ากฎหมาย 112 มากแล้ว ในขณะที่กฎหมายอาญา 112 เป็นจุดตั้งต้น และทำให้วัฒนธรรมและค่านิยมเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างการทำวิจัย สถาบันอุดมศึกษา และเครือข่ายนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. สภามหาวิทยาลัย รูปแบบการประเมินการทำงาน การให้ทุนของแหล่งทุนวิจัย ขั้นตอนและกระบวนการการอนุมัติการทำวิจัยในมนุษย์ การตีพิมพ์เผยแพร่ กระบวนการสอบและประเมินผลวิทยานิพนธ์
ในด้านหนึ่งเราจะเห็นว่า นักวิชาการ ต่างเลือกที่จะ ไม่ทำวิจัย เปิดเวทีอภิปราย หรือแม้แต่สอนหนังสือที่อาจมีเนื้อหาไปเกี่ยวข้องกับตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือถ้าทำก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ในอีกด้านหนึ่งนักวิชาการรุ่นใหม่ ก็ถูก บังคับให้เลือกไม่ทำ เนื่องจากอาจารย์ที่ปรึกษา เลือกที่จะไม่สนับสนุน หรือแม้จะสนับสนุนก็ต้อง แจ้งเตือนถึงผลที่ตามมาหาก พวกเขา ยืนยันจะทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว หรือ เกี่ยวข้องกัน
ตัวเองมีประสบการณ์ที่น่าเศร้ากับนิสิตปริญญาโทหลายคนที่ตั้งใจศึกษาประเด็นเหล่านี้ วิทยานิพนธ์ของนิสิตหลายคนที่ดิฉันเคยเป็นที่ปรึกษาและกรรมการสอบมีงานที่คุณภาพดีมากหลายคนแต่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ เนื่องจากกรรมการสอบมีมติไม่ให้เผยแพร่วิทยานิพนธ์เหล่านั้น ถ้าคุณไปหาในห้องสมุดจะไม่มีชื่อวิทยานิพนธ์เหล่านี้ทั้งที่จริง ๆ ตัวเล่มถูกจัดเก็บไว้ในห้องสมุด เช่น คนหนึ่งศึกษาเรื่อง “ราชาชาตินิยมในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนมัธยมปลาย” หรือ “วัฒนธรรมอำนาจนิยมในวิชาหน้าที่พลเมืองในชั้นเรียนมัธยม” นอกจากนั้นปีที่แล้วมีนิสิตคนหนึ่งที่สนใจทำวิจัยเรื่องผู้ลี้ภัยทางการเมือง จากคดี 112 รู้ทั้งรู้ว่าเขามีข้อมูลชั้นต้นเยอะมากและสามารถเข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ เพราะมีทั้งญาติและเพื่อนที่เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง แต่ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ดิฉันก็ต้องแจ้งให้เขาทราบถึงปัญหาและผลที่ตามมา หากเขาตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์หัวข้อดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น หนึ่ง การหากรรมการสอบวิทยานิพนธ์อาจไม่ใช่เรื่องง่าย สอง ท้ายที่สุดวิทยานิพนธ์ของเขาอาจถูกปิดลับโดยไม่มีกำหนด ซึ่งก็น่าเสียดายหากคนคนหนึ่งทุ่มเทแล้วท้ายที่สุดเขาไม่ได้ผลงานอะไรเลยที่สามารถเผยแพร่ในสาธารณะได้ และสาม ในการเขียนวิทยานิพนธ์ต้องระมัดระวัง การใช้ภาษาและต้องได้รับการตรวจสอบโดยฝ่ายกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของกรรมการทุกท่านและตัวของเขาเอง
มองว่ากรณีพอล แชมเบอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ขยายวงกว้างขึ้นต่อนักวิชาการที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร?
กรณีของอาจารย์พอล แชมเบอร์เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถึงวิกฤตการณ์เสรีภาพทางวิชาการในประเทศไทย และการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะ
หนึ่ง มันสะท้อนให้เห็น ถึงปัญหาของกฎหมาย 112 และกระบวนการบังคับใช้ ที่ผิดพลาดและบิดเบี้ยวไปหมด จนทำให้ นักวิชาการท่านหนึ่ง สูญเสียทุกอย่างในชีวิต จากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และท้ายที่สุด เขาก็เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว เสรีภาพในการเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ในที่ที่เขาต้องการ
สอง ประสิทธิภาพของการใช้ 112 ในการสร้างความกลัว ทำให้สถาบันทางการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยต้นสังกัด ของอาจารย์พอล ไม่ปกป้องอาจารย์ตั้งแต่ต้น และลงโทษอาจารย์ทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ในขณะการตัดสินยังไม่ถึงที่สุด รวมทั้งไม่เยียวยาและแก้ไขบทลงโทษที่กระทำเกินกว่าเหตุเหล่านั้น
สาม สถาบันวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นสมาคมรัฐศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการส่วนใหญ่กลับเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็ก ๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหว และองค์กรภาคประชาสังคมซึ่ง ก็มีอำนาจในการต่อรองน้อยมาก
สี่ กรณีนี้อาจจะทำให้เห็นว่าการบังคับใช้ กฎหมายอาญามาตรา 112 กับนักวิชาการที่ผ่านมามันสามารถสร้างความกลัวได้จริงในวงกว้าง
ควรมีการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันหรือเชิงสังคมอย่างไร เพื่อให้นักวิชาการสามารถทำงานในหัวข้อที่เป็นประเด็นถกเถียงได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการตอบโต้ทางกฎหมายหรือทางการเมือง?
มีข้อเสนอ 2 ด้าน ด้านที่ 1 คือการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เพราะแม้จะมีการปฏิรูป ก็ยากที่จะอุดช่องว่างในการนำกฎหมายดังกล่าวไปใช้เพื่อละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ได้ ด้านที่ 2 การเปลี่ยนแปลงเข็มมุ่งของโครงสร้างสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยในประเทศไทยให้หันมาเน้นสิทธิเสรีภาพ เป็นคำตอบที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษาวิจัยในเมืองไทยที่จะทำให้เกิดงานวิชาการที่มีคุณภาพและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสถาบันที่มีปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยได้
